หน้าจอโฮโลแกรมตรงหน้าสั่นไหวอย่างรุนแรง เส้นกราฟสีแดงฉานกำลังเต้นเร่าราวกับชีพจรของสัตว์ประหลาดที่กำลังคลุ้มคลั่ง เสียงสัญญาณเตือนภัยความถี่สูงกรีดแทงโสตประสาทในห้องทำงานที่เงียบงันจนแทบไม่ได้ยินเสียงหายใจของกันและกัน
*[คำเตือนระบบความปลอดภัย: ตรวจพบการเข้าถึงไฟล์ข้อมูลโครงงานลับ "โปรเจกต์มิโนทอร์" จาก IP Address ภายนอก โดยผู้มีสิทธิ์เข้าถึงระดับสูงสุดคือ... กันต์]*
ตัวอักษรสีแดงฉานเหล่านั้นสะท้อนอยู่ในดวงตาคู่คมของเรย์ นิ้วเรียวยาวของเขาชะงักค้างอยู่เหนือแป้นพิมพ์ คีย์บอร์ดกลไกที่ปกติจะส่งเสียงดังรัวราวกับสายฝนยามนี้กลับเงียบสนิท ไอร้อนจากฮีตเตอร์ในห้องไม่สามารถละลายความเย็นเยียบที่ค่อยๆ แผ่ซ่านขึ้นมาจากปลายนิ้วได้ ตรรกะและเหตุผลทุกอย่างที่เรย์ยึดถือมาตลอดชีวิตกำลังถูกเขย่าจนสั่นคลอนด้วยตัวเลขและรหัสโค้ดชุดเดียวกันกับที่เขาเคยเขียนขึ้นมากับมือ
"มันไม่ใช่ฉัน" เสียงของกันต์ดังขึ้นทำลายความเงียบ น้ำเสียงนั้นไม่ได้ราบเรียบอย่างที่เคยเป็น แต่เจือไปด้วยความตื่นตระหนกที่ปิดไม่มิด ร่างสูงโปร่งก้าวเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานของเรย์ ดวงตาของอดีตเพื่อนสนิทคู่นั้นเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจและร่องรอยของความโกรธขึงที่พยายามสะกดกลั้นไว้ "นายก็รู้ว่ารหัสผ่านชุดนั้นมีแค่เราสองคน... เรย์ ถ้านายคิดว่าฉันเป็นคนทำ ทำไมฉันจะต้องยืนอยู่ตรงนี้เพื่อให้นายจับได้ด้วยล่ะ"
เรย์ไม่ตอบทันที สมองอัจฉริยะของเขากำลังประมวลผลข้อมูลนับล้านบรรทัดในเสี้ยววินาที ระบบความปลอดภัยระดับทหารที่เขาเป็นคนออกแบบเอง ไม่มีทางถูกเจาะทะลวงได้ง่ายๆ เว้นแต่ว่า... ผู้บุกรุกจะใช้คีย์การ์ดดิจิทัลและรหัสผ่านจริงที่มีสิทธิ์ระดับสูงสุด ซึ่งในโลกนี้มีเพียงสองคนเท่านั้นที่ถือครองมัน
รินซึ่งยืนกอดอกพิงผนึกห้องอยู่ไม่ไกล ดวงตากลมโตคู่นั้นกวาดมองชายหนุ่มทั้งสองด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน เธอมองไม่เห็นตัวเลขหรือโค้ดที่ซับซ้อนบนหน้าจอ สิ่งเดียวที่เธออ่านออกคือภาษากายและอารมณ์ที่คุกรุ่นอยู่ระหว่างคนทั้งคู่ ในฐานะศิลปิน รินมักจะมองโลกผ่านความรู้สึก และสัญชาตญาณของเธอกำลังบอกว่าความเงียบงันระหว่างเรย์กับกันต์นั้นน่ากลัวยิ่งกว่าเสียงสัญญาณเตือนภัยเสียอีก
"หยุดทะเลาะกันก่อนค่ะ" รินเอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบขาดพอที่จะดึงสติของทั้งคู่ให้กลับมา "ไม่ว่าใครจะเป็นคนทำ หรือต่อให้ระบบกำลังถูกแทรกแซงจากข้างนอกจริงๆ ตอนนี้เราไม่มีเวลามานั่งหาแพะรับบาปนะคะ เรย์... นายเห็นเส้นทางการส่งข้อมูลของมันไหม มันกำลังวิ่งไปที่ไหน?"
เรย์สูดหายใจเข้าลึกเพื่อดึงสมาธิกลับคืนมา เขากวาดสายตาไปยังหน้าจอหลักอีกครั้ง นิ้วมือเริ่มขยับรัวบนแป้นพิมพ์ด้วยความเร็วสูงเพื่อเปิดโหมดติดตามร่องรอยดิจิทัล (Trace Route) หน้าต่างโปรแกรมสีดำนับสิบเปิดขึ้นพร้อมกัน โค้ดสีเขียววิ่งผ่านตาอย่างรวดเร็วราวกับสายน้ำตก
"มันกำลังส่งข้อมูลออกไปที่เซิร์ฟเวอร์แม่ข่ายของกลุ่มเทคโครน... แต่เดี๋ยวก่อน" เรย์ขมวดคิ้วแน่น ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นตัวแปรบางอย่างที่ผิดปกติ "นี่ไม่ใช่การแฮ็กแบบดลใจ... มีการสร้างโปรแกรมจำลองลายมือชื่อดิจิทัล (Digital Signature Spoofing) ขึ้นมา มันใช้รหัสของกันต์ก็จริง แต่ถูกเข้ารหัสซ้อนทับด้วยอัลกอริทึมรุ่นเก่าที่ฉันเคยเขียนไว้สมัยปีสอง"
กันต์ชะงักไปครู่หนึ่ง สีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นซีดเผือด "สมัยปีสอง... โค้ดชุดนั้นนายเก็บไว้ในคลาวด์ส่วนตัวที่ถูกยกเลิกไปแล้วไม่ใช่เหรอ?"
"ใช่ และนั่นแหละคือปัญหา" เรย์หันมาสบตากันต์ แววตาของเขาเต็มไปด้วยความตระหนักรู้ที่น่ากลัว "มีคนแอบกู้ข้อมูลเก่าในส่วนที่ถูกลบไปแล้วกลับมาใช้ คนคนนั้นไม่เพียงแต่รู้เรื่องโครงสร้างโปรเจกต์มิโนทอร์เป็นอย่างดี แต่ยังเข้าใจวิธีการเขียนโค้ดสไตล์เดียวกับฉันและนายทุกกระเบียดนิ้ว"
บรรยากาศในห้องเย็นเยียบลงไปอีกขั้น ความหวาดระแวงที่เคยถูกกั้นไว้ด้วยเส้นแบ่งความเป็นมืออาชีพ บัดนี้พังทลายลงในพริบตา ความไว้ใจที่สั่งสมมาตั้งแต่สมัยยังเป็นเพื่อนสนิทกันกำลังถูกทดสอบด้วยบททดสอบที่โหดร้ายที่สุด หากไม่ใช่กันต์... แล้วจะเป็นใครที่ล่วงรู้ความลับเบื้องลึกเบื้องหลังทั้งหมดนี้ได้ดีขนาดนี้?
รินเดินเข้ามาใกล้โต๊ะทำงาน มือเรียวแตะเบาๆ ที่ไหล่ของเรย์เพื่อส่งผ่านความอบอุ่น แม้เธอจะรู้ว่าในสถานะทางตรรกะแล้ว สัมผัสนี้ไม่อาจช่วยแก้ปัญหาทางเทคนิคได้ แต่เธอก็เชื่อมั่นว่ามนุษย์ไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยโค้ดคอมพิวเตอร์เพียงอย่างเดียว
"เรย์ มองหน้าฉันนะคะ" รินพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่หนักแน่น บังคับให้ชายหนุ่มละสายตาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่เต็มไปด้วยตัวเลข "นายเชื่อสัญชาตญาณของตัวเองไหม? นายรู้จักกันต์ดีกว่าใคร... ผู้ชายที่ยืนอยู่ตรงนี้น่ะเหรอ จะเป็นคนที่ยอมขายโปรเจกต์ที่พวกนายร่วมกันสร้างมากับมือ?"
เรย์มองลึกลงไปในดวงตาของริน ที่นั่นไม่มีตรรกะ ไม่มีอัลกอริทึม มีเพียงความจริงใจและความเชื่อมั่นที่บริสุทธิ์ เขากะพริบตาช้าๆ ความตึงเครียดที่ขมวดปมอยู่ในอกเริ่มคลายตัวลงทีละน้อย ความเป็นอัจฉริยะด้านไอทีสอนให้เขาเชื่อมั่นในข้อมูล แต่วินาทีนี้ หัวใจของเขากลับเลือกที่จะเชื่อในสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า
"ฉัน... ไม่เชื่อว่ากันต์จะทำ" เรย์เอ่ยออกมาในที่สุด น้ำเสียงของเขาหนักแน่นขึ้น แม้จะยังมีความลังเลหลงเหลืออยู่บ้าง "เพราะถ้าเขาจะทำ เขาคงไม่เลือกวิธีที่ทิ้งร่องรอยให้ตามสืบได้ง่ายขนาดนี้... นี่เป็นการจงใจจัดฉาก"
กันต์ถอนหายใจยาวออกมาเฮือกใหญ่ราวกับยกภูเขาออกจากอก สีหน้าของเขาผ่อนคลายลง แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความมุ่งร้ายระคนโกรธเกรี้ยวต่อผู้ที่อยู่เบื้องหลังแผนการชั่วร้ายนี้ "ฉลาดมากเพื่อน... ถึงเราจะไม่ได้ร่วมงานกันนานแล้ว แต่เธอก็ยังอ่านเกมฉันออกเสมอ" กันต์กล่าวเสียงเครียด "แล้วนายจะเอายังไงต่อ เรย์? ในเมื่อระบบกำลังถูกสูบข้อมูลออกไปทีละน้อย ถ้าเราตัดการเชื่อมต่อตอนนี้ ไฟล์สำคัญบางส่วนอาจจะเสียหายถาวร แต่ถ้าปล่อยไว้... อีกไม่ถึงสิบนาที โครงงานทั้งหมดจะตกเป็นของคนอื่น"
เรย์เม้มริมฝีปากแน่น สมองหมุนเร็วจี๋เพื่อหาทางออกที่ดีที่สุด นิ้วมือวางทาบบนแป้นพิมพ์เตรียมพร้อมสำหรับปฏิบัติการขั้นเด็ดขาด "เราจะไม่ตัดการเชื่อมต่อ... แต่เราจะใช้มันเป็นกับดัก"
รอยยิ้มมุมปากปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเรย์ เป็นครั้งแรกในรอบหลายวันที่รินได้เห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความมั่นใจและประกายแห่งความท้าทายในตัวชายหนุ่มคนนี้ ไม่ใช่ในฐานะเด็กหนุ่มผู้มีปมด้อยเรื่องการเข้าสังคม แต่เป็นผู้นำทางเทคโนโลยีที่พร้อมจะส ู้ยิบตา
"ฉันจะเขียนโค้ดสะท้อนกลับ (Reverse Payload) ฝังไปกับท่อส่งข้อมูลที่พวกมันกำลังดึงออกไป เมื่อไหร่ก็ตามที่ปลายทางพยายามดาวน์โหลดไฟล์สุดท้าย โค้ดตัวนี้จะเจาะทะลวงกลับไปยัง IP Address ต้นทาง และบังคับให้เซิร์ฟเวอร์ของมันเปิดเผยพิกัดที่แท้จริงออกมา" เรย์รัวนิ้วลงบนแป้นพิมพ์อย่างคล่องแคล่ว เสียงคลิกดังระรัวประสานกับเสียงหัวใจที่เต้นระทึก
"นายแน่ใจนะว่ามันจะสำเร็จ?" กันต์ถามด้วยความกังวล "ถ้าพวกมันไหวตัวทัน..."
"พวกมันไม่มีทางไหวตัวทันหันทิศทางหรอก เพราะฉันจะใช้โครงสร้างโปรเจกต์มิโนทอร์อำพรางสัญญาณ" เรย์พูดด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว ดวงตาจดจ่ออยู่กับหน้าจอสีดำที่กำลังรันคำสั่งชุดสุดท้าย "3... 2... 1... ส่งออกข้อมูลหลอกลวงแล้ว!"
หน้าจอโฮโลแกรมเปลี่ยนเป็นสีเขียวสว่างวาบ ข้อมูลจำนวนมหาศาลไหลทะลักออกจากระบบหลักไปยังปลายทางนิรนามอย่างรวดเร็ว เรย์กลั้นหายใจ รินก้าวเข้าไปชิดขอบโต๊ะมากขึ้นด้วยความลุ้นระทึก ขณะที่กันต์เตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น
ผ่านไปสามสิบวินาทีที่ยาวนานราวกับสามชั่วโมง เสียงแจ้งเตือนจากระบบไม่ได้ดังขึ้นแบบปกติ แต่เป็นเสียงสัญญาณเตือนภัยระดับสูงสุดที่สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งห้องทำงาน
*[แจ้งเตือนระบบ: ตรวจพบการตอบสนองจาก IP ภายนอก... สำเร็จ! ทำการดึงข้อมูลพิกัดต้นทาง...]*
หน้าจอหลักขยายใหญ่ขึ้น แสดงแผนที่สามD ของเมืองหลวง จุดสีแดงจุดหนึ่งกะพริบวาววับขึ้นกลางย่านธุรกิจใจกลางเมือง พร้อมกับข้อมูลระบุตัวตนและภาพกล้องวงจรปิดแบบเรียลไทม์ที่ถูกดึงกลับมาได้โดยอัตโนมัติ
แต่ภาพที่ปรากฏบนหน้าจอนั้นกลับทำให้ทั้งสามคนต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงจนพูดไม่ออก
บุคคลที่นั่งอยู่เบื้องหลังหน้าจอคอมพิวเตอร์ในภาพกล้องวงจรปิดนั้น... ไม่ใช่ใครอื่นไกล แต่เป็น "ศาสตราจารย์ธนา" อาจารย์ที่ปรึกษาอาวุโสผู้เป็นที่เคารพรักและเป็นผู้สนับสนุนหลักของโปรเจกต์นี้มาโดยตลอด
และก่อนที่เรย์จะทันได้เอ่ยปากพูดอะไร หน้าจอก็ดับวูบลงพร้อมกับข้อความใหม่ที่พิมพ์ขึ้นมาทีละตัวอักษรอย่างช้าๆ บนหน้าจอสีดำสนิท
*“ยินดีด้วยที่จับฉันได้... แต่เด็กน้อย นายคิดจริงๆ เหรอว่าเกมนี้มันจบลงแล้ว?”*
กริ๊งงงง!
เสียงโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะทำงานของเรย์ดังขึ้นทำลายความเงียบ ชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอโทรศัพท์คือ "ศาสตราจารย์ธนา" ที่กำลังโทรเข้ามาในสายตรงเวลานี้พอดี
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับความตื่นเต้นนี้ด้วยกันนะคะ!
อัลกอริทึมหัวใจไม่ยอมให้เป็นแค่เพื่อน•ตอนที่ 22
เมื่อความไว้ใจถูกทดสอบ
ผลงานโดย ลูกกวาดสีรุ้ง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลูกกวาดสีรุ้ง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อัลกอริทึมหัวใจไม่ยอมให้เป็นแค่เพื่อน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!