เศษเสี้ยวความทรงจำที่หายไป•ตอนที่ 18

ความอ่อนโยนที่ถูกปฏิเสธ

ผลงานโดย บันทึกคนจร
กล่องของขวัญห่อกระดาษสีฟ้าอ่อนผูกโบซาตินสีครีมถูกวางไว้บนโต๊ะไม้เนื้อแข็งอย่างระมัดระวัง ราวกับว่าหากวางแรงเกินไป แรงสะเทือนนั้นอาจทำลายความตั้งใจอันเปราะบางที่ซ่อนอยู่ภายใน ทว่าสำหรับรินรดาแล้ว สิ่งที่วางอยู่ตรงหน้าไม่ใช่ของขวัญจากพ่อผู้หวังดี แต่มันคือหลักฐานชิ้นใหม่ของความพยายามที่สายเกินแก้ "พี่ตั้งใจเลือกมัน..." เสียงทุ้มต่ำของภาคินเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบงันภายในห้องรับแขกที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายความอึดอัด ชายหนุ่มในชุดสูทสีเข้มที่เคยเนี้ยบกริบ บัดนี้กลับมีรอยยับย่นที่หัวไหล่และข้อมือจากการเดินทางมาไกล แววตาที่เคยทระนงและมองเห็นภรรยาเป็นเพียงอากาศธาตุในอดีต บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความเวทนาและหวาดหวั่น—หวาดหวั่นว่าเศษกระจกที่เขาเป็นคนทุบทำลายด้วยมือตัวเอง จะไม่มีวันประกอบกลับคืนมาได้อีก รินรดานั่งอยู่บนโซฟาฝั่งตรงข้าม ใบหน้าเรียบเฉยราวน้ำนิ่งสนิท ดวงตากลมโตคู่นั้นไม่ได้มองกล่องของขวัญบนโต๊ะเลยแม้แต่น้อย เธอกำลังมองผ่านร่างของเขาออกไปที่สวนหย่อมด้านนอก ที่ซึ่งร่างเล็กๆ ของเด็กชายวัยสี่ขวบกำลังวิ่งไล่จับผีเสื้อด้วยรอยยิ้มบริสุทธิ์ นั่นคือน้องลัน... ดวงใจของเธอ และเป็นภาพสะท้อนของชายผู้กำลังนั่งคุกเข่าทางใจอยู่ตรงหน้า "พี่ไม่จำเป็นต้องทำแบบนี้หรอกค่ะ—เอ๊ย... พี่ไม่จำเป็นต้องทำแบบนี้หรอกครับ" รินรดาเผลอหลุดคำพูดเก่าๆ ออกมาตามความเคยชิน ก่อนจะแก้ไขสรรพนามด้วยน้ำเสียงเย็นชาที่บาดลึกถึงกระดูกดำ "ของพวกนั้น เก็บกลับไปเถอะครับ มันรกบ้าน และที่สำคัญ... ลูกของฉันไม่ต้องการมัน" คำว่า 'ลูกของฉัน' ไม่ใช่ 'ลูกของเรา' กระแทกเข้าที่กลางหน้าอกของภาคินจนเขาต้องสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นความเจ็บปวด ชายหนุ่มขยับตัวเข้าใกล้โต๊ะไม้อีกนิด พยายามส่งรอยยิ้มที่คิดว่าอ่อนโยนที่สุดในชีวิตออกไป แต่มันกลับดูฝืนและน่าสมเพชในสายตาของคนมอง "พี่แค่อยากทำหน้าที่... แค่อยากให้ลันรู้ว่าพด... ว่าพ่อรักเขา" "พ่อ?" รินรดาแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขันโดยสิ้นเชิง เธอยกชาขึ้นจิบช้าๆ ก่อนจะวางถ้วยกระทบจานรองเกิดเสียงกังวาน "คุณเพิ่งจำได้หรือครับว่าตัวเองมีลูก? สี่ปีที่ผ่านมา ตอนที่เด็กคนนี้ป่วยไข้ตอนตีสอง ตอนที่เขาหัดเดินแล้วล้มหัวเข่าแตก หรือตอนที่เขาถามหาพ่อในวันที่เด็กคนอื่นๆ มีพร้อมหน้า... คุณอยู่ที่ไหนครับ ภาคิน?" คำถามนั้นเปรียบเสมือนคมมีดที่กรีดลงบนแผลเดิม ภาคินนิ่งงัน ลิ้นของเขาแหบผาก ร่างกายชาวาบไปจนถึงปลายนิ้ว เขาตอบไม่ได้ เพราะในเวลานั้น โลกของเขามีเพียงตัวเลขในงบดุลบริษัท ความสำเร็จทางธุรกิจ และความเย่อหยิ่งที่ว่าตนเองคุมทุกอย่างไว้ได้ โดยไม่เคยรู้เลยว่า สิ่งที่มีค่าที่สุดได้หลุดมือและแตกสลายไปแล้ว ในขณะที่บรรยากาศในห้องกำลังตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก ประตูระเบียงที่เชื่อมกับสวนก็ถูกผลักเปิดออกเบาๆ น้องลันวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในบ้าน มือเล็กๆ ถือก้านดอกหญ้าที่เก็บมาฝากแม่ ทว่าเมื่อเด็กชายก้าวเข้ามาแล้วพบว่ามี 'แปลกหน้า' ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทนั่งอยู่ตรงโซฟา ร่างเล็กก็หยุดชะงักทันที รอยยิ้มบนดวงหน้าจิ้มลิ้มหายวับไปในพริบตา ดวงตากลมโตคู่นั้น—ดวงตาที่ถอดแบบมาจากภาคินราวกับพิมพ์เขียว—เบิกกว้างด้วยความหวาดกลัว สัญชาตญาณการป้องกันตัวของเด็กน้อยทำให้เขาสกาวถอยหลังไปสองก้าว จนแผ่นหลังชนเข้ากับตู้โชว์ "แม่จ๋า..." น้องลันส่งเสียงเรียกสั่นเครือ ร่างเล็กสั่นเทาเล็กน้อยก่อนจะวิ่งไปหลบอยู่ด้านหลังร่างโปร่งของรินรดา มือป้อมๆ กำชายกระโปรงของมารดาแน่น ฝังใบหน้าลงกับสะโพกของเธอเพื่อซ่อนตัวจากผู้ชายแปลกหน้า ภาพนั้น... แทงใจดำภาคินยิ่งกว่าคำด่าทอใดๆ บนโลกใบนี้ หัวใจของนักธุรกิจผู้ยิ่งใหญ่กระชากวูบ ความรู้สึกเจ็บปวดราวกับถูกค้อนทุบเข้าที่กลางอกแผ่ซ่านไปทั่วร่าง ภาคินค่อยๆ ย่อตัวลงช้าๆ พยายามลดระดับสายตาให้เท่ากับเด็กน้อย เพื่อไม่ให้ตนเองดูคุกคามจนเกินไป "ลัน... ลูกครับ มาหาพ่อนะ" ภาคินเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่าที่สุดในชีวิต มือหนาที่เคยเซ็นเช่าซื้อกิจการนับร้อยล้านสั่นเทาขณะยื่นออกไปข้างหน้าอย่างลังเล "พ่อ... พ่อแค่อยากกอดลูก" แต่นั่นยิ่งทำให้เด็กน้อยหวาดกลัวยิ่งกว่าเดิม น้องลันร้องไห้โฮออกมาเสียงดัง ซุกหน้าหนีเข้าหากลิ่นAromatherapy ประจำตัวมารดาพร้อมกับกระซิบด้วยเสียงอันสั่นเครือที่รินรดาและภาคินได้ยินชัดเจน "แม่จ๋า... ผู้ชายคนนี้น่ากลัว... ไล่เขาไปได้ไหม... ลันกลัวเขา..." คำว่า *'กลัวเขา'* ดังก้องอยู่ในโสตประสาทของภาคิน ราวกับเสียงฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ น้ำตาของผู้ชายที่หยิ่งทรนงมาตลอดชีวิตเอ่อล้นขอบตา รสเค็มปร่าแล่นขึ้นมาจุกที่ลำคอ เขาอยากจะเอื้อมมือไปสัมผัสแก้มนุ่มๆ นั้น แต่เพียงแค่เขยิบเข่าเข้าไปใกล้แค่นิดเดียว น้องลันก็ยิ่งถอยหนีจนรินรดาต้องลูบหัวปลอบโยนเด็กน้อยด้วยความอ่อนโยน รินรดาช้อนสายตาขึ้นมองอดีสามี นัยน์ตาคู่นั้นไม่มีความโกรธเกรี้ยวหลงเหลืออยู่อีกต่อไป มีเพียงความว่างเปล่าและความเยือกเย็นที่น่ากลัวยิ่งกว่า "เห็นไหมครับ?" รินรดาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าเฉียบคมดั่งใบมีด "ความอ่อนโยนที่คุณพยายามมอบให้ในวันนี้ มันช้าเกินไปสี่ปีแล้วครับ ภาคิน" "ริน..." ภาคินพยายามเปล่งเสียงเรียกชื่อเธอ แต่มันกลับติดอยู่ที่ลำคอ "กลับไปเถอะครับ" รินรดาโอบอุ้มร่างของน้องลันขึ้นแนบอก ปลอบประโลมเด็กน้อยให้หยุดร้องไห้ "ที่นี่ไม่มีพื้นที่สำหรับคนที่เพิ่งตื่นจากความฝัน และลูกของฉัน... ก็ไม่มีความจำเป็นต้องเรียนรู้ว่า 'พ่อที่แท้จริง' หน้าตาเป็นอย่างไร ในเมื่อเขาเติบโตมาโดยมีแค่แม่ผู้หญิงคนนี้คอยปกป้อง" รินรดาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เธออุ้มลูกชายเดินเลี่ยงผ่านร่างของชายหนุ่มไปอย่างไม่ไยดี ราวกับเขาเป็นเพียงธาตุอากาศที่ไร้ตัวตน ทิ้งให้ภาคินคุกเข่าอยู่กลางห้องรับแขกท่ามกลางความเงียบงันและความมืดมิดที่เริ่มคืบคลานเข้ามาทางหน้าต่าง ความเงียบงันกัดกินจิตใจของภาคินจนแทบทนไม่ไหว เขายกมือขึ้นกุมขมับ น้ำตาหยดแรกไหลร่วงลงกระทบพื้นไม้ ทว่าในจังหวะนั้นเอง สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นกระดาษแผ่นหนึ่งที่ร่วงหล่นออกมาจากแฟ้มเอกสารที่เขาถือติดมือมาด้วย—เอกสารที่เขาตั้งใจจะนำมาให้เธอดูก่อนหน้านี้ มันคือเอกสารรายงานผลการตรวจสอบกรรมสิทธิ์ที่ดินผืนสุดท้ายของตระกูลรินรดา ที่ถูกโอนย้ายอย่างลับๆ ไปให้กับบุคคลที่สาม... บุคคลที่ภาคินเพิ่งค้นพบความจริงเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนว่า อยู่ใกล้ตัวเขามากกว่าที่คิด ชื่อบนเอกสารนั้นไม่ใช่ใครอื่น... แต่เป็น 'เกริกพล' เพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อที่กำลังจะแต่งงานใหม่กับน้องสาวต่างแม่ของเขาเอง! ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านบาดแผลและการค้นหาความจริงครั้งนี้ไปด้วยกันนะครับ บันทึกคนจร
สารจากนักเขียน (บันทึกคนจร)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศษเสี้ยวความทรงจำที่หายไป นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%