"ทรงแสร้งทำเป็นหลับอยู่หรือเพคะ... ฝ่าบาท"
เสียงกระซิบแผ่วเบาราวกับเกล็ดน้ำแข็งที่โปรยปรายลงบนผืนผ้าไหมสีโลหิต ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของตำหนักในยามวิกาล ไป๋หลินไม่ได้ขยับกายหนีจากอ้อมแขนที่พันธนาการนางไว้ เธอกลับปล่อยให้ความอบอุ่นอันน่ารังเกียจของบุรุษผู้เคยพิพากษาประหารชีวิตเธอล้อมกรอบร่างตนเองไว้ทั้งหมด ดวงตาสีรัตติกาลลืมขึ้นในความมืด ปราศจากร่องรอยของความง่วงงุน มีเพียงประกายคมกริบดั่งคมกระบี่ที่พร้อมจะกรีดแทงหัวใจของคนที่นอนหลับตาอยู่เบื้องล่าง
หานจิ้นชะงักกึก ลมหายใจที่แกล้งทำเป็นสม่ำเสมอสะดุดลงทันที พระองค์ลืมพระเนตรขึ้นเผชิญหน้ากับสตรีในอ้อมกอด แววตาของจักรพรรดิผู้ทรงอำนาจไหวระริกด้วยความตื่นตระหนกที่ถูกจับไต๋ได้ ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงหัวใจของชายผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในแผ่นดินที่กำลังเต้นระรัวอย่างบ้าคลั่งด้วยความกลัว—กลัวว่าตื่นมาแล้วจะพบเพียงความว่างเปล่า
"เจ้า... ตื่นตั้งแต่เมื่อไหร่" สุระเสียงทุ้มต่ำแหบพร่าอย่างคน0ที่สูญเสียการควบคุม
"หม่อมฉันไม่เคยหลับเพคะ" ไป๋หลินตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้คลื่นอารมณ์ นางขยับตัวเล็กน้อยเพื่อสร้างระยะห่าง แต่หานจิ้นกลับกระชับวงแขนแน่นขึ้นราวกับกลัวว่าหากคลายมือเพียงนิด ร่างในอ้อมกอดจะสลายกลายเป็นควันธูป
"หลินเอ๋อร์..."
"อย่าเรียกชื่อนั้นด้วยพระโอษฐ์ของพระองค์เลยเพคะ" นางสวนกลับทันควัน นัยน์ตาคู่สวยสะท้อนแสงจันทร์ที่ลอดผ่านหน้าต่างแกะสลัก ดุจประกายน้ำแข็งที่บาดลึก "ชื่อนั้นตายไปพร้อมกับนางกำนัลไร้ค่าคนเก่าในตำหนักเย็นเมื่อสามปีก่อนแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่ ณ ที่นี้ มีเพียงไป๋หลินผู้กลับมาทวงบัญชีแค้นเท่านั้น"
คำพูดนั้นราวกับคมมีดที่กรีดลงบนแผลเก่า หานจิ้นเจ็บปวดจนแทบหายใจไม่ออก พระองค์ยันกายขึ้นคร่อมร่างของนางไว้ในความมืด แววตาคมกริบฉายแววเร่าร้อนและเจ็บปวดร้าวรานในคราเดียวกัน มือใหญ่สั่นเทาเล็กน้อยยามเอื้อมไปสัมผัสแก้มเนียนนุ่มที่เคยชุ่มไปด้วยหยาดน้ำตาในอดีต
"เจ้าจะให้เราทำอย่างไร... เจ้าถึงจะอภัยให้เรา ความผิดบาปที่เราก่อไว้ในอดีต เราใช้ชีวิตที่เหลือชดใช้ด้วยเลือดเนื้อและลมหายใจทั้งหมดแล้ว ไยเจ้าจึงยังมองเราด้วยสายตาที่เย็นชานัก" พระองค์ตรัสด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่า ไร้ซึ่งมานุษยภาพแห่งความเป็นฮ่องเต้ มีเพียงบุรุษผู้พ่ายแพ้ต่อสตรีใต้ร่าง
ไป๋หลินหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่เย็นเยียบและน่าสมเพช ไร้ความรู้สึกใดๆ เจือปน นอกเสียจากความสะใจที่ได้เห็นมังกรผู้ยิ่งใหญ่ต้องคุกเข่าอ้อนวอนความเมตตาจากเหยื่อที่เขาเคยเหยียบย่ำ
"ชดใช้หรือเพคะ? ชีวิตของหม่อมฉันที่ถูกพรากไป ความเจ็บปวดทรมานในคุกใต้ดิน ความหนาวเหน็บที่กัดกินกระดูก... พระองค์เอาอะไรมาพูดว่าชดใช้หมดแล้ว!" สุระเสียงของนางยกระดับขึ้นเล็กน้อย เจือไอความแค้นที่สุมอก "ถ้าพระองค์ต้องการการชดใช้จากหม่อมฉันนัก... งั้นก็พิสูจน์สิเพคะ ว่าความเร่าร้อนของฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่ จะคุ้มค่ากับหยาดน้ำตาที่หม่อมฉันเคยหลั่งรินหรือไม่!"
สิ้นคำพูดท้าทายนั้น ไป๋หลินก็เป็นฝ่ายพลิกเกม เธอยกเรียวขาขึ้นเกี่ยวสะโพกสอบของชายหนุ่มเข้าหาตัว แรงดึงดูดอันตรายทำให้หานจิ้นครางต่ำในลำคอด้วยความเร่าร้อนที่พุ่งพล่านขึ้นมาอย่างฉับพลัน สัญชาตญาณดิบเถื่อนถูกปลุกเร้าด้วยกลิ่นกายหอมหวานและวาจายั่วยวนที่เปี่ยมด้วยพิษสง
หานจิ้นก้มลงประกบ2ริมฝีปากบดขยี้เรียวปากอิ่มของนางอย่างดุเดือดและโหยหา รสจูบที่ทั้งดุดันและเจ็บปวดสะท้อนความรู้สึกผิดบาปและความต้องการที่อัดอั้นมานานนับปี ไป๋หลินเผยอริมฝีปากรับสัมผัสอันเร่าร้อนนั้นอย่างไม่ยอมแพ้ ลิ้นร้อนเกี่ยวกระหวัดตักตวงความหวานล้ำ ท่าيزกลางความมืดมิดของรัตติกาล เสียงหอบหายใจกระชั้นชิดดังประสานกับเสียงเนื้อกระทบกันในยามที่อาภรณ์หลุดร่วงทีละชิ้นอย่างไร้ความปรานี
สรีระแนบชิดจนไร้ช่องว่าง ไออุ่นจากร่างกายของหานจิ้นแผ่ซ่านเข้ามาแผดเผาความเยือกเย็นในกายของหญิงสาว แต่ในใจของไป๋หลินกลับยิ่งชัดเจน—ทุกสัมผัสที่แนบประสาน ทุกหยาดเหงื่อที่หลั่งริน และทุกเสียงครางต่ำด้วยความสุขสมที่ก้องกังวานในความมืด ไม่ใช่ความรัก... แต่มันคือเกมทัณฑ์ทรมานที่นางเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ทั้งหมด
ร่างบางแอ่นกายรับสัมผัสอันล้ำลึกที่กระแทกกระทั้นเข้ามาอย่างดุดัน เร่าร้อน และเปี่ยมด้วยความวิงวอนขอความรักจากบุรุษผู้ทรงอำนาจ มือเรียวจิกข่วนลงบนแผ่นหลังกว้างของจักรพรรดิ ทิ้งร่องรอยแห่งความเป็นเจ้าของและความเจ็บปวดไว้เป็นหลักฐาน หานจิ้นคำรามต่ำในลำคอราวกับพญาเสือที่จนตรอก พระองค์ซุกใบหน้าลงกับซอกคอหอมกรุ่น ขบเม้มผิวเนียนนุ่มจนเกิดรอยกุหลาบสีแดงเข้มเพื่อยืนยันว่าสตรีใต้ร่างคือลมหายใจเดียวที่เหลืออยู่ของพระองค์
ค่ำคืนนั้นเต็มไปด้วยเพลิงสวาทที่แผดเผาทั้งร่างกายและจิตวิญญาณ ความหอมหวานที่เจือปนด้วยความแค้นทำให้บทรักครั้งนี้ยาวนานและดุเดือดราวกับพายุฝนในฤดูร้อน กระทั่งเมื่อความสุขสมระลอกสุดท้ายซัดสาดจนทั้งสองร่างนอนหอบหายใจรดกันในความมืด
หานจิ้นกอดร่างสะท้านน้อยๆ ของไป๋หลินไว้แนบอก พระองค์จูบหน้าผากชื้นเหงื่อของนางอย่างทะนุถนอม ก่อนจะเอ่ยกระซิบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนที่หาได้ยากยิ่ง
"หลินเอ๋อร์... พรุ่งนี้ เราจะพาเจ้าไปที่หอคอยลับหลวง ที่นั่นมีบันทึกเก่าแก่... บันทึกที่เจ้าเคยตามหาความจริงเกี่ยวกับการตายของตระกูลเจ้า..."
หัวใจของไป๋หลินกระตุกวูบ ทันทีที่ได้ยินคำว่า "บันทึก" ดวงตาที่เคยเคลิบเคลิ้มกลับมาเบิกกว้างด้วยความตื่นตัวอย่างรวดเร็ว นางซ่อนแววตาวาวโรจน์ไว้ในความมืดโดยที่หานจิ้นไม่มีวันสังเกตเห็น
ทว่า... ในวินาทีที่ไป๋หลินกำลังจะเอ่ยปากถามรายละเอียดเพิ่มเติม เสียงฝีเท้าหนักหน่วงและเสียงทุบประตูประชิดตำหนักก็ดังขึ้นขัดจังหวะความเงียบสงบยามวิกาลอย่างกะทันหัน!
"ทูลฝ่าบาท! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! กองกำลังลับของแคว้นอี้บุกรุกเข้าสู่วังหลวง และ... และพวกมันกำลังมุ่งหน้าไปยัง 'หอคอยบันทึก' พ่ะย่ะค่ะ!"
เสียงรายงานจากมหาเล็กหน้าประตูทำเอาหานจิ้นหน้าถอดสี ทว่าสิ่งที่ทำให้ไป๋หลินต้องหยุดหายใจไปชั่วขณะ ไม่ใช่ข่าวการบุกรุก... แต่เป็นชื่อของสิ่งของที่พวกมันกำลังค้นหา
—ไม่ใช่บันทึกประวัติศาสตร์... แต่มันคือ "บันทึกชะตากรรม" ที่ถูกเผาทำลายไปเมื่อสามปีก่อน เหตุใดจึงยังหลงเหลือร่องรอยอยู่ และใครกัน1 ที่ซ่อนมันไว้ในจุดที่ลึกที่สุดของวังหลวง!
ขอบพระคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปในเกมแค้นอันเร่าร้อนนี้ด้วยกันนะคะ
นางกำนัลไร้ใจกับฝ่าบาทผู้โหยหาไออุ่น•ตอนที่ 14
บันทึกที่ถูกเผาทำลาย
ผลงานโดย มิคายามวิกาล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มิคายามวิกาล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นางกำนัลไร้ใจกับฝ่าบาทผู้โหยหาไออุ่น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!