คราบกาแฟแห้งกรังบนโต๊ะทำงานไม้สนราคาถูกบอกเวลาตีสองครึ่งได้อย่างแม่นยำยิ่งกว่านาฬิกาเรือนใด รินรดายกมือขึ้นนวดขมับที่เตตุงด้วยความล้า ปลายเรียวนิ้วของเธอเปรอะเปื้อนไปด้วยสีอะคริลิกสีน้ำเงินเข้ม ร่องรอยจากการเร่งมือวาดภาพประกอบหนังสือเด็กที่สำนักพิมพ์อิสระเพิ่งส่งอีเมลมาเร่งเมื่อช่วงหัวค่ำ งานชิ้นนี้คือลมหายใจและเศษเงินไม่กี่บาทที่จะประคับประคองชีวิตของเธอกับลูกสาวให้รอดพ้นไปได้อีกหนึ่งสัปดาห์
เสียงไอเบาๆ ดังมาจากมุมห้อง รินรดาสะดุ้งสุดตัว หัวใจหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม เธอลุกพรวดจากเก้าอี้จนมันล้มครูดไปกับพื้นห้องเช่าคับแคบ รีบสาวเท้าตรงไปยังฟูกเก่าๆ ที่ปูไว้บนพื้น
"น้องลัน... ลูกแม่ เป็นยังไงบ้างคนเก่ง"
เธอทรุดตัวลงคุกเข่า แนบฝ่ามือลงบนหน้าผากเล็กๆ ที่ร้อนผ่าวราวกับเตาไฟ เด็กหญิงวัยสามขวบส่งเสียงครางอือในลำคอ ดวงตากลมโตที่เคยสดใสบัดนี้ปรือปรอย ริมฝีปากแห้งผากจนแตกเป็นร่องเลือดซึม นัยน์ตาคู่นั้น... นัยน์ตาที่ถอดแบบมาจากภาคินราวกับพิมพ์เขียว ช่างบาดลึกหัวใจคนเป็นแม่อย่างเธอยิ่งนัก ในยามที่ยากลำบากที่สุด รอยยิ้มของเด็กคนนี้คือพลังเดียวที่ทำให้เธอยังอยากลืมตาตื่นขึ้นมาสู้ต่อ แต่ในขณะเดียวกัน ใบหน้านั้นก็คอยย้ำเตือนถึงความพังพินาศในอดีตที่เธอต้องแบกรับไว้เพียงลำพัง
ไข้ขึ้นสูงอีกแล้ว เงินในกระเป๋าเหรียญบาทในกระป๋องออมสินถูกควักออกมานับจนหมดเมื่อวาน ยาเด็กที่เหลืออยู่ก้นขวดคงประทังอาการได้อีกไม่เกินเที่ยงวันพรุ่งนี้ รินรดากัดริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด ความรู้สึกไร้ซึ่งหนทางบีบรัดลำคอจนเธอแทบหายใจไม่ออก นี่หรือคืออิสรภาพที่เธอโหยหา? การเดินออกมาจากกรงทองที่เย็นชา เพื่อพาเลือดเนื้อเชื้อไขมาเผชิญความอดอยากในโลกกว้าง
"อดทนหน่อยนะลูก แม่จะพาไปหาหมอ... แม่สัญญา" เสียงกระซิบสั่นเครือหลุดลอดออกมาพร้อมหยาดน้ำตาที่ไหลอาบแก้มอย่างเงียบเชียบ เธอไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะฟูมฟายเสียงดัง เพราะห้องเช่าผนังบางเฉียบนี้เต็มไปด้วยสายตาอยากรู้อยากเห็นของเพื่อนบ้าน
รินรดากอดร่างเล็กๆ ที่ตัวร้อนจัดไว้แนบอก คว้าเสื้อกันหนาวเก่าๆ มาสวมให้ลูก แล้วตัดสินใจก้าวออกไปเผชิญกับความมืดและสายฝนที่โปรยปรายลงมาอย่างไร้ความปรานีในยามวิกาล
ถนนสายรองในย่านชานเมืองเปล่าเปลี่ยวและวังเวง มีเพียงแสงไฟนีออนกะพริบจากร้านสะดวกซื้อปากซอยที่อยู่ห่างออกไปเกือบกิโลเมตร รินรดากางร่มคันเล็กที่ซี่โครงหักไปข้างหนึ่ง มือหนึ่งประคองร่างลูกน้อยแนบอก อีกมือพยายามฝ่าลมหนาวที่พัดกระหน่ำ น้ำฝนสาดซัดเข้ามาเปียกปอนจนร่างบางสั่นสะท้าน รองเท้าผ้าใบหลุดลุ่ยเหยียบย่ำลงไปในแอ่งน้ำขังจนเปียกชุ่ม ทว่าความเจ็บปวดทางกายเหล่านี้เทียบไม่ได้เลยกับความรู้สึกผิดบาปที่กัดกินหัวใจ เธอพาเด็กบริสุทธิ์คนหนึ่งมารับกรรมด้วยทำไม?
ภาพของภาคินผุดขึ้นมาในห้วงคำนึง ชายหนุ่มผู้เพียบพร้อม เย่อหยิ่ง และไม่เคยชายตาแลความรู้สึกของเธอ ในวันที่เธออุ้มท้องเดินออกจากคฤหาสน์หลังโตหลังเซ็นใบหย่า เขาเพียงแค่เซ็นชื่อลงในกระดาษอย่างไม่ใส่ใจ พร้อมกับคำพูดเย้ยหยันที่ยังคงก้องกังวานในความทรงจำ
*“เธอคิดเหรอว่าเงินชดเชยแค่นั้นจะทำให้เธอรอด? เธอมันก็แค่ดอกไม้ริมทางที่ฉันแค่เบื่อแล้วเขี่ยทิ้ง”*
รินรดาสะบัดศีรษะแรงๆ เพื่อไล่ภาพหลอนนั้นออกไป เธอจะไม่ยอมกลับไปก้มหัวให้ผู้ชายคนนั้นเด็ดขาด ต่อให้ต้องอดตายข้างถนน เธอก็จะไม่มีทางเอ่ยปากขอความช่วยเหลือจากคนที่เหยียบย่ำศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเธอจนไม่เหลือชิ้นดี
แต่แล้ว... แสงไฟหน้ารถยนต์ราคาแพงคันหนึ่งก็สาดส่องผ่าความมืดเข้ามาจอดเทียบฟุตบาทห่างจากเธอไปไม่กี่เมตร ประตูรถเปิดออกพร้อมกับร่างสูงโปรดของชายในชุดสูทสีเข้มที่ก้าวลงมา ท่าทางที่คุ้นตาและบรรยากาศรอบตัวที่แผ่รังสีความเย็นชาออกมาทำRรินรดาร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสาป
ภาคินก้าวออกมาจากรถโดยมีคนขับรถกางร่มให้อย่างนอบน้อม เขากำลังจะเดินเข้าไปในร้านสะดวกซื้อเพื่อซื้อกาแฟระหว่างเดินทางกลับจากการเจรจาธุรกิจดึกดื่น ทว่าสายตาคมกริบของนักธุรกิจผู้ไม่เคยพลาดเป้ากลับเหลือบไปเห็นหญิงสาวร่างเล็กที่กำลังยืนตัวสั่นเทาอุ้มเด็กอยู่ริมทาง
ชายหนุ่มหยุดชะงัก ฝีเท้าที่มั่นคงชะงักงัน
รินรดารีบหันหลังหลบ แสร้งทำเป็นมองทางอื่นเพื่อไม่ให้เขาจำเธอได้ หัวใจเธอดิ่งวูบลงไปถึงตาตุ่ม ความกลัวแล่นริ้วไปตามกระดูกสันหลัง มือที่กอดลูกกระชับแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
แต่ภาคินไม่ใช่คนที่จะมองข้ามสิ่งผิดสังเกต ร่างสูงสาวเท้าย่างสามขุมเข้ามาใกล้ด้วยความสงสัย ท่ามกลางม่านฝนที่โปรยปราย เขายืนขวางทางเดินของเธอไว้ ร่มสีดำสนิทถูกยกขึ้นเล็กเผยให้เห็นใบหน้าคมคายที่เต็มไปด้วยร่องรอยความเหนื่อยล้า แต่แววตากลับคมปลาบและจับจ้องมาที่เธอนิ่งงัน
"รินรดา?" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยชื่อเธอด้วยความไม่แน่ใจ
หญิงสาวเม้มปากแน่น หัวใจเต้นระรัวราวกับกลองศึก เธอค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตาอดีตสามี แววตาที่เคยอ่อนแอและหวาดกลัวเขาในอดีต บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยความเย็นชาและกำแพงหนาทึบที่เธอก่อขึ้นเพื่อปกป้องลูกน้อย
"หลบไปค่ะ..." รินรดาเอ่ยเสียงลอดไรฟัน พยายามก้าวเลี่ยง
ทว่าภาคินกลับขยับตัวตาม เขาไม่ได้สนใจท่าทีผลักไส สายตาของเขาเลื่อนต่ำลงไปมองห่อผ้ากันหนาวที่อยู่ในอ้อมแขนของเธอ ทันใดนั้น... ลมกรรโชกแรงก็พัดผ่านจนผ้าห่มผืนน้อยที่คลุมศีรษะเด็กหญิงหลุดร่นลง เผยให้เห็นใบหน้าเล็กๆ ที่กำลังหลับตาพริ้ม พิษไข้ทำให้นวลแก้มแดงระเรื่อ และที่สำคัญที่สุด... โครงหน้า จมูก และคิ้วที่ถอดแบบมาจากเขาอย่างไม่ผิดเพี้ยน
ร่างของภาคินชาวาบราวกับถูกสายฟ้าฟาดลงกลางกระบาล ลมหายใจของเขาติดขัดอยู่ในลำคอ ดวงตาคมเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึงระคนไม่อยากเชื่อ สมองที่เคยเฉียบคมประมวลผลย้อนกลับไปยังวันเวลาเมื่อสามปีก่อน วันที่เธอเดินออกจากบ้านไปพร้อมกับเอกสารหย่า... และข้อครหาเรื่องความสัมพันธ์ที่เขาเคยปรักปรำเธออย่างเสียๆ หายๆ
สายตาของภาคินเลื่อนกลับมาสบตารินรดาอีกครั้ง คราวนี้แววตาของเขาสั่นระริกเต็มไปด้วยคำถามนับพันที่อัดแน่นอยู่ในอก
"เด็กคนนี้..." ภาคินกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เสียงแหบพร่าหลุดลอดริมฝีปากที่สั่นเทา "ลูกใคร... ริน?"
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับความเจ็บปวดในครั้งนี้ด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
เศษเสี้ยวความทรงจำที่หายไป•ตอนที่ 6
เสียงสะท้อนจากอดีต
ผลงานโดย บันทึกคนจร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกคนจร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศษเสี้ยวความทรงจำที่หายไป นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!