"ถ้าคุณยังไม่เลิกทำตัวให้มีเสียงรบกวนในขณะที่ผมทำงาน ผมเกรงว่าบ้านหลังนี้คงจะเล็กเกินไปสำหรับเราสองคน"
ประโยคนั้นของภาคินยังคงดังก้องอยู่ในมโนภาพของเขา แม้เวลาจะผ่านไปหลายสัปดาห์ แต่มันกลับเป็นประโยคที่ย้อนกลับมาเชือดเฉือนหัวใจตัวเองอย่างสาสมในวันที่บ้านหลังนี้เหลือเพียงความเงียบงัน ภาคินนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ตัวเดิมที่เคยเป็นที่ประจำของเขา ทว่าเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกลับว่างเปล่า มันไม่ใช่ความว่างเปล่าธรรมดา แต่มันคือหลุมดำขนาดใหญ่ที่ดูดกลืนเอาความรู้สึกมั่นคงในฐานะผู้นำครอบครัวของเขาหายไปจนหมดสิ้น
เสียงช้อนส้อมที่กระทบจานเบาๆ ดูจะเป็นเสียงที่ดังที่สุดในค่ำคืนนี้ เขาตักซุปเห็ดเข้าปาก รสชาติของมันจืดชืดกว่าที่เคยจำได้ หรือบางที... อาหารในวันนี้ไม่ได้ขาดเครื่องปรุง แต่มันขาด 'ความใส่ใจ' ที่รินรดาเคยเติมลงไปในทุกมื้ออาหารที่เธอบรรจงจัดวาง
"แม่บ้านทำอาหารรสชาติใช้ไม่ได้เลย" เขาพึมพำกับตัวเอง เสียงของเขาแหบพร่าและดูไร้พลังในพื้นที่ขนาดใหญ่ที่เขาเคยภาคภูมิใจว่ามันคือความสำเร็จของชีวิต
เขาเงยหน้าขึ้นมองภาพวาดสีน้ำมันที่แขวนอยู่บนผนังห้องรับประทานอาหาร มันเป็นภาพสวนดอกไม้ในฤดูหนาวที่รินรดาเคยเพียรพยายามจะมอบให้เขาในวันครบรอบปีที่สอง ตอนนั้นเขาทำเพียงแค่ปรายตามองแล้วบอกว่ามันดู 'รกหูรกตา' ก่อนจะสั่งให้เอาไปเก็บไว้ในห้องเก็บของใต้ดิน
บัดนี้ เขาเพิ่งสังเกตเห็นรายละเอียดในภาพวาดนั้น ดอกไม้แต่ละดอกถูกแต้มด้วยสีสันที่สื่อถึงความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความงดงาม รอยพู่กันสั่นไหวราวกับจะบอกเล่าเรื่องราวของผู้หญิงคนหนึ่งที่พยายามตะโกนออกมาแต่ไม่มีใครได้ยิน ภาคินวางช้อนลง ความอยากอาหารหายไปสิ้น เขารู้สึกถึงแรงกดดันในอกที่ขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ เหมือนใครบางคนเอามือมากอบกุมหัวใจเขาไว้แล้วออกแรงบีบ
เขาเดินไปที่ห้องทำงาน ความเงียบของบ้านหลังนี้ช่างน่าขนลุก มันไม่ใช่ความเงียบที่ให้ความสงบ แต่มันคือความเงียบที่คอยตอกย้ำว่า เขาเป็นคนที่ผลักไสทุกคนออกไปจากชีวิตด้วยมือของตัวเอง
*กริ๊ง...*
เสียงโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานดังขึ้น ภาคินรีบคว้ามันขึ้นมาด้วยความหวังที่ริบหรี่ แต่เมื่อเห็นชื่อผู้โทรที่เป็นเลขาฯ ส่วนตัว ความหวังนั้นก็ดับวูบลง
"ว่ายังไง" เขาตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชา
"คุณภาคินครับ เรื่องการสืบหาที่อยู่ของคุณรินรดา... ตอนนี้เราพอจะมีเบาะแสแล้วครับ" ปลายสายตอบอย่างเกรงใจ
ภาคินชะงัก ลมหายใจของเขาติดขัด "ว่ามา"
"มีคนเห็นผู้หญิงที่มีลักษณะใกล้เคียงกับคุณรินรดาอาศัยอยู่ที่ย่านชานเมืองครับ แต่เธอดูเหมือนจะไม่ได้อยู่คนเดียว... เธอมีเด็กผู้ชายคนหนึ่งคอยอยู่ข้างๆ ตลอดเวลาครับ"
ภาคินรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหมุนคว้าง เด็กผู้ชาย? รินรดาไม่เคยมีญาติที่ไหน และที่สำคัญกว่านั้นคือเขาไม่เคยรู้เลยว่าภรรยาของเขาเคยตั้งครรภ์
"ส่งที่อยู่มาให้ผมเดี๋ยวนี้"
เขาตัดสายทิ้งแล้วรีบคว้ากุญแจรถ ขับทะยานออกไปในความมืดของค่ำคืนด้วยหัวใจที่เต้นรัวราวกับกลองรบ เขาขับรถผ่านเส้นทางที่คุ้นเคย จนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่บ้านไม้หลังเล็กปลายซอยที่เงียบสงบ แสงไฟสีส้มสลัวจากหน้าต่างบานเล็กเผยให้เห็นเงาร่างของหญิงสาวที่เขารู้จักดี รินรดาในชุดผ้ากันเปื้อนที่ดูเรียบง่ายแต่กลับดูมีชีวิตชีวามากกว่าตลอดเวลาที่อยู่ในคฤหาสน์ของเขา
เธอกำลังก้มหน้าก้มตาเก็บของเล่นที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้นไม้ ขณะที่เด็กชายตัวน้อยวัยประมาณสี่ขวบกำลังวิ่งเล่นรอบๆ โต๊ะไม้ตัวเล็ก
ภาคินก้าวลงจากรถอย่างลืมตัว ความเย็นยะเยือกของอากาศยามค่ำคืนไม่สามารถเทียบได้กับความสั่นสะท้านที่เกิดขึ้นในจิตใจ เขาเดินเข้าไปใกล้หน้าต่างบานนั้นมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเห็นใบหน้าของเด็กน้อยชัดเจนภายใต้แสงไฟ
เด็กคนนั้นหยุดวิ่ง เขาเงยหน้าขึ้นมองมาทางหน้าต่าง ดวงตาคู่นั้น... ดวงตาที่ถอดแบบมาจากภาคินราวกับพิมพ์เขียว ทั้งความแวววาว ความดื้อรั้น และร่องรอยของความโศกเศร้าที่เขามักจะเห็นในกระจกเงาทุกเช้า
รินรดาหันมามองลูกชายพลางยิ้มบางๆ แล้วลูบหัวเด็กน้อยอย่างทะนุถนอม ความรักความผูกพันที่ภาคินไม่เคยได้รับ สัมผัสที่เขาเคยปฏิเสธว่ามันไร้สาระ กำลังปรากฏอยู่ตรงหน้าเขาอย่างเต็มตา
ในจังหวะที่หัวใจของเขากำลังจะแตกสลายจากการรับรู้ถึงความผิดพลาดที่ไม่มีวันแก้ไขได้ ภาคินก็สังเกตเห็นอะไรบางอย่างบนโต๊ะไม้ข้างตัวรินรดา มันคือ 'ซองเอกสารสีน้ำตาล' ที่ดูคุ้นตา... ซองเอกสารที่เขาเคยทำหล่นหายไปในห้องทำงานเมื่อเดือนก่อน เอกสารที่ระบุผลตรวจ DNA ยืนยันความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเด็กคนนี้ ซึ่งเขาไม่เคยแม้แต่จะเปิดอ่านเพราะคิดว่าเป็นเพียงเอกสารทางธุรกิจที่ไร้ความหมาย
ซองเอกสารนั้นถูกวางเปิดไว้ และในเสี้ยววินาทีนั้น รินรดาก็เงยหน้าขึ้นมองตรงมาที่หน้าต่าง แววตาของเธอไม่ได้มีความตกใจ แต่กลับว่างเปล่า... ว่างเปล่าราวกับมองผ่านอากาศธาตุ ไม่ใช่คนรักเก่าที่เคยยืนอยู่ตรงหน้า
เธอลุกขึ้นเดินตรงมาที่หน้าต่างแล้วเลื่อนกลอนปิดลงอย่างช้าๆ ทิ้งให้เขาจมอยู่กับความมืดมิดและเสียงหัวใจที่เต้นแผ่วลงเรื่อยๆ ในค่ำคืนที่เขาสูญเสียทุกอย่างไปอย่างถาวร
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับความเจ็บปวดในครั้งนี้ด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
เศษเสี้ยวความทรงจำที่หายไป•ตอนที่ 5
ชีวิตที่ไร้คนร่วมโต๊ะ
ผลงานโดย บันทึกคนจร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกคนจร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศษเสี้ยวความทรงจำที่หายไป นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!