"ตัวเลขกำไรสุทธิไตรมาสนี้ของบริษัทคุณลดลงไปเกือบสามสิบเปอร์เซ็นต์... ภาคิน"
เสียงทุ้มต่ำแต่ราบเรียบของชายวัยกลางคนผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารอาวุโสดังขึ้นท่ามกลางห้องประชุมที่เงียบสงัดราวกับป่าช้า แรงกดดันมหาศาลลอยเคว้งคว้างอยู่ในอากาศ ภาคินนั่งนิ่งอยู่ตรงหัวโต๊ะกระจกใสบานใหญ่ นิ้วเรียวยาวประสานกันไว้ใต้คางเพื่อปกปิดความสั่นเทาเล็กน้อยที่ปลายนิ้ว ใบหน้าคมคายที่เคยเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งและมั่นอกมั่นใจ บัดนี้มีร่องรอยความเหนื่อยล้าฉาบไว้จางๆ
ความผิดพลาดครั้งนี้ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่มันคือรอยร้าวที่ถูกขยายให้กว้างขึ้นอย่างเป็นระบบ หุ้นส่วนรายใหญ่ถอนตัวออกไปอย่างไร้เยื่อใย สัญญาโปรเจกต์ยักษ์ที่ควรจะเป็นของบริษัทเขา กลับถูกบริษัทคู่แข่งหน้าใหม่อย่าง "V-Art Corporation" แย่งชิงไปในวินาทีสุดท้าย ด้วยข้อเสนอที่เฉียบคมและแม่นยำรา과กับกุมจุดอ่อนทุกตารางนิ้วของเขาไว้ในกำมือ
ภาคินไม่รู้เลยว่า เบื้องหลังความพินาศที่กำลังกัดกินอาณาจักรธุรกิจของเขาทีละน้อยนั้น ถูกขับเคลื่อนด้วยมันสมองและปลายปากกาของอดีตภรรยาที่เขาเคยคิดว่าเป็นเพียงแค่เงาจางๆ ในบ้านหลังใหญ่
ณ คาเฟ่เล็กๆ ย่านใจกลางเมือง รินรดากำลังจิบชาอุ่นๆ ในมืออย่างใจเย็น สายตาทอดมองผ่านกระจกใสออกไปยังผู้คนที่เดินขัดรีบเร่งบนท้องถนน แผ่นหลังของเธอเหยียดตรงอย่างสง่างาม เสื้อเบลเซอร์สีเทาอ่อนช่วยขับเน้นบุคลิกที่เปลี่ยนไปจากอดีตอย่างสิ้นเชิง จากหญิงสาวผู้ยอมก้มหน้าให้กับความเงียบงัน บัดนี้เธอกลายเป็นผู้กุมหางเสือในเงาดำ ที่ปรึกษาอิสระด้านกลยุทธ์การตลาดและงานศิลปะเชิงพาณิชย์ผู้ทรงอิทธิพลที่ไม่มีใครคาดคิดว่าตัวจริงคือใคร
หน้าจอแท็บเล็ตบนโต๊ะสว่างวาบ แสดงกราฟความตกต่ำของบริษัทภาคิน รินรดากวาดสายตาอ่านรายงานด้วยความรู้สึกที่ว่างเปล่า เธอไม่ได้รู้สึกสะใจจนเนื้อเต้น และไม่ได้รู้สึกสงสารจนอยากจะยื่นมือเข้าไปช่วย ความเจ็บปวดในอดีตถูกหล่อหลอมให้กลายเป็นความเย็นชาที่คมกริบ ทุกตัวเลข ทุกกลยุทธ์ที่เธอส่งมอบให้กับ V-Art Corporation ผ่านทางนามแฝง คือการชำระหนี้แค้นทีละดอกเบี้ยอย่างสาสม
"คุณรินครับ เอกสารสัญญาปรับปรุงโครงสร้างแกลเลอรีรอบใหม่ส่งมาถึงแล้วครับ" เสียงทุ้มของชายหนุ่มรุ่นน้องผู้ร่วมอุดมการณ์ดังขึ้นเบาๆ พร้อมกับวางแฟ้มเอกสารลงตรงหน้า
รินรดาละสายตาจากหน้าจอ เงยหน้าขึ้นสบตาเขาด้วยรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปาก "ขอบคุณมากครับคุณธนา... ดำเนินการตามแผนที่เราคุยกันไว้ได้เลยครับ"
ธนาพยักหน้ารับด้วยความเคารพ เขาคือหนึ่งในไม่กี่คนที่รู้ว่าผู้หญิงตัวเล็กๆ คนนี้แบกรับแผลเหวอะหวะอะไรมาบ้าง และเขาก็เต็มใจอย่างยิ่งที่จะเป็นคมมีดให้อีกฝ่ายใช้กรีดแทงหัวใจของคนที่เคยเหยียบย่ำเธอ
ในขณะเดียวกัน ทางฝั่งของภาคิน ความเครียดเริ่มกัดกินสติสัมปชัญญะของเขาจนเกือบหมดสิ้น ชายหนุ่มขยี้กลุ่มผมสีเข้มของตัวเองอย่างหงุดหงิดขณะเดินวนไปวนมาภายในห้องทำงานส่วนตัว เอกสารรายงานการประชุมและวิเคราะห์คู่แข่งถูกกางเกงเกลื่อนโต๊ะทำงาน สัญชาตญาณนักธุรกิจเตือนเขาว่า นี่ไม่ใช่ความซวยตามธรรมชาติ แต่มันมี "มือที่มองไม่เห็น" กำลังชักใยทำลายเขาอย่างจงใจ
กลยุทธ์การตัดราคาที่แม่นยำ การเจาะกลุ่มเป้าหมายที่ตรงจุดราวกับรู้รหัสผ่านบัญชีบริษัท และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง... ลายเส้นการออกแบบโปรเจกต์ที่คู่แข่งนำมาเสนอ มันมีความคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด คุ้นเคยจนทำให้หัวใจของเขาเต้นผิดจังหวะ
*ลายเส้นพู่กันที่อ่อนช้อยแต่แฝงด้วยความเด็ดเดี่ยว... ลายเส้นแบบนั้น รินรดาเคยร่างมันลงบนกระดาษวาดเขียนนับร้อยแผ่นในห้องสตูดิโอเล็กๆ ของเธอ*
ความคิดนั้นทำให้ภาคินชะงักกึก เลือดในกายเย็นเฉียบลงชั่วขณะ เป็นไปไม่ได้... รินรดาไม่มีความรู้เรื่องธุรกิจเชิงลึกขนาดนี้ เธอเป็นแค่ผู้หญิงโลกส่วนตัวสูงที่หมกมุ่นอยู่กับสีและผ้าใบไม่ใช่หรือ? แต่เมื่อสมองทบทวนเหตุการณ์ทั้งหมด ตั้งแต่วันที่เธอเดินจากไปโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง ความเงียบงันของเธอก็เปลี่ยนความหมายไป
ไม่ใช่ความอ่อนแอ... แต่เป็นความนิ่งเพื่อรอเวลาเอาคืน
ภาคินคว้าโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะด้วยมือที่สั่นเทา กดโทรหาเลขาคนสนิททันทีด้วยน้ำเสียงที่ร้อนรนจนแทบควบคุมไม่อยู่ "สืบเรื่องของบริษัท V-Art Corporation ให้ละเอียดที่สุด! ผมต้องการรู้ว่าใครคือที่ปรึกษาเบื้องหลังโปรเจกต์ล่าสุดของพวกเขา เอาประวัติมาให้ผมเดี๋ยวนี้!"
ตัดสายเสร็จ ภาคินก็ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้หนังอย่างหมดแรง หัวใจเต้นรัวด้วยความหวาดกลัวที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อน ความกลัวที่จะสูญเสียทุกอย่างไม่ใช่เรื่องน่ากลัวที่สุดสำหรับเขาในตอนนี้ แต่ความจริงที่ว่าเขาอาจกำลังถูกอดีตภรรยาที่เขาเคยผลักไส ไร้เยื่อใย ค่อยๆ บีบคอให้ตายอย่างช้าๆ ต่างหากที่กำลังทำให้เขาแทบคลุ้มคลั่ง
ในเวลาเดียวกัน ที่มุมหนึ่งของร้านหนังสือศิลปะเงียบสงบ รินรดากำลังยืนเลือกพู่กันขนสัตว์ราคาแพงอย่างใจเย็น มือเรียวสัมผัสด้ามไม้ทีละด้ามด้วยความทะนุถนอม รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นบนใบหน้าสวยหวานที่ฉาบความเยือกเย็นเอาไว้
สงครามเพิ่งเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น ภาคิน... สิ่งที่เธอสูญเสียไปในอดีต มันคุ้มค่ากับการได้เห็นอาณาจักรที่เขารักพังทลายลงทีละน้อยต่อหน้าต่อตา
เสียงกระดิ่งหน้าร้านดังขึ้นเบาๆ พร้อมกับการก้าวเข้ามาของเด็กชายตัวน้อยวัยห้าขวบคนหนึ่ง นัยน์ตากลมโตคู่นั้นใสซื่อและถอดแบบมาจากภาคินราวกับพิมพ์เขียว เด็กน้อยวิ่งดุ๊กๆ เข้ามาโอบกอดขาเรียวของเธอไว้พร้อมกับเงยหน้าขึ้นส่งยิ้มหวาน
"คุณแม่ครับ ลันเลือกนิทานเล่มนี้ได้แล้วครับ"
รินรดาย่อตัวลงลูบศีรษะลูกชายด้วยความอ่อนโยน แววตาที่เคยแข็งกร้าวเมื่อครู่กลับอบอุ่นขึ้นมาทันตาเห็น "เก่งมากครับคนดี เดี๋ยวเราไปจ่ายเงินแล้วกลับบ้านกันนะครับ"
แต่ในวินาทีที่เธอกำลังจะจูงมือลูกชายเดินไปที่เคาน์เตอร์ สายตาของเธอกลับปะทะเข้ากับร่างสูงโปรดของใครบางคนเพิ่งผลักประตูเดินเข้ามาในร้านด้วยสีหน้าตื่นตระหนกและเหนื่อยหอบ
ดวงตาคมกริบของภาคินเบิกกว้างขึ้นเมื่อเห็นร่างของภรรยาเก่าที่เขาตามหามาเนิ่นนานยืนอยู่ตรงหน้า และถัดจากเهوเล็กน้อย คือเด็กชายตัวน้อยที่มีใบหน้าถอดแบบมาจากเขาราวกับกระจกสะท้อน...
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านบาดแผลและการค้นหาความจริงครั้งนี้ไปด้วยกันนะครับ บันทึกคนจร
เศษเสี้ยวความทรงจำที่หายไป•ตอนที่ 15
เกมการแก้แค้น
ผลงานโดย บันทึกคนจร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกคนจร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศษเสี้ยวความทรงจำที่หายไป นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!