เศษเสี้ยวความทรงจำที่หายไป•ตอนที่ 9

การออกตามหาคนหลงทาง

ผลงานโดย บันทึกคนจร
กลิ่นอายของกระดาษเก่าและคราบหมึกซึมบนผืนผ้าใบไม่ได้ช่วยให้ความกระวนกระวายในอกของภาคินสงบลงเลยแม้แต่น้อย นิ้วเรียวที่เคยคุมเกมเจรจาธุรกิจมูลค่าหลายพันล้านอย่างไร้ความปรานี บัดนี้กลับสั่นเทาเล็กน้อยยามพลิกดูภาพร่างถ่านชาร์โคลนับร้อยแผ่นที่ถูกเก็บไว้ในลังไม้เก่าๆ ภาพวาดใบหน้าของเขาเอง—ในมุมที่เขาไม่เคยรู้ว่าภรรยาคนเก่ามองเห็น—ถูกถ่ายทอดออกมาด้วยความละเอียดอ่อนจนน่าใจหาย รินรดาไม่เคยเอ่ยปากชม ไม่เคยเรียกร้องความสนใจ และไม่เคยแม้แต่จะสบตาตรงๆ ยามที่เขากลับเข้าบ้านมาในยามดึกดื่น แต่ทว่าสายตาที่ซ่อนอยู่หลังกรอบแว่นและเส้นผมที่ปล่อยปรกบ่าในยามที่เธอนั่งวาดรูปเงียบๆ ริมหน้าต่าง คือบันทึกความทรงจำอันเจ็บปวดที่เขาลบมันทิ้งไม่ได้อีกต่อไป "คุณภาคินครับ เอกสารสรุปยอดการลงทุนที่จังหวัดเชียงรายพร้อมแล้วครับ" เสียงทุ้มของเลขาหนุ่มดังขึ้นเบาๆ หลังบานประตูกระจกฝ้า ภาคินเงยหน้าขึ้นจากสมุดสเกตช์เล่มเล็ก เล่มที่เขาพบร่องรอยคราบน้ำตาแห้งกรังติดอยู่บนหน้ากระดาษเมื่อคืนนี้ ดวงตาคมกริบที่เคยฉายแววเย่อหยิ่งและมั่นใจในตัวเองเสมอ บัดนี้มีร่องรอยความเหนื่อยล้าและร1อยร้าวลึกปรากฏชัดเจน "เลื่อนการประชุมช่วงบ่ายออกไปก่อน... ผมมีธุระสำคัญที่ต้องจัดการด้วยตัวเอง" สุ้มเสียงของเขาแหบพร่ากว่าปกติ "แต่ว่า... การประชุมครั้งนี้สำคัญมากนะครับ ท่านประธานจากกลุ่มทุนใหญ่..." "ผมบอกว่าให้เลื่อน!" ภาคินตวาดกลับเสียงกร้าวโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อระงับอารมณ์ที่พวยพุ่งขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล เขาไม่ใช่ผู้ชายใจร้อน แต่ทุกย่างก้าวที่เขาพยายามเดินตามหารินรดาในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา กำลังทำให้ความสุขุมเยือกเย็นที่เขาสั่งสมมาทั้งชีวิตพังทลายลงทีละน้อย ภาพของหญิงสาวร่างบางที่เดินหายลับไปจากชีวิต พร้อมกับความลับที่ถูกฝังกลบไว้ภายใต้รอยยิ้มจอมปลอมของเขาเอง มันคือบทลงโทษที่สาสมที่สุด ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนเต็มความสูง คว้าเสื้อโค้ทตัวยาวมาสวมทับด้วยความรีบร้อน ปลายทางของเขาในวันนี้ไม่ใช่ห้องประชุมหรูหราอลังการ แต่เป็นเมืองเล็กๆ ทางภาคเหนือที่รายงานสืบสวนระบุว่า มีคนพบเห็นหญิงสาวผมยาวสวมผ้ากันเปื้อนเปื้อนสีอะکریลิก เดินอุ้มเด็กชายตัวเล็กๆ ไปตามถนนสายรองใกล้หอศิลป์ชุมชน ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา เขาเคยคิดว่าบ้านคือสถานที่สำหรับซุกหัวนอนหลังเสร็จสิ้นภารกิจทางธุรกิจ เขาเคยคิดว่าภรรยาเป็นเพียงเฟอร์นิเจอร์ชิ้นหนึ่งที่ถูกจัดวางไว้อย่างเหมาะสมเพื่อหน้าตาทางสังคม รินรดาไม่เคยบ่น ไม่เคยเรียกร้อง และนั่นคือสิ่งที่เขาใช้เป็นข้ออ้างในการละเลย เธอกลายเป็นอากาศธาตุ เป็นความเงียบงันที่เขาเดินผ่านไปมาโดยไม่เคยเหลียวแล จนกระทั่งวันที่ความเงียบนั้นกลายเป็นความว่างเปล่าที่ไม่มีวันเติมเต็ม รถยนต์คันหรูเคลื่อนตัวผ่านทิวทัศน์สองข้างทางที่เปลี่ยนจากตึกสูงระฟ้าเป็นผืนป่าเขียวขจี ภาคินกำพวงมาลัยแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ในหัวสมองของเขามีภาพใบหน้าของเด็กชายคนหนึ่งวนเวียนซ้ำไปซ้ำมา—เด็กน้อยที่มีนัยน์ตาคมกริบและริมฝีปากหยักลึกราวกับถอดแบบมาจากกระจกเงา เด็กคนนั้นที่เขาเคยบังเอิญเห็นผ่านกระจกร้านกาแฟเมื่อหลายวันก่อน เด็กที่เขาเกือบจะเดินเข้าไปถามชื่อ หากไม่มีเสียงเรียกจากเบื้องหลังดึงตัวเขาไว้เสียก่อน เมื่อรถจอดสนิทหน้าร้านกาแฟกึ่งแกลเลอรีเล็กๆ ที่ตกแต่งด้วยไม้เก่าและไม้ดอกเมืองหนาว ภาคินก้าวลงจากรถด้วยความรู้สึกที่ประเดประดอนเข้ามาอย่างยากจะควบคุม หัวใจของเขาเต้นรัวระรัวราวกับเด็กหนุ่มที่กำลังจะสารภาพรักครั้งแรก ทั้งที่ในความเป็นจริง เขากำลังจะเผชิญหน้ากับความผิดบาปที่ตนเองเป็นคนก่อขึ้น ภายในร้านอบอวลไปด้วยกลิ่นกาแฟคั่วบดและกลิ่นสีน้ำมันจางๆ ลูกค้าไม่กี่คนกำลังนั่งสนทนากันด้วยเสียงอันเบา ภาคินกวาดสายตามองไปทั่วบริเวณ จนกระทั่งสะดุดเข้ากับร่างคุ้นเคยที่กำลังนั่งงงงวยอยู่หน้าขาตั้งผ้าใบ รินรดายังคงผอมบางกว่าเดิม ใบหน้านั้นดูเงียบสงบและเด็ดเดี่ยวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เส้นผมสีดำสนิทถูกรวบเก็บไว้ลวกๆ ด้วยปิ่นไม้ เธอกำลังใช้พู่กันเกลี่ยสีบนผืนผ้าใบด้วยสมาธิอันแน่วแน่ โดยมีเด็กชายตัวน้อยวัยราวสามขวบนั่งระบายสีเทียนลงบนกระดาษแผ่นเล็กข้างกายอย่างตั้งอกตั้งใจ "แม่ครับ... ลันวาดรูปคุณนกเสร็จแล้วครับ" เสียงใสแจ๋วเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ รินรดาวางพู่กันในมือลงช้าๆ เธอยิ้มให้เด็กชายด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยนที่สุด—รอยยิ้มที่ภาคินไม่เคยได้รับมันเลยตลอดเวลาที่อยู่ร่วมชายคาเดียวกัน รอยยิ้มนั้นส่องประกายเจิดจ้าเสียจนเขารู้สึกแสบตา "ไหนให้แม่ดูหน่อยสครับคนเก่ง... โอ้โห ฝีมือพัฒนาขึ้นเยอะเลยนะครับเนี่ย" เสียงหวานเอ่ยชมพร้อมกับโน้มตัวลงไปหอมแก้มยุ้ยๆ นั้นอย่างรักใคร่ ภาพความอบอุ่นตรงหน้าเปรียบเสมือนมีดคมกริบที่กรีดลงกลางใจของภาคิน น้ำตาอุ่นๆ เอ่อคลอขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ เขาอ้าปากพยายามจะเปล่งเสียงเรียกชื่อเธอ แต่ลำคอกลับตีบตันราวกับมีก้อนสะอื้นมาจุกอยู่ เขาก้าวเท้าเดินเข้าไปใกล้ทีละก้าวอย่างเชื่องช้า ราวกับกลัวว่าภาพตรงหน้าจะเป็นเพียงภาพลวงตาที่จะสลายหายไปหากเขาขยับตัวเร็วเกินไป เสียงฝีเท้าที่ดังขึ้นบนพื้นไม้ทำให้รินรดาชะงัก เธอยืดตัวขึ้นและหันกลับมามองตามสัญชาตญาณ ดวงตากลมโตที่เคยซ่อนความเจ็บปวดไว้เบื้องหลังแว่นสายตา บัดนี้เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อปะทะเข้ากับร่างสูงใหญ่ของชายผู้เป็นอดีตสามี รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอเลือนหายไปในพริบตา เหลือไว้เพียงความว่างเปล่าเย็นชาที่เฉียบคมยิ่งกว่ามีดโกน "คุณมาที่นี่ทำไม... ภาคิน" น้ำเสียงของเธอราบเรียบไร้คลื่นอารมณ์ แต่กลับทรงพลังพอที่จะหยุดยั้งฝีเท้าของเขาให้หยุดนิ่งอยู่กับที่ ภาคินอ้าปากจะเอ่ยคำขอโทษ คำแก้ตัว หรือแม้แต่คำอ้อนวอนใดๆ ที่เขาซ้อมพูดมาตลอดทาง แต่ก่อนที่เขาจะได้กล่าวคำใดออกมา เด็กชายตัวน้อยที่นั่งอยู่ข้างกายรินรดาก็เงยหน้าขึ้นจากกระดาษวาดรูป ดวงตากลมโตคู่นั้นมองตรงมาที่เขาด้วยแววตาสงสัยใคร่รู้ และวินาทีนั้นเอง... ลมหายใจของภาคินก็แทบจะหยุดสะะงัก เด็กชายเอียงคอมองเขาอย่างพินิจพิเคราะห์ ก่อนจะเอ่ยถามประโยคที่ทำให้โลกทั้งใบของภาคินพังทลายลงในพริบตา "แม่ครับ... ทำไมคุณลุงคนนี้ถึงหน้าตาเหมือนกระจกเงาของลันเลยล่ะครับ?" ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความเจ็บปวดและการค้นหาความจริงครั้งนี้ไปด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (บันทึกคนจร)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศษเสี้ยวความทรงจำที่หายไป นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%