กระดาษลายเซ็นแผ่นบางบนโต๊ะทำงานหรูหราตัวนั้น มีน้ำหนักราวกับภูทั้งลูกที่กดทับลงบนบ่าของภาคิน
เสียงปากกาหมึกซึมราคาแพงกระทบกับผิวไม้เนื้อดีดังขึ้นเพียงครั้งเดียว แต่มันคือเสียงสะท้อนของการล่มสลายแห่งอาณาจักรที่เขาใช้เวลาทั้งชีวิตสร้างขึ้นมาด้วยความหย่อหยิ่งและทะเยอทะยาน
"คุณแน่ใจแล้วหรือครับ คุณภาคิน" เสียงทุ้มต่ำของทนายความประจำตระกูลเอ่ยถามย้ำเป็นครั้งที่สาม สีหน้าของชายชราเต็มไปด้วยความเคลือบแคลงระคนประหลาดใจ การสละตำแหน่งประธานกรรมการบริหารและโอนถ่ายหุ้นทั้งหมดในมือเพื่อแลกกับการถอนฟ้องและสิทธิ์ในการดูแลทรัพย์สินส่วนตัวของรินรดา มันไม่ใช่การตัดสินใจของนักธุรกิจผู้ชาญฉลาด แต่มมันคือการกระทำของคนโง่ที่ยอมสิ้นเนื้อประดาตัว
ภาคินไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองเอกสารนับร้อยหน้าที่กองอยู่ตรงหน้า สายตาของเขาจับจ้องไปยังภาพวาดสีน้ำมันขนาดกลางที่แขวนอยู่บนผนังห้องทำงาน—ภาพทิวทัศน์ของสวนดอกไม้ริมหน้าต่างที่ถูกแต่งแต้มด้วยปลายพู่กันอันสั่นเทาแต่เต็มไปด้วยความรู้สึก ภาพผลงานชิ้นเอกที่รินรดารังสรรค์ขึ้นในวันที่เธอยังถูกขังไว้ในกรงทองแห่งนี้... กรงที่เขาเป็นผู้สร้างขึ้นมาเองกับมือ
"ผมไม่ได้สละเพื่อความพ่ายแพ้ครับคุณทนาย" ภาคินเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ เยือกเย็น แต่ลึกซึ้งและสั่นเครือเล็กน้อยตรงปลายเสียง "ผมแค่กำลังซื้อคืน... สิ่งที่ผมเคยทำลายมันด้วยความโง่เขลาของตัวเองต่างหาก"
ในห้องทำงานที่เงียบงันนี้ ไม่มีเสียงปรบมือ ไม่มีคำสรรเสริญ มีเพียงความจริงอันโหดร้ายที่ว่า ชายผู้เคยคิดว่าตนเองถือครองความถูกต้องและอำนาจเหนือทุกสิ่งในโลก ได้พ่ายแพ้ราบคาบให้กับความว่างเปล่าที่รินรดาทิ้งไว้เบื้องหลัง
ในขณะเดียวกัน ที่มุมหนึ่งของร้านกาแฟเล็กๆ ย่านชานเมือง บรรยากาศกลับอบอวลไปด้วยความเงียบสงบที่ตัดกับพายุอารมณ์ในใจของรินรดา
เธอนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้ตัวเล็ก สายตาทอดมองออกไปนอกกระจกใส เฝ้ามองเด็กชายตัวน้อยวัยห้าขวบกำลังวิ่งไล่จับผีเสื้อในสวนสาธารณะสาธารณะฝั่งตรงข้าม รอยยิ้มบริสุทธิ์และเสียงหัวเราะคิกคักของ "น้องลัน" คือเกราะป้องกันเดียวที่ทำให้หัวใจที่เคยแตกสลายของเธอกลับมามีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง
"แม่ครับ! ดูนี่สิ ผมจับผีเสื้อตัวสีเหลืองได้แล้ว!" เสียงใสแจ๋วของเด็กน้อยดังขึ้นพร้อมกับร่างเล็กที่วิ่งดุ๊กๆ เข้ามาซบที่ตัก รินรดาย่อตัวลงใช้ผ้าเช็ดหน้าซับเหงื่อบนหน้าผากให้ลูกชายอย่างทะนุถนอม สัมผัสอุ่นๆ และกลิ่นแป้งเด็กทำให้ความหวาดกลัวต่ออดีตอันมืดมนค่อยๆ เลือนหายไป
แต่นัยน์ตากลมโตคู่นั้น... จมูกโด่งรั้น และโดยเฉพาะรอยยิ้มมุมปากเวลาที่เด็กน้อยกำลังใช้ความคิด มันคือเงาสะท้อนที่ชัดเจนเกินกว่าจะปฏิเสธได้ว่า โซ่ทองคล้องใจคนนี้ถอดแบบมาจากใคร
รินรดากอดร่างเล็กไว้แน่น ความรู้สึกอุ่นวาบผสมผสานกับความหน Z บเหน็บในอก เธอยังจำสายตาเย็นชาของภาคินในวันที่เธอเดินออกจากบ้านหลังนั้นได้ วันที่เขาบอกว่าเด็กคนนี้ไม่มีความหมายอะไรกับเขาเลย วันที่เขาเลือกความสำเร็จทางธุรกิจมากกว่าเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเอง
แล้ววันนี้... อะไรกันเล่าที่ทำให้ผู้ชายคนนั้นยอมคุกเข่าลงต่อหน้าความเจ็บปวดที่เขาเป็นคนก่อ?
เสียงกระดิ่งหน้าร้านกาแฟดังขึ้นเบาๆ ดึงรินรดาออกจากห้วงความคิด เธอมองผ่านไหล่ของลูกชายไปยังผู้มาใหม่ ร่างสูงโปรดในชุดสูทสีเข้มที่ดูคุ้นตา แม้จะไม่มีการเซตผมเนี้ยบเฉียบอย่างเคย ใบหน้านั้นดูเหนื่อยล้าและอิดโรย แต่แววตาที่มองตรงมายังเธอกลับเต็มไปด้วยความเวทนาและการขอร้องที่เธอนึกรังเกียจที่จะเห็นมันอีก
ภาคินก้าวเข้ามาในร้านอย่างเงียบเชียบ เขารักษา ระยะห่างไว้ราวกับกลัวว่าการเข้าใกล้เธอเกินไปจะทำให้ภาพฝันนี้สลายหายไป
"ริน..." เสียงของเขาแหบพร่าและสั่นเครืออย่างที่เธอไม่เคยได้ยินมาก่อนตลอดหลายปีที่ใช้ชีวิตร่วมกัน
รินรดาไม่ได้ขยับเขยื้อน เธอยังคงกอดน้องลันไว้แนบอก สายตาที่มองอดีสามีว่างเปล่าและเยียบเย็น ดั่งน้ำแข็งขั้วโลกที่ไม่มีวันละลาย "คุณมาที่นี่ทำไม... เอกสารเซ็นเรียบร้อยแล้วไม่ใช่หรือครับ หรือคุณยังต้องการเอาอะไรไปจากฉันอีก" คำว่า "ครับ" ที่เธอย้อนกลับไปใช้ เป็นกำแพงหนาที่ตอกย้ำว่าระนหว่างเขากับเธอไม่มีวันกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้อีกแล้ว
ภาคินกลืนก้อนสะอื้นลงคอ สายตาของเขาเลื่อนจากใบหน้าเรียบเฉยของอดีตภรรยา ไปหยุดอยู่ที่เด็กชายตัวน้อยที่กำลังเอียงคอมองเขาด้วยความสงสัย
หัวใจของภาคินกระตุกวูบ ความรู้สึกเจ็บปวดราวกับถูกคมมีดกรีดลึกพุ่งพล่านไปทั่วร่าง เมื่อได้เห็นแววตาคู่นั้นชัดเจน—แววตาที่ถอดแบบมาจากเขาพิมพ์เดียว แววตาที่เขาเคยปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใยในอดีต
"ผมไม่ได้มาเพื่อเอาอะไรไปอีกแล้วครับริน..." ภาคินทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าข้างหนึ่งลงบนพื้นร้านเบื้องหน้ารินรดาและเด็กน้อย สายตาดุดันในอดีตบัดนี้มีแต่หยาดน้ำใสคลอเบ้า "ผมยอมจำนนต่อทุกสิ่งแล้ว... ผมยอมสูญเสียทุกอย่าง เพื่อแลกกับการได้เริ่มต้นใหม่ แม้ว่ามันจะเป็นไปไม่ได้ก็ตาม"
รินรดาแค่นหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นบนริมฝีปากบาง "การไถ่บาปของคุณมันสายเกินไปสิบปีแล้วครับคุณภาคิน บาดแผลที่คุณฝังไว้ในใจของฉัน มันไม่มีวันรักษาให้หายได้ด้วยการคุกเข่าแค่นี้หรอก"
บรรยากาศระหว่างคนทั้งสามตกอยู่ในความเงียบงันอันน่าอึดอัด มีเพียงเสียงลมหายใจและเสียงหัวใจที่เต้นระรัวของความเจ็บปวดที่ตกตะกอนมานาน
ทว่า ในวินาทีที่ภาคินกำลังจะเอ่ยคำพูดบางอย่างเพื่อยื้อความสัมพันธ์ที่ขาดสะบั้น ทันใดนั้นเอง ประตูร้านกาแฟก็ถูกผลักเปิดออกอีกครั้ง พร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักๆ ของบุคคลที่ไม่คาดฝันก้าวเข้ามาหยุดอยู่ด้านหลังของภาคิน
"ขอโทษนะครับคุณภาคิน... แต่ท่านประธานคนใหม่ของบริษัทส่งเอกสารด่วนชุดสุดท้ายมาให้คุณเซ็นยืนยันตัวตน ณ จุดนี้ทันทีครับ"
เสียงทุ้มของเลขาคนสนิททำให้ภาคินชะงัก รินรดาขมวดคิ้วด้วยความสงสัย ก่อนที่สายตาของเธอจะเลื่อนผ่านไหล่ของอดีสามีไปยังชายร่างสูงอีกคนที่ก้าวตามเข้ามา—ชายผู้มีใบหน้าคมคายและแววตาเจ้าเล่ห์ที่เธอกลัวที่สุดในชีวิต
นัยน์ตาของรินรดาเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะกอน เมื่อชายผู้มาใหม่ก้าวเข้ามาหยุดยืนเคียงข้างภาคิน พร้อมกับรอยยิ้มเย้ยหยันที่ส่งตรงมายังเธอ และเอ่ยประโยคที่ทำให้โลกทั้งใบของเธอดิ่งพสุธาลงในพริบตา
"สวัสดีครับคุณรินรดา... ไม่คิดเลยนะครับว่าเราจะได้เจอกันในฐานะ 'เจ้าของใหม่' ของทุกสิ่งที่สามีคุณเพิ่งสละสิทธิ์ให้"
***
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเจ็บปวดไปพร้อมกับตัวละครในทุกๆ บรรทัดนะครับ
เศษเสี้ยวความทรงจำที่หายไป•ตอนที่ 29
การยอมจำนน
ผลงานโดย บันทึกคนจร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกคนจร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศษเสี้ยวความทรงจำที่หายไป นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!