เศษเสี้ยวความทรงจำที่หายไป•ตอนที่ 14

อดีตที่คอยหลอกหลอน

ผลงานโดย บันทึกคนจร
"คุณคิดว่าความเจ็บปวดที่ผมเคยมอบให้ มันจะชดเชยด้วยการกลับมาทำตัวเป็นสุภาพบุรุษแสนดีในตอนนี้ได้งั้นหรือครับ ภาคิน?" น้ำเสียงของรินรดาราบเรียบ ทว่าทุกถ้อยคำที่หลุดออกจากริมฝีปากบางนั้นกลับคมกริบราวกับใบมีดที่กรีดลงบนความเงียบงันภายในห้องโถงกว้างของแกลเลอรีส่วนตัว เธอไม่ได้หันไปมองชายหนุ่มที่ยืนอยู่เบื้องหลัง เพียงแต่ตวัดพู่กันลงบนผืนผ้าใบด้วยท่าทีเด็ดขาด สีน้ำมันสีแดงชาดถูกป้ายลงไปอย่างรุนแรงราวกับต้องการระบายความแค้นที่อัดแน่นอยู่ในอก ภาคินยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ความเย่อหยิ่งที่เคยเป็นเกราะป้องกันตัวมาตลอดชีวิตดูเหมือนจะพังทลายลงเมื่อเขาต้องเผชิญกับแววตาที่เย็นชาดุจน้ำแข็งของอดีตภรรยา เขาไม่ได้ตอบคำถามนั้นทันที แต่มองแผ่นหลังของรินรดาสลับกับผลงานศิลปะที่เธอกำลังวาด มันคือภาพของเรือที่กำลังแตกกระจายอยู่กลางพายุโหมกระหน่ำ—ภาพสะท้อนของชีวิตคู่ที่เขามีส่วนทำลายมันลงด้วยมือของตัวเอง "ผมไม่ได้หวังการอภัยในทันทีหรอกนะริน" ภาคินเอ่ยขึ้น เสียงของเขาทุ้มต่ำและสั่นพร่าเล็กน้อย "แต่สิ่งที่ผมทำในอดีต... มันไม่ใช่เพราะผมไม่รู้สึก แต่มันเป็นเพราะผมโง่เขลาเกินกว่าจะรู้ว่าคุณมีความหมายกับชีวิตผมมากแค่ไหน จนกระทั่งวันที่ผมเหลือเพียงแค่ความว่างเปล่า" รินรดาหัวเราะออกมาเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความรื่นรมย์ เธอวางพู่กันลงช้าๆ ก่อนจะหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับชายผู้เป็นอดีตสามี แสงไฟสลัวในห้องทำงานขับเน้นให้ใบหน้าที่เคยอ่อนหวานของเธอในวันวาน ดูแกร่งกร้าวและมีร่องรอยของบาดแผลที่ไม่มีวันจางหาย "คุณเคยบอกว่าเหตุผลคือทุกอย่างสำหรับคุณ" เธอขยับเข้าไปใกล้ ระยะห่างที่เคยเป็นดั่งเส้นขนาน บัดนี้ลดลงจนสัมผัสได้ถึงไออุ่นจางๆ ที่ไม่ได้นำพาซึ่งความอบอุ่น หากแต่เป็นความอึดอัดที่แผ่ซ่าน "ตอนที่คุณผลักไสผมออกไปจากชีวิต ตอนที่คุณมองข้ามน้ำตาของผมในวันที่ผมต้องเจ็บปวดเจียนตาย... ตอนนั้นเหตุผลของคุณไปอยู่ที่ไหนครับ? หรือว่าเหตุผลของคุณถูกเขียนขึ้นมาเพื่อใช้สำหรับตอนที่คุณต้องการจะทำร้ายใครสักคนให้จมดินเท่านั้น" ภาคินชะงัก สายตาของเขาจับจ้องไปยังรอยแผลเป็นจางๆ บนข้อมือของเธอ หัวใจของเขากระตุกวูบ ความรู้สึกผิดที่กัดกินมานานเริ่มขยายวงกว้างจนแทบหายใจไม่ออก เขาพยายามจะเอื้อมมือไปคว้ามือของเธอ แต่รินรดากลับถอยหลังหนีราวกับกลัวว่าการสัมผัสจากเขาจะแปดเปื้อนจิตวิญญาณของเธออีกครั้ง "ผมรู้ว่าไม่มีคำพูดไหนจะลบความเจ็บปวดเหล่านั้นได้" เขาพยายามปรับลมหายใจ "ผมเพียงแค่... อยากจะขอโอกาสในการแก้ไขสิ่งที่เคยทำพลาดไป แม้จะเพียงน้อยนิดก็ตาม" "แก้ไขหรือครับ?" รินรดาทวนคำ ดวงตาของเธอวาวโรจน์ด้วยความขมขื่น "คุณจะเอาอะไรมาแก้ไข? เวลาที่เสียไป? รอยร้าวในหัวใจ? หรือแม้กระทั่งความตายของความรู้สึกที่ผมเคยมีให้คุณ... สิ่งเหล่านี้คุณเอาคืนมาไม่ได้หรอกภาคิน เพราะนั่นคือราคาที่ต้องจ่ายให้กับความเย็นชาของคุณเอง" บทสนทนาถูกตัดตอนด้วยเสียงฝีเท้าเล็กๆ ที่วิ่งเข้ามาจากทางเดินด้านนอก รินรดาชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะรีบเบนสายตาไปทางต้นเสียง ความเย็นชาในแววตาของเธอถูกแทนที่ด้วยความอ่อนโยนที่หาได้ยากยิ่ง ภาคินเองก็หันไปมองเช่นกัน เขาเห็นเด็กชายวัยห้าขวบคนหนึ่งวิ่งเข้ามาในห้องด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม ดวงตากลมโตคู่นั้น... คิ้วที่เข้มได้รูป... และท่าทางที่ดูตื่นตัวนั่น... หัวใจของภาคินแทบหยุดเต้น เด็กน้อยคนนั้นหยุดวิ่งเมื่อเห็นชายแปลกหน้ายืนอยู่ข้างรินรดา เขาขยับเข้าไปเกาะชายกระโปรงของหญิงสาวด้วยความประหม่า แต่ก่อนที่เขาจะซ่อนใบหน้าลงข้างหลังเธอ ภาคินก็เห็นใบหน้าของเด็กชายคนนั้นชัดเจน... มันเหมือนกับเขาราวกับพิมพ์เขียว เหมือนจนน่ากลัว ราวกับเขากำลังมองกระจกเงาที่สะท้อนภาพของตนเองในวัยเด็ก "คุณแม่ครับ... ใครหรือครับ?" เสียงใสๆ ของน้องลันถามขึ้น รินรดาสูดลมหายใจลึก เธอเอื้อมมือไปลูบศีรษะของเด็กชายอย่างแผ่วเบา สายตาของเธอยังคงจ้องมองไปที่ภาคินด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก ก่อนจะตอบลูกชายด้วยเสียงที่มั่นคง "ไม่มีใครหรอกครับลัน เป็นแค่... คนที่หลงทางในอดีตเท่านั้นเอง" ภาคินยืนนิ่งดั่งถูกสาป ความจริงบางอย่างที่เขาพยายามมองข้ามมาตลอดเริ่มปะติดปะต่อกันในหัวสมอง ราวกับภาพจิ๊กซอว์ที่ถูกเติมเต็มจนสมบูรณ์ ความสับสน ความตระหนก และความหวังที่ริบหรี่ผสานรวมกันจนเขาทำอะไรไม่ถูก เขาอยากจะก้าวเข้าไปถาม อยากจะคว้าตัวเด็กคนนั้นมาพิสูจน์ แต่รินรดากลับขยับตัวบังเด็กน้อยไว้มิด ทว่า ในขณะที่ภาคินกำลังจะเอ่ยปากถามถึงความสงสัยที่สั่นคลอนหัวใจ รินรดากลับหยิบซองเอกสารสีน้ำตาลที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานของเธอขึ้นมา แล้วโยนลงบนพื้นต่อหน้าเขา เอกสารที่ร่วงหล่นออกมาทำให้หัวใจของภาคินดิ่งวูบลงสู่ก้นบึ้ง เพราะสิ่งที่ปรากฏบนกระดาษใบนั้นคือ ผลตรวจความสัมพันธ์ทางสายเลือด... ที่ระบุชื่อของเขากับเด็กชายที่ยืนอยู่ข้างกายรินรดาอย่างชัดเจน "ความจริงมันน่ากลัวกว่าเหตุผลที่คุณใช้มาตลอดชีวิตใช่ไหมครับ ภาคิน?" รินรดากล่าวทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้มที่เย็นเยียบที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมา ก่อนที่เธอจะจูงมือน้องลันเดินออกจากห้องไป ทิ้งให้เขายืนอยู่เพียงลำพังกับเศษเสี้ยวความจริงที่กำลังจะทำลายโลกทั้งใบของเขาให้พินาศลงในพริบตา ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านบาดแผลและการค้นหาความจริงครั้งนี้ไปด้วยกันนะครับ บันทึกคนจร
สารจากนักเขียน (บันทึกคนจร)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศษเสี้ยวความทรงจำที่หายไป นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%