กลิ่นอายกำยานราคาแพงลอยอวลผสมกับกลิ่นเหงื่อจาง ๆ ในตำหนักบรรทมที่เงียบงัด ร่างสูงใหญ่ของโอรสสวรรค์ยังคงค้างเติ่งอยู่เหนือร่างของนางกำนัลสาว หานจิ้นรู้สึกเหมือนถูกสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางกระหม่อม ความเย็นเยียบจากรอยยิ้มของไป๋หลินไม่ได้ทำให้เขาถอยห่าง แต่กลับจุดไฟประหลาดให้ลุกโชนขึ้นในอกอย่างบ้าคลั่ง
"เจ้า... กล้าดียังไงมาท้าทายเรา" เสียงทุ้มต่ำแหบพร่าเล็ดลอดไรฟัน พระองค์กดน้ำหนักกายลงไปอีกนิดจนแนบชิด ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดต้นคอระหง แต่สิ่งที่ได้รับกลับไม่ใช่ความตื่นกลัวอย่างที่ควรจะเป็น ไป๋หลินเพียงแค่ปรือตามองด้วยแววตาราวกับกำลังมองดูสุนัขตัวหนึ่งที่กำลังดิ้นรน
"ฝ่าบาททรงตรัสสิ่งใดเพคะ หม่อมฉันเป็นเพียงนางกำนัลต่ำต้อย จะกล้าท้าทายพระองค์ได้อย่างไร... เพียงแต่ทรงเหนื่อยล้ามามากแล้ว การบังคับฝืนใจสตรีที่ไร้ซึ่งหัวใจเช่นหม่อมฉัน รังแต่จะทำให้พระองค์ทรงระคายเคืองพระเนตรเสียเปล่า ๆ"
คำพูดนั้นกรีดลึกลงไปในความรู้สึกของมหาราชผู้ไม่เคยถูกปฏิเสธ หานจิ้นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันตัวเองและแรงปรารถนาอันดิบเถื่อนที่ถูกปลุกเร้าจนยากจะควบคุม สตรีอื่นต่างกรูกันเข้ามาเพื่อให้ได้ความโปรดปราน แต่นาง... สตรีที่ซ่อนรอยแผลเป็นและความแค้นไว้ใต้ผิวเนื้อเนียนละเอียดนี้ กลับผลักไสพระองค์ด้วยความเยือกเย็น ยิ่งนางเย็นชาเท่าไหร่ หัวใจที่ด้านชาของหานจิ้นกลับยิ่งโหยหาความอบอุ่นจากเรือนร่างนี้มากเท่านั้น มันคือความหลงใหลอันดำมืด เป็นพิษร้ายที่พระองค์ยินยอมดื่มกินอย่างเต็มใจ
"ไร้หัวใจงั้นหรือ? ดี... งั้นเราจะทำให้เจ้ารู้ว่า ร่างกายที่ไร้หัวใจคู่นี้ จะแผดเผาเราจนมอดไหม้ได้อย่างไร"
สิ้นคำตรึงอารมณ์ ริมฝีปากหนาก็ก้มลงประทับจูบหนักหน่วงลงบนกลีบปากอิ่มทันทีโดยไม่ให้อีกฝ่ายทันตั้งตัว ไป๋หลินสะดุ้งเล็กน้อย ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความแข็งกร้าว เธอพยายามเบือนหน้าหนีแต่ฝ่ามือใหญ่กลับตรึงกราบคางของเธอไว้มั่น บังคับให้รับรสจูบที่ทั้งดุดันและเร่าร้อนราวกับจะกลืนกินวิญญาณ ลิ้นร้อนสอดแทรกเข้าไปตักตวงความหวานล้ำภายในโพรงปาก รสชาติของความดื้อรั้นและน้ำตาในอดีตผสมปนเปกันจนกลายเป็นรสชาติที่หานจิ้นเสพติด
ไป๋หลินกำหมัดแน่น เล็บจิกเข้ากับฝ่ามือจนเนื้อแทบปริเพื่อดึงสติของตัวเองไว้ท่ามกลางเปลวเพลิงอารมณ์ที่จู่โจมเข้ามา เธอบอกตัวเองซ้ำ ๆ ว่านี่คือการแก้แค้น นี่คือการเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของชายผู้เคยส่งเธอบดขยี้ในกองเพลิง แต่วินาทีที่ปลายนิ้วอุ่นจัดของฮ่องเต้ลูบไล้ไปตามแนวโค้งเว้าของเอวคอดผ่านเนื้อผ้าบางเบา ร่างกายเธอกลับทรยศด้วยการสั่นสะท้าน ความรู้สึกวาบหวามแล่นริ้วขึ้นมาจากสันหลังจนลมหายใจสะดุด
"ฝ่าบาท..." เสียงกระซิบพร่าเล็ดลอดริมฝีปากที่บวมเจ่อ
"เรียกชื่อเรา... ไป๋หลิน" พระองค์กระซิบชิดริมฝีปาก น้ำเสียงเว้าวอนที่หลุดออกมาจากโอษฐ์ของโอรสสวรรค์ผู้ทรงอำนาจ ช่างน่าสมเพชและน่าหลงใหลในเวลาเดียวกัน
อาภรณ์ทีละชิ้นถูกปลดเปลื้องออกท่ามกลางแสงเทียนที่ไหววูบ แสงสีส้มสาดส่องกระทบกับผิวเนื้อเนียนละเอียดที่เต็มไปด้วยร่องรอยแห่งอดีต หานจิ้นทอดสายตามองเรือนร่างของนางด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งความปรารถนาอันล้นพ้นและความเจ็บปวดแปลบปลาึงในอก เมื่อพระองค์เห็นรอยแผลเป็นจาง ๆ ที่แผ่นหลังของนาง มือหนาสั่นเทาเล็กน้อยขณะเอื้อมไปสัมผัสมันอย่างทะนุถนอม ราวกับกลัวว่าหากออกแรงมากกว่านี้ สตรีตรงหน้าจะสลายหายไปในอากาศ
"เจ็บไหม..." น้ำเสียงนั้นอ่อนโยนลงอย่างประหลาด
ไป๋หลินแค่นหัวเราะในลำคอ แววตาเยียบเย็นตวัดขึ้นสบตาคมกริบ "ความเจ็บปวดบนร่างกายหรือจะสู้ความเจ็บปวดที่ฝ่าบาทเคยประทานให้หม่อมฉัน... หากทรงนึกเวทนา หม่อมฉันทูลขอให้พระองค์ปล่อยหม่อมฉันไปเสียเถอะเพคะ"
"ไม่มีวัน!" หานจิ้นคำรามต่ำในลำคอ ความหลงใหลเข้าครอบงำสติสัมปชัญญะจนหมดสิ้น พระองค์ไม่ยอมปล่อยนางไปเด็ดขาด ไม่ว่าทางเดียวที่จะได้ครอบครองนางคือการเป็นปีศาจในสายตานางก็ตาม
ร่างหนาทาบทับลงมาอีกครั้ง การประสานกายเกิดขึ้นท่ามกลางความอัดอั้นและแรงอารมณ์ที่โหมกระหน่ำ ไม่มีความนุ่มนวลเยี่ยงคนรัก มีเพียงแต่ความเร่าร้อน ดุดัน และการเรียกร้องความสนใจราวกับคนใกล้ตาย ความตึงเครียดระหว่างทั้งสองสะท้อนผ่านทุกสัมผัส ทุกหยาดเหงื่อที่ไหลริน และเสียงหอบหายใจที่ประสานกันก้องตำหนัก ไป๋หลินแอ่นกายรับสัมผัสอันหนักหน่วงนั้นด้วยความรู้สึกที่ตีรวน ทั้งเกลียดชัง ทั้งสุขสม และเจ็บปวด เธอกัดริมฝีปากจนได้กลิ่นคาวเลือด เพื่อไม่ให้เสียงครางแห่งความพ่ายแพ้หลุดรอดออกไปให้เขาได้ยิน
ทว่า หานจิ้นกลับรู้ทัน มือใหญ่เลื่อนขึ้นมาประคองใบหน้าที่ชื้นเหงื่อ บังคับให้เธอมองสบตาขณะที่บทเพลงรักดำเนินไปถึงจุดสูงสุด
"มองหน้าเรา... ไป๋หลิน... เจ้าเป็นของเรา"
ความเร่าร้อนแผ่ซ่านไปทั่วทุกอณูผิว ความสุขสมระลอกแล้วระเลอกซัดสาดเข้ามาจนร่างบางสั่นเทิ้ม ไป๋หลินหลับตาลงอย่างจนมุม ปล่อยให้ห้วงอารมณ์ที่ควบคุมไม่ได้นี้ลากจูงเธอและเขาดิ่งลงสู่ห้วงเหอแห่งความลุ่มหลงที่ไม่มีวันหวนกลับ
ยามเมื่อพายุอารมณ์สงบลง ตำหนักทั้งหลังตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง หานจิ้นนอนตะแคงกอดร่างเปลือยเปล่าของนางไว้แนบอก ลมหายใจของพระองค์สม่ำเสมอขึ้น แต่ทว่าแววตาคมกริบยังคงจดจ้องใบหน้ายามหลับใหลของไป๋หลินด้วยความรู้สึกที่ไม่อาจหาคำมาอธิบาย พระองค์ไม่เคยคิดเลยว่า นางกำนัลผู้ไร้ค่าในสายตาคนเดิม จะกลายเป็นโซ่ตรวนที่ล่ามวิญญาณของโอรสสวรรค์ไว้ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
ทว่า ในขณะที่ความเงียบกำลังโรยตัวปกคลุม เสียงฝีเท้าฝีหนาหนักและเสียงเคาะประตูด้านนอกก็ดังขึ้นทำลายบรรยากาศ
"ทูลฝ่าบาท! มี... มีเรื่องด่วนพ่ะย่ะค่ะ!" เสียงขันทีเอกดังลอดเข้ามาด้วยความตื่นตระหนก "สายสืบจากเมืองนอกกำแพงเมืองรายงานมาว่า... พบตัวเด็กชายผู้หนึ่ง... หน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกับพระองค์อย่างยิ่ง และ... และมารดาของเด็กคนนั้น คือนางกำนัลคนสนิทของอดีตสนมเอกผู้ล่วงลับพ่ะย่ะค่ะ!"
หานจิ้นชะงักกึก ดวงตาคมเบิกกว้างขึ้นในความมืด ร่างกายที่เพิ่งผ่อนคลายกลับมาเกร็งเครียดทันที พระองค์ก้มลงมองสตรีในอ้อมแขนที่ยังคงนอนหลับตาพริ้ม... ก่อนจะตระหนักได้ว่า ลมหายใจของนางที่ควรจะสม่ำเสมอนั้น กลับสะดุดกึกไปชั่วขณะ
*ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปในห้วงอารมณ์อันลึกล้ำนี้ด้วยกันนะคะ*
นางกำนัลไร้ใจกับฝ่าบาทผู้โหยหาไออุ่น•ตอนที่ 13
ห้วงอารมณ์ที่ควบคุมไม่ได้
ผลงานโดย มิคายามวิกาล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มิคายามวิกาล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นางกำนัลไร้ใจกับฝ่าบาทผู้โหยหาไออุ่น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!