“ถ้าวันนี้เราต้องพัง... งั้นเรามาพังไปด้วยกันเลยดีไหม?”
คำพูดนั้นยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของรินรดา ราวกับเสียงกระซิบที่ทิ้งรอยแผลเป็นจางๆ ไว้บนผิวหนัง แม้ว่าแก้วไวน์ในมือของคีย์ ธันวา จะถูกวางลงบนโต๊ะกระจกใสเสียงดัง *กริ๊ก* จนน้ำสีแดงเข้มกระฉอกไหว แต่แววตาของนักแสดงหนุ่มระดับ A-List ที่มักจะเคลือบด้วยความเยชาชาและกำแพงหนาเตอะในยามปกติ กลับกำลังสั่นไหวอย่างรุนแรง
ห้องสตูดิโอส่วนตัวในย่านชานเมืองยามวิกาลเงียบสงัดจนได้ยินเสียงลมหายใจ ประตูกระจกบานใหญ่สะท้อนเงาของคนทั้งคู่ ท่ามกลางแสงไฟสลัวสีส้มอมเหลืองที่ขับเน้นให้บรรยากาศระหว่างเขากับเธอดูน่าอึดอัดและล่อแหลมยิ่งกว่าครั้งไหนๆ
รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เธอไม่ใช่ผู้หญิงประเภทที่จะยอมจำนนต่อสถานการณ์กดดันง่ายๆ ในฐานะสถาปัตยกรรมที่ต้องคุมหน้างานใหญ่โต เธอมักจะรับมือกับวิกฤตเฉพาะหน้าด้วยความนิ่งและเหตุผลเสมอ แต่กับผู้ชายตรงหน้า... เหตุผลกลายเป็นสิ่งไร้ค่าไปถนัดตา
“คุณหมายความว่ายังไง... คีย์” รินรดาเอ่ยเสียงเรียบ พยายามรักษาความมั่น and ปราดเปรียวของน้ำเสียงไว้ไม่ให้สั่นไหว แม้หัวใจในอกจะเต้นรัวรากับกลองเพล “คำว่าพังของคุณ มันหมายถึงข่าวฉาวหน้าหนึ่ง หรือหมายถึงตัวคุณเองที่กำลังจะแตกเป็นเสี่ยงๆ กันแน่”
คีย์แค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยการเยาะหยันตัวเอง รอยยิ้มที่มุมปากช่างน่าเวทนาเสียจนรินรดาเผลอเม้มริมฝีปากแน่น
“คุณฉลาดเกินไปแล้ว รินรดา” เขาเงยหน้าขึ้นสบตาเธอนิ่ง ดวงตาคมกริบที่เคยใช้สะกดคนดูนับล้านบนจอเงิน บัดนี้กลับฉายแววเหนื่อยล้าอย่างถึงที่สุด “รู้ไหม... ตั้งแต่ก้าวเข้ามาในวงการนี้ ตั้งแต่วันที่ผมต้องสวมหน้ากาก ‘พระเอกผู้เพียบพร้อม’ ที่ทุกคนรักและคาดหวัง ผมไม่เคยเป็นตัวของตัวเองเลยสักวินาทีเดียว”
นี่เป็นครั้งแรก... ครั้งแรกที่คีย์ ธันวา ยอมเปิดปากพูดถึงความเปราะบางของตัวเองให้คนอื่นฟัง โดยเฉพาะกับเธอ ผู้หญิงที่เขาเคยปะทะคารมด้วยแทบทุกครั้งที่เจอหน้า
“สังคมต้องการให้ผมยิ้มในวันที่อยากร้องไห้ ต้องการให้ผมเข้มแข็งในวันที่โลกทั้งใบกำลังจะถล่มทับลงมา” คีย์ขยับตัวเข้าใกล้รินรดาอีกนิด กลิ่นอายความเป็นผู้ชายผสมผสานกับกลิ่นแอลกอฮอล์จางๆ ลอยมาแตะจมูก “แล้วคุณคิดว่า... หน้ากากที่ผมใส่จนชินเนี่ย มันยังมีความหมายอะไรอีกเหรอ ในเมื่อสุดท้ายแล้ว... ผมก็เป็นแค่หุ่นเชิดตัวหนึ่งที่มีลมหายใจ”
รินรดาชะงัก คำพูดถากถางที่เตรียมไว้พ่นใส่เพื่อป้องกันตัวพลันกลืนหายไปในลำคอ เมื่อได้เห็นแววตาที่โดดเดี่ยวคู่นั้น ความโกรธเคืองและความระแวงก่อนหน้านี้มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความรู้สึกบีบบั้นในอกอย่างประหลาด
ผู้ชายคนนี้แบกรับอะไรไว้มากมายขนาดนี้เชียวหรือ...
“ถ้าเหนื่อยนัก ทำไมไม่ถอดมันออกล่ะคะ” รินรดาถามเสียงเบาลง ความแข็งกร้าวในดวงตาถูกแทนที่ด้วยความอ่อนโยนที่เธอเองก็ไม่ทันตั้งตัว “ในเมื่อวงการนี้มันไม่ได้ให้พื้นที่กับความอ่อนแอของคุณ ทำไมต้องฝืนแบกโลกทั้งใบไว้คนเดียวด้วย”
“ถอดเหรอ?” คีย์ทวนคำ เสียงหัวเราะเยาะหยันดังขึ้นอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้มันใกล้ชิดเสียจนรินรดาต้องเผลอกลั้นหายใจเมื่อเขาก้าวเข้ามาประชิดตัว ระยะห่างระหว่างเธอกับเขาลดลงจนเหลือแค่คืบ “คุณคิดว่าผมไม่อยากทำเหรอ... แต่ถ้าผมถอดมันออก คนที่จะซวยที่สุดไม่ใช่ผม แต่เป็นคุณต่างหาก รินรดา!”
“ฉันเกี่ยวอะไรด้วย?”
“เกี่ยวสิ! เพราะคุณคือคนเดียว... คนเดียวที่ทำให้ผมเกือบจะลืมไปแล้วว่า ตัวเองยังมีหัวใจที่เต้นอยู่จริงๆ”
คำพูดนั้นพุ่งตรงเข้าปะทะหน้าอกของรินรดาอย่างจัง ราวกับมีกระแสไฟอ่อนๆ วิ่งพล่านไปทั่วร่าง บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกสูบออกไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงเสียงหัวใจของคนทั้งคู่ที่เต้นสอดประสานกันท่ามกลางความเงียบงัน รินรดาเบิกตากว้างเล็กน้อย สมองประมวลผลไม่ทันกับความตรงไปตรงมาที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความปากร้ายของเขา
“คุณ... พูดบ้าอะไรเนี่ย” เธอหลบสายตา ทำทีเป็นมองไปทางอื่นเพื่อกลบเกลื่อนความวูบไหวในใจ แต่ทว่า... ปลายคางมนกลับถูกปลายนิ้วอุ่นของอีกฝ่ายเชยขึ้นอย่างแผ่วเบาบังคับให้เธอกลับมาสบตาเขาตรงๆ
“ผมไม่ได้บ้า” คีย์กระซิบชิดริมฝีปาก น้ำเสียงทุ้มต่ำและจริงจังจนน่ากลัว “ผมแค่... เหนื่อยที่จะต้องรักษาระยะห่างกับคุณเต็มทีแล้ว รินรดา”
ดวงตาคมกริบของพระเอกหนุ่มจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของเธอ ราวกับต้องการจะทะลวงเข้าไปอ่านความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ข้างใน ขณะที่รินรดากำลังจะอ้าปากเถียงเพื่อกลบเกลื่อนความเขินอายที่กำลังตีรวนขึ้นมาบนใบหน้า
*ก๊อกๆๆ!*
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งติดกันอย่างเร่งรีบ ตามด้วยเสียงเปิดประตูที่ถูกผลักเข้ามาอย่างไร้มารยาทโดยไม่รอให้เจ้าของห้องอนุญาต
“คีย์! นายอยู่ในนี้ใช่ไหม งานเข้าแล้วเพื่อน แฟนคลับกับนักข่าวกลุ่มใหญ่รู้พิกัดที่เราหลบมาเมื่อกี้ กำลังกรูกันมาที่สตูดิโอแล้ว!”
เสียงของกวิน ผู้จัดการส่วนตัวดังลั่นห้อง ทำลายบรรยากาศสีชมพูที่กำลังก่อตัวขึ้นระหว่างคนทั้งคู่ลงในเสี้ยววินาที รินรดารีบผละตัวถอยหลังออกจากอ้อมแขนของคีย์ทันทีด้วยความตกใจ ขณะที่คีย์สบถออกมาเบาๆ อย่างหัวเสีย ดวงตาดุดลมหันไปมองหน้าผู้จัดการส่วนตัวด้วยความขัดเคืองที่ถูกขัดจังหวะสำคัญ
แต่ทว่า... ในจังหวะที่คีย์หันกลับมามองรินรดาอีกครั้งเพื่อจะเอ่ยอะไรบางอย่าง เสียงฝีเท้าจำนวนมากพร้อมกับเสียงเอะอะโวยวายก็ดังมาจากทางเดินด้านนอกใกล้เข้ามาทุกที
“แย่แล้ว...” กวินหน้าถอดสี “พวกมันมาถึงหน้าประตูแล้ว!”
เซฟโซนนี้ไม่มีอนุญาตให้รุก•ตอนที่ 19
เมื่อหน้ากากเริ่มหลุด
ผลงานโดย จอมยุทธ์เสื้อแพร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (จอมยุทธ์เสื้อแพร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนนี้ไม่มีอนุญาตให้รุก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!