นางกำนัลไร้ใจกับฝ่าบาทผู้โหยหาไออุ่น•ตอนที่ 15

ในคืนที่พระจันทร์เป็นใจ

ผลงานโดย มิคายามวิกาล
"เศษกระดาษที่ถูกเผาไฟครึ่งๆ กลางๆ นั่น... ทรงคิดว่ามันจะกลบเกลื่อนความจริงได้หรือเพคะ ฝ่าบาท" เสียงทุ้มหวานแต่เยียบเย็นดั่งน้ำแข็งลอยเคว้งคว้างอยู่ท่ามกลางความมืดมิดของตำหนักในยามวิกาล แสงจันทร์สีนวลที่สาดส่องผ่านบานหน้าต่างไม้แกะสลัก อาบไล้ร่างระหงของไป๋หลินที่ยืนตระหง่านอยู่ริมโต๊ะทรงอักษร ดวงตาคู่งามพินิจพิเคราะห์แผ่นกระดาษชิ้นสุดท้ายที่รอดพ้นจากกองเพลิงเมื่อสามปีก่อน บันทึกชะตากรรมที่ระบุชื่อของนางและตระกูลที่ถูกประหารอย่างไร้ความปรานี บัดนี้มันกลับมานอนสงบนิ่งอยู่ตรงหน้า ท้าทายอำนาจของผู้ปกครองแผ่นดินอย่างจงใจ จักรพรรดิหานจิ้นก้าวช้าๆ ออกมาจากเงาไม้มืดมิด พระเนตรคมกราบกวาดมองสตรีตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่หลอมละลายปนเปื้อนความคลุ้มคลั่ง พระองค์ทรงสูญสิ้นความสงบในพระAหทัยนับตั้งแต่วันที่นางก้าวกลับเข้ามาในวังหลวงอีกครั้งในฐานะนางกำนัลผู้ไร้หัวใจ ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้าไปประชิดจนแทบไม่มีช่องว่าง กลิ่นอายบุรุษเพศที่ทรงอำนาจและลมหายใจที่ร้อนผ่าวรดรินอยู่ข้างกกหูของนาง "เจ้ากล้าดียังไงถึงค้นหามัน... ไป๋หลิน" สุระเสียงแหบพร่าและสั่นเครือเล็กน้อย ไป๋หลินไม่ถอยหนี นางหันกลับมาเผชิญหน้า รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างงดงามแต่บาดลึก "หม่อมฉันกล้ามากกว่าที่ฝ่าบาททรงคาดคิดเพคะ... ในเมื่ออดีตที่พระองค์ทรงทำลายมันไม่เคยตายไปจากความทรงจำ เหตุใดหม่อมฉันจะต้องเกรงกลัวเศษซากความผิดบาปเหล่านี้ด้วยเล่า" ความโกรธเกรี้ยวและแรงปรารถนาอันบ้าคลั่งปะทะกันในอากาศจนแทบจับต้องได้ หานจิ้นคว้าข้อพระกรของนางไว้ด้วยความหมั่นไส้แกมโหยหา พระองค์ทรงกดร่างบางลงกับโต๊ะไม้เนื้อดีโดยไม่สนใจระเบียบพิธีการใดๆ อีกต่อไป แรงปะทะทำให้เอกสารกระจัดกระจาย แต่ไม่มีสิ่งใดสำคัญเท่ากับสตรีที่อยู่ตรงหน้า สตรีผู้ที่พระองค์เคยสั่งประหารด้วยพระหัตถ์ของตนเองในอดีต แต่บัดนี้กลับกลายเป็นห้วงเหวลึกที่ทรงยินยอมดิ่งลงไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า "เจ้าอยากแก้แค้นนักไม่ใช่หรือ... ไป๋หลิน" หานจิ้นกระซิบชิดริมฝีปากอิ่ม สัมผัสได้ถึงความเย็นชาที่แผ่ออกมาจากร่างของนาง แต่ยิ่งเย็นชาเท่าไหร่ ไฟในอกของพระองค์ยิ่งโหมกระหน่ำรุนแรงขึ้นเท่านั้น "ถ้าเช่นนั้น ก็จงใช้ร่างกายนี้ลงทัณฑ์เราให้สาสมสิ!" คำประกาศิตนั้นมาพร้อมกับริมฝีปากร้อนผ่าวที่ทาบทับลงมาอย่างดุดัน ไร้ความปรานี แต่เต็มไปด้วยความโหยหาที่อัดอั้นมานานนับปี รสจูบนั้นทั้งขื่นขม หอมหวาน และดุจดั่งการลงทัณฑ์ ไป๋หลินเบิกตากว้างชั่วขณะก่อนที่ความรู้สึกเยือกเย็นในใจจะถูกแผดเผาด้วยสัมผัสที่คุ้นเคยและเกลียดชัง นางไม่ได้ขัดขืน ปล่อยให้พระองค์ตักตวงความหวานล้ำจากริมฝีปาก แต่มือเรียวกลับจิกเข้าที่ลาดพระอังสาของอีกฝ่ายอย่างแรงจนเนื้อผ้าขาดวิ่น เพื่อย้ำเตือนให้เขารับรู้ถึงความเจ็บปวดที่นางเคยได้รับ ชุดนางกำนัลเนื้อหยาบถูกกระชากด้วยพละกำลังอันป่าเถื่อน แสงจันทร์ที่ทอดผ่านหน้าต่างเผยให้เห็นผิวเนียนละเอียดดั่งหยกขาวที่สะท้อนประกายวาววับยามต้องแสง หานจิ้นซุกพระพักตร์ลงกับซอกคอหอมกรุ่น ขบเม้มผิวเนื้ออ่อนจนเกิดรอยกุหลาบสีแดงเข้มเพื่อตีตราจองความเป็นเจ้าของ สัมผัสนั้นเต็มไปด้วยความเร่าร้อนและอารมณ์ดิบเถื่อนที่ถูกกดทับมาเนิ่นนาน "ฝ่าบาท..." นางครางแผ่วเบา น้ำเสียงเจือไปด้วยความเย้ยหยัน "พระองค์กำลังไถ่บาป... หรือว่าทรงโหยหาไออุ่นจากหญิงที่พระองค์เคยผลักไสกันแน่เพคะ" หานจิ้นหยุดชะงักไปชั่ววินาที ดวงตาคมกริบมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยที่ไม่มีหยดน้ำตาแม้แต่หยดเดียว มีเพียงความว่างเปล่าและการท้าทายที่กรีดแทงหัวใจ ยิ่งนางไร้ใจมากเท่าไหร่ พระองค์ยิ่งอยากทำลายเกราะน้ำแข็งนั้นให้แหลกคราบคามือ พระองค์จึงรวบเอวบางขึ้นแนบกาย ปลดปล่อยอารมณ์ทั้งหมดไปกับการสัมผัสอันลึกซึ้งและเร่าร้อน บทรักในค่ำคืนนี้ไม่ใช่การร่วมรักด้วยความเสน่หา หากแต่เป็นการประชดประชันและห้ำหั่นกันด้วยเรือนร่าง ลมหายใจหอบกระชั้นประสานไปกับเสียงครางต่ำในลำคอของบุรุษผู้ทรงอำนาจที่ยอมจำนนแทบเท้าสตรีตัวเล็กๆ ทุกครั้งที่เรียวขาเนียนถูกยกขึ้นเกี่ยวรัดรอบเอวสอบ ความวาบหวามและซาบซ่านก็แผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย แรงกระแทกกระทั้นเน้นย้ำถึงความโหยหาและสำนึกผิดที่สายเกินแก้ ความสุขสมทางอารมณ์ถาโถมเข้ามาดั่งคลื่นพายุที่ซัดสาดชายฝั่ง ทั้งเจ็บปวด ทั้งลึกซึ้ง และเร่าร้อนจนแทบขาดใจ ในค่ำคืนที่พระจันทร์เป็นใจ ทั้งสองร่างหลอมรวมเข้าหากันราวกับจะกลืนกินวิญญาณของกันและกัน ไป๋หลินหลับตาลงปล่อยให้ความสุขสมเข้าครอบงำ แม้ในใจจะยังคงกรีดร้องด้วยความแค้น แต่ร่างกายกลับตอบสนองต่อสัมผัสอันเร่าร้อนนี้อย่างไม่น่าให้อภัย ขณะที่หานจิ้นกอดก่ายร่างบางไว้แนบอก ราวกับกลัวว่ารุ่งสางจะพรากนางให้หายลับไปจากชีวิตอีกครั้ง ทว่า... ท่ามกลางความเงียบงันหลังพายุอารมณ์สงบลง เสียงฝีเท้าเบาหวิวราวกับเสียงกระซิบก็ดังขึ้นที่หน้าประตูกลอนด้านนอก ตามมาด้วยเสียงเคาะเบาๆ สามครั้ง ซึ่งเป็นรหัสลับที่ใช้เฉพาะคนสนิทของตำหนักใน หานจิ้นขมวดพระขนมด้วยความไม่พอใจ ขณะที่ไป๋หลินลืมตาขึ้นทันที นางผละออกจากอ้อมพระกรอย่างรวดเร็ว คว้าเสื้อผ้ามาคลุมกายลวกๆ ก่อนจะเดินไปแง้มบานประตูออกดูด้วยความสงสัย แสงคบเพลิงสลัวด้านนอกเผยให้เห็นร่างของขันทีเฒ่าผู้ดูแลพระราชวังชั้นใน เขาก้มหน้าคุดคู้อยู่ด้วยความหวาดกลัว ในมือถือห่อผ้าชิ้นเล็กที่เปียกชื้น และแผ่นกระดาษม้วนหนึ่งที่ร่วงหล่นลงมาแทบเท้าของนาง "เกิดอะไรขึ้น..." ไป๋หลินเอ่ยถามเสียงเย็น ขันทีเฒ่าตัวสั่นเทา ละล่ำละลักทูลตอบด้วยเสียงขาดห้วง "ทูล... ทูลพระสนม... คือว่า บันทึกอีกฉบับที่ท่านตามหา... มันไม่ได้ถูกเผาเพะค่ะ... แต่มันถูกพบอยู่ในห้องบรรทมของ 'องค์ชายรัชทายาทองค์ก่อน' ที่สิ้นพระชนม์ไปแล้ว... และที่สำคัญที่สุด..." เขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นเผยให้เห็นใบหน้าที่ซีดเผือดราวกับศพ "ในห่อผ้านั้น... มีเส้นผมของเด็กชายวัยสามขวบ ที่มีหน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกับฝ่าบาทไม่มีผิดเพี้ยน... และตราประทับประจำตัวของพระองค์เองเพะค่ะ!" ไป๋หลินชะงักงัน ลมหายใจสะดุดกึกเมื่อก้มลงมองห่อผ้าตรงหน้า ขณะที่หานจิ้นที่เพิ่งก้าวตามออกมาถึงกับพระพักตร์ถอดสี ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึงเมื่อสายตาสบเข้ากับสิ่งของที่อยู่ในมือของนาง (โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ) ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่อยู่เคียงข้างและสนับสนุน "มิคายามวิกาล" เสมอมานะคะ
สารจากนักเขียน (มิคายามวิกาล)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นางกำนัลไร้ใจกับฝ่าบาทผู้โหยหาไออุ่น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%