เศษกระดาษแผ่นหนึ่งร่วงหล่นลงกระทบพื้นหินอ่อน เสียงนั้นเบาหวิวแต่กลับดังก้องกังวานในความเงียบงันที่กดทับห้องรับรองส่วนตัวของแกลเลอรีศิลปะแห่งนี้
"คุณอ่านมันดูสิครับ... ริน... ผมเขียนทุกอย่างลงไปในนั้นหมดแล้ว ความรู้สึกผิดที่มันกัดกินหัวใจผมทุกค่ำคืน ตั้งแต่วันที่คุณเดินออกไปจากชีวิตผม"
เสียงของภาคินสั่นเครือ มันไม่ใช่ความเย่อหยิ่งจองหองแบบที่รินรดาเคยรู้จักเมื่อหลายปีก่อน ผู้ชายที่เคยยืนอยู่บนจุดสูงสุดของความมั่นใจในเหตุผลและอำนาจเงินตรา บัดนี้กำลังคุกเข่าลงครึ่งหนึ่งต่อหน้าเธอ ร่างกายของเขาสั่นเทาโดยไม่ยอมซ่อนเร้น ดวงตาที่เคยคมปลาบและเยชาชาปราศจากความอบอุ่น บัดนี้เอ่อคลอด้วยหยาดน้ำตาแห่งความสิ้นหวัง
รินรดาไม่ได้ก้มลงมองกระดาษแผ่นนั้น เธอยังคงยืนพิงขอบหน้าต่างบานใหญ่ แสงไฟสลัวยามค่ำคืนจากท้องถนนด้านนอกสะท้อนเงาลงบนใบหน้าที่เรียบเฉยจนน่ากลัว สองมือของเธอประสานกันไว้ที่หน้าท้องอย่างหลวมๆ ชุดเดรสผ้าไหมสีดำสนิทขับเน้นให้ผิวของเธอดูลึกล้ำและทรงอำนาจราวกับประติมากรรมหินอ่อนที่ถูกแกะสลักขึ้นด้วยความแค้นและหยาดน้ำตา
ความเงียบทอดตัวยาวนานราวกับชั่วนิรันดร์ มีเพียงเสียงลมหายใจหอบกระชั้นของภาคินที่ดังแทรกเข้ามาในโสตประสาท
รินรดาขยับตัวเล็กน้อย เธอไม่ได้แสดงความโกรธเกรี้ยว ไม่มีการตบหน้า ไม่มีการกรีดร้องฟูมฟายอย่างที่ผู้หญิงอ่อนแอพึงกระทำในละครน้ำเน่า ความนิ่งงันของเธอในเวลานี้กลับน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าคมมีดที่จ้วงแทงเสียอีก
ริมฝีปากบางเฉียบที่เคลือบด้วยลิปสติกสีแดงก่ำค่อยๆ คลี่ออก เผยให้เห็นรอยยิ้ม... รอยยิ้มที่ไม่ได้มาจากความสุข แต่มันคือเสียงหัวเราะในลำคอที่หลุดลอดออกมาอย่างแผ่วเบา
*ฮึ...*
เสียงหัวเราะเยาะหยันนั้นสั้นเพียงนิดเดียว แต่มันกลับบาดลึกเข้าไปในหัวใจของภาคินราวกับใบมีดที่กรีดซ้ำลงบนแผลเดิม
"คุณหัวเราะอะไรหรือครับ ริน?" ภาคินเงยหน้าขึ้นมองอดีตภรรยาด้วยความเวทนาและสับสน ดวงตาของเขาแดงก่ำ "ผมกำลังสารภาพบาป... ผมกำลังบอกคุณว่าผมสำนึกผิดแล้ว"
"นั่นแหละคือสิ่งที่น่าตลกที่สุดไงล่ะคะ... เอ๊ย... ขอโทษทีครับ ผมเผลอติดปาก" รินรดาแกล้งทำเป็นอุทานด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความเคารพใดๆ ทั้งสิ้น ดวงตากลมโตคู่สวยจ้องมองเขาด้วยแววตาสมเพชเวทนา "คุณกำลังสารภาพบาปกับใคร ภาคิน? กับคนที่คุณเคยบอกว่าโง่เง่า น่ารำคาญ และไม่มีค่าพอแม้แต่จะยืนเคียงข้างคุณในงานสังคมอย่างนั้นหรือคะ?"
คำพูดแต่ละคำถูกเปล่งออกมาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล เยือกเย็น และคมกริบ ทุกพยางค์ราวกับถูกชั่งน้ำหนักมาอย่างดีเพื่อให้มันเจ็บปวดที่สุด
ภาคินสะอึก ถอยหลังไปก้าวหนึ่งราวกับถูกตบเข้าที่ใบหน้าฉาดใหญ่ "วันนั้น... ผมตาบอด ผมมันโง่เองที่มองไม่เห็นคุณค่าของคนที่อยู่ข้างกาย..."
"ใช่ครับ คุณมันโง่จริงๆ" รินรดายอมรับอย่างหน้าตาเฉย เธอเดินเข้ามาใกล้เขาช้าๆ ส้นรองเท้ากระทบกับพื้นหินอ่อนเกิดเป็นจังหวะหนักหน่วงราวกับเสียงนาฬิกาแห่งความตาย "คุณฉลาดเป็นกรดในโลกธุรกิจ คุณคำนวณกำไรขาดทุนทุกบาททุกสตางค์ได้อย่างแม่นยำ แต่คุณกลับสอบตกเรื่องความเป็นมนุษย์... คุณจำได้ไหม วันที่คุณหยยิบร่างกายและจิตวิญญาณของฉันลงถังขยะ วันที่คุณเซ็นใบหย่าโดยไม่แม้แต่จะชายตามองหน้าฉันด้วยซ้ำ?"
รินรดาก้มตัวลงเล็กน้อย ใบหน้าของเธออยู่ห่างจากเขาเพียงคืบ กลิ่นน้ำหอมราคาแพงที่ผสมผสานกับความเย็นชาของเธอโชยเข้าจมูกเขา
"วันนั้นฉันร้องไห้จนไม่มีน้ำตาจะไหล ฉันอ้อนวอนขอความเห็นใจจากคุณ... แต่คุณทำอะไรล่ะคะ ภาคิน? คุณไล่ฉันออกไปราวกับหมูราวกับหมา บอกว่าฉันเป็นแค่วัตถุไร้ค่าที่ถ่วงความเจริญของคุณ" เธอยิ้มเหยียด "แล้ววันนี้ วันที่คุณสูญเสียทุกอย่าง บริษัทล้มละลาย เพื่อนฝูงหันหลังให้ และความโดดเดี่ยวเริ่มกัดกินวิญญาณ... คุณกลับวิ่งแจ้นเอาเศษกระดาษแผ่นนี้มาให้ฉันอ่าน แล้วคาดหวังว่าฉันจะโอบกอดคุณเหมือนนางเอกละครน้ำเน่าอย่างนั้นหรือ?"
"ริน..." ภาคินละล่ำละลัก เสียงของเขาขาดห้วง "ผมไม่ได้คาดหวังขนาดนั้น... แต่ผมแค่อยากให้คุณรู้ว่า ผมได้รับบทเรียนที่สาสมแล้ว ลูกผู้ชายอย่างผมยอมคุกเข่าสารภาพผิดต่อหน้าคุณแล้วไงครับ!"
"ลูกผู้ชาย?" รินรดาหัวเราะออกมาอีกครั้งคราวนี้ดังขึ้นเล็กน้อย แต่ไร้ซึ่งความสนุกสนานโดยสิ้นเชิง ดวงตาของเธอลุกโชนด้วยประกายไฟแห่งความอาฆาตมาดร้ายที่สะสมมานานนับปี "คำนี้มันช่างสูงส่งเกินกว่าที่คนอย่างคุณจะหยิบมาใช้เสียจริงค่ะ ภาคิน"
เธอหมุนตัวกลับหลัง เดินไปหยิบแก้วไวน์บนโต๊ะขึ้นมาจิบช้าๆ ปล่อยให้ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง เพื่อทรมานจิตใจของชายหนุ่มที่กำลังคุกเข่าอยู่เบื้องล่างให้ขาดใจตายไปทีละน้อย
"คุณรู้ไหมว่าอะไรที่มันน่าสมเพชที่สุดในเรื่องนี้?" รินรดาเอ่ยขึ้นโดยไม่หันกลับไปมอง "ไม่ใช่เพราะว่าคุณสำนึกผิดช้าเกินไปหรอกครับ... แต่มันเป็นเพราะว่า คุณคิดว่าทุกอย่างบนโลกใบนี้สามารถซื้อได้ด้วยคำขอโทษและน้ำตาปลอมๆ ของคุณต่างหาก"
ภาคินกำมือแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ความอดทนที่ใกล้จะหมดลงปะทะกับความรู้สึกผิดจนทำให้เขาหายใจไม่ออก เขาพยายามจะลุกขึ้นยืนเพื่อพูดอะไรบางอย่าง แต่ทว่า...
*ก๊อก ก๊อก ก๊อก*
เสียงเคาะประตูดังขึ้นขัดจังหวะการสนทนาอันตึงเครียด ประตูไม้สักบานใหญ่ค่อยๆ แง้มเปิดออกอย่างช้าๆ
รินรดานิ่งงันไปเล็กน้อย รอยยิ้มเย้ยหยันบนใบหน้าเลือนหายไปชั่วขณะ ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยแววตาที่อ่อนโยนและอบอุ่นอย่างที่ภาคินไม่เคยได้รับมันมาตลอดชีวิตการแต่งงาน
ร่างเล็กๆ ของเด็กชายวัยประมาณสี่ขวบคนหนึ่งก้าวเท้าเข้ามาในห้อง เจ้าตัวเล็กสวมเสื้อยืดสีขาวลายการ์ตูนน่ารัก ดวงตากลมโตเป็นประกายใสซื่อบริสุทธิ์ เส้นผมหยักศกเล็กน้อยรับกับกรอบหน้าจิ้มลิ้มที่ถอดแบบมาจากใครบางคนราวกับถูกแกะพิมพ์ออกมาจากกระจกเงา
"คุณแม่ครับ..." เสียงใสแจ๋วของเด็กชายดังขึ้น ก่อนที่เจ้าตัวเล็กจะวิ่งดุ๊กๆ เข้ามาโอบกอดรอบขาของรินรดาเอาไว้แน่น พร้อมกับชูภาพวาดสีน้ำในมือขึ้นสูง "ดูนี่สิครับ ผมวาดรูปคุณแม่กับปะป๊า... เอ๊ย ไม่ใช่สิ ผมวาดรูปคุณแม่กับดอกไม้เสร็จแล้วครับ!"
หัวใจของภาคินกระตุกวูบราวกับถูกกระแสไฟฟ้าแรงสูงช็อตเข้าที่กลางอก ร่างกายของเขาแข็งทื่อ ดวงตาเบิกกว้างจ้องมองเด็กชายตัวน้อยคนนั้นราวกับเห็นผีกลางวันแสกๆ
ใบหน้านั้น... ดวงตานั้น... โครงสร้างจมูกและริมฝีปากนั้น... มันคือตัวเขาเองในวัยเด็กไม่มีผิดเพี้ยน!
ภาคินหันขวับกลับไปมองรินรดาที่กำลังย่อตัวลงลูบศีรษะของเด็กน้อยด้วยความรักใคร่ ดวงตาของเธอนิ่งสงบ แต่ริมฝีปากกลับยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความลับอันดำมืดและชัยชนะที่เด็ดขาด
"เด็กคนนี้..." ภาคินพยายามเปล่งเสียงออกมา แต่มันกลับแหบแห้งจนแทบไม่ได้ยิน "ริน... เด็กคนนี้คือ..."
รินรดาค่อยๆ อุ้มเด็กชายขึ้นแนบอก เธอกอดลูกน้อยไว้ในอ้อมแขนอย่างหวงแหน ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับอดีตสามีที่กำลังนั่งทรุดอยู่บนพื้นด้วยความสิ้นหวัง
เธอยิ้มให้เขา... รอยยิ้มที่เยือกเย็นที่สุดในโลก
"ลูกชายของฉันเองค่ะ... ภาคิน" รินรดากระซิบเสียงเบา แต่ทว่าก้องกังวานในหัวใจของเขา "และข่าวดีก็คือ... เขาไม่ใช่ลูกของคุณหรอกครับ"
สิ้นคำพูดนั้น ประตูห้องรับรองก็ถูกผลเปิดออกกว้างโดยชายหนุ่มร่างสูงใหญ่อีกคนหนึ่ง ผู้ซึ่งมีรอยยิ้มอบอุ่นและสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรักความเข้าใจพุ่งตรงมาที่รินรดาและเด็กน้อย พร้อมกับเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
"ริน... ลูกชายเราหิวน้ำหรือยังครับ พอดีพี่ซื้อน้ำผลไม้มาให้แล้วนะ"
ภาคินเบิกตากว้างจนแทบทะลัก ร่างกายสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้เมื่อเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มผู้มาใหม่... เพราะเขาคือศัตรูทางธุรกิจคนสำคัญที่สุด ผู้แย่งชิงทุกอย่างไปจากมือของเขา และบัดนี้... กำลังยืนเคียงข้างภรรยาและลูกของเขาอย่างเปิดเผย
---
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความเจ็บปวดและการค้นหาความจริงครั้งนี้ไปด้วยกันนะครับ
เศษเสี้ยวความทรงจำที่หายไป•ตอนที่ 13
คำสารภาพที่สายเกินไป
ผลงานโดย บันทึกคนจร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกคนจร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศษเสี้ยวความทรงจำที่หายไป นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!