กลิ่นอายของกำยานดอกเหมยยามค่ำคืนไม่ได้ให้ความรู้สึกสงบดังเช่นที่ควรเป็น หากแต่กลับอบอวลไปด้วยความระคายคอและรสชาติฝาดเฝื่อนที่เคลือบอยู่ปลายลิ้น
ไป๋หลินยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าโต๊ะเครื่องประดับทองคำสำริด ดวงตาดอกท้อคู่สวยหรี่ลงเล็กน้อยยามทอดมองจอกสุราอุ่นที่ถูกวางทิ้งไว้บนถาดกระเบื้องเคลือบสีมรกต ควันสีขาวจางที่ลอยกรุ่นขึ้นมานั้นเจือด้วยกลิ่นหอมหวานอันผิดวิสัย—กลิ่นหอมของบุปผาพันลี้ที่หากสูดดมเพียงน้อยนิดอาจทำให้สติสัมปชัญญะพร่าเลือน แต่หากดื่มกินเข้าไปจนหมดจด มันคือโอสถสังหารที่ไร้ร่องรอย
"ช่างใจกล้าเสียจริง..."
น้ำเสียงหวานใสแต่เย็นเยียบดั่งน้ำแข็งขั้วโลกหลุดลอดริมฝีปากที่แต้มด้วยชาดสีแดงสด ไป๋หลินไม่ได้รู้สึกตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ความแค้นที่สุมอกมานานนับปีหล่อหลอมให้ประสาทสัมผัสของนางเฉียบคมยิ่งกว่ากระบี่เล่มใดในวังหลัง หญิงสาวหมุนตัวกลับช้าๆ อาภรณ์ผ้าไหมสีเพลิงสะบัดพลิ้วตามจังหวะการเคลื่อนไหว เผยให้เห็นสัดส่วนโค้งเว้าวับแวมที่ถูกตัดเย็บอย่างประณีตเพื่อยั่วยวนสายตาผู้มาเยือน
และประตูตำหนักก็ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้ซุ่มเสียง
ร่างสูงสง่าของจักรพรรดิหานจิ้นก้าวเข้ามาในความสลัว พระเนตรคมกริบดั่งพญาอินทรีทอดมองสตรีตรงหน้าด้วยประกายไฟที่ยากจะดับมอด พระองค์ทรงถอดฉลองพระองค์ตัวนอกออกเนื่องจากความร้อนรุ่มภายในพระวรกายที่ถูกกระตุ้นเร้าด้วยบางสิ่ง—บางสิ่งที่ถูกจัดเตรียมไว้เป็นกับดัก ทว่าผู้ล่าในครานี้กลับไม่รู้เลยว่าเหยื่อที่ตนหมายตาได้วางอาวุธรอต้อนรับไว้หมดแล้ว
"ไป๋หลิน..." นามของนางเล็ดลอดไรฟันของโอรส Heaven ทรงก้าวเข้ามาประชิดตัวนางอย่างรวดเร็ว ลมหายใจอุ่นร้อนที่เจือกลิ่นสุราและกลิ่นกำยานประหลาดเป่ารดต้นคอระหงทันทีที่พระองค์ทรงรวบเอวคอดกิ่วของนางเข้าหาพระวรกาย "เจ้าช่างกล้าดียังไงถึงบังอาจเมินเฉยต่อราชโองการเรียกตัวของเรา"
"หม่อมฉันเพียงแต่... รอเวลาที่เหมาะสมเพคะ ฝ่าบาท" ไป๋หลินไม่ถอยหนี นางกลับเอียงคอมองพระองค์ด้วยรอยยิ้มเย้ายวนที่เคลือบยาพิษ ปลายนิ้วเรียวยาวดั่งลำหงส์ยกขึ้นลูบไล้ไปตามปกเสื้อคลุมมังกร ช้าๆ ทว่าจงใจกรีดกรายผ่านแผงอกกว้างจนหานจิ้นต้องสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความสะท้าน
ความปรารถนาอันดิบเถื่อนที่ถูกกดทับไว้ภายใต้หน้าที่แห่งกษัตริย์ปะทุขึ้นในฉับพลัน หานจิ้นก้มลงบดริมฝีปากลงมาอย่างไร้ความปรานี รสจูบนั้นทั้งดุดัน เรียกร้อง และเต็มไปด้วยความโหยหาที่กัดกินพระองค์มาเนิ่นนาน ไป๋หลินเผยอริมฝีปากต้อนรับสัมผัสร้อนผ่าวอย่างยินยอม พร้อมๆ กับที่มือเรียวเล็กแอบหยิบจอกสุราอาบยาพิษบนโต๊ะด้านหลังมาถือไว้มั่น
รสจูบที่ร้อนแรงดั่งไฟเผาผลาญทำให้สติของหานจิ้นเริ่มพร่าเลือน พระองค์ทรงอุ้มร่างบางขึ้นแนบอกโดยไม่สนใจสิ่งรอบ
เตียงนอนกว้างบุด้วยนุ่นเนื้อดีกลายเป็นสนามรบแห่งอารมณ์ อาภรณ์เนื้อดีถูกกระชากทึ้งจนขาดวิ่นด้วยความรีบร้อน ผิวเนื้อเนียนละเอียดของไป๋หลินกระทบกับแสงเทียนสีส้มสลัว เปล่งประกายเย้ายวนราวกับปีศาจสาวที่จำแลงกายมาเพื่อสูบ
"เจ้าเป็นของฉัน... ไป๋หลิน เจ้าเป็นของฉันคนเดียว" หานจิ้นคำรามต่ำในลำคอ ยามที่พระองค์ทรงแทรกกายเข้าสู่ความอบอุ่นภายในตัวนาง ความรู้สึกอิ่มเอมและเจ็บปวดรวดร้าวผสมปนเปกันจนแทบคลั่ง ร่างกายของทั้งคู่แนบชิดสนิทแน่นจนแทบหลอมละลายเป็นร่างเดียวกัน เสียงหอบหายใจกระเส่าและเสียงครางต่ำเคล้าคลอไปกับเสียงเนื้อกระทบกันในความเงียบงันของรัตติกาล
ไป๋หลินแหงนเงยพระศอขึ้นรับสัมผัสอันดุดันนั้น ดวงตาคู่สวยหลatลงเพื่อซ่อนประกายความสะใจและหยาดน้ำตาแห่งความชื่นชมในความพินาศที่กำลังจะมาถึง ทุกหยาดหยดของความสุขสมที่นางมอบให้ในค่ำคืนนี้ คือเครื่องเซ่นสังเวยให้กับความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามาในวรกายของอดีตสวามีผู้เคยเหยียบย่ำนาง
เมื่อบทเพลงรักอันเร่าร้อนเดินทางมาถึงจุดสูงสุด หานจิ้นกระชับกอดร่างนุ่มนิ่มไว้แน่น พระองค์ทรงซบพระพักตร์ลงบนลาดไหล่เนียนของนาง หอบหายใจถี่กระชั้นด้วยความสุขสมที่เกินบรรยาย "ข้ารักเจ้า... ไป๋หลิน ข้าขอโทษ..."
ไป๋หลินลืมตาขึ้นในความมืด ดวงตาคู่นั้นว่างเปล่าและเยียบเย็นยิ่งกว่าน้ำแข็ง นางยกยิ้มมุมปาก ก่อนจะหยิบจอกสุราที่ซ่อนไว้ข้างหมอนขึ้นมา ปลายจอกจ่ออยู่ที่ริมฝีปากของจักรพรรดิผู้กำลังเคลิบเคลิ้ม
"ถ้าเช่นนั้น... ฝ่าบาททรงดื่มสุราจอกนี้ เพื่อเป็นสักขีพยานรักของเราสิเพคะ"
หานจิ้นรับจอกสุรานั้นมาดื่มรวดเดียวหมดโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย พระองค์ทรงแย้มพระสรวลอย่างมีความสุข ยามที่ทิ้งพระวรกายลงนอนเคียงข้างนางและหลับตาลงด้วยความเหนื่อยอ่อนจากฤทธิ์รักและฤทธิ์ยา
ไป๋หลินมองพระองค์ที่เริ่มมีอาการลมหายใจติดขัด พระเนตรที่ปิดสนิทเริ่มมีรอยคล้ำสีม่วงปรากฏที่มุมพระ oust ทว่าในวินาทีที่นางกำลังจะลุกขึ้นเพื่อก้าวออกไปจากตำหนักมรณะแห่งนี้ เสียงทุบประตูก็ดังสนั่นหวั่นไหวจากด้านนอก
"เปิดประตูเดี๋ยวนี้! ข้าได้กลิ่นพิษในตำหนักนี้... ฝ่าบาททรงอยู่ที่นี่หรือไม่!"
เสียงนั้นไม่ใช่ใครอื่น... แต่เป็นเสียงของ "องค์ชายอวี้เฉิง" พระอนุชาต่างมารดาผู้กุมอำนาจกอง
และเมื่อบานประตูถูกพังทลายลงด้วยกำลังคน สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาทุกคนในห้องนั้น ไม่ใช่เพียงแค่จักรพรรดิผู้กำลังสิ้นสติใกล้ตาย... แต่เป็นห่อผ้าไหมสีขาวชุ่มเลือดที่องค์ชายอวี้เฉิงโยกโยนลงบนพื้นแทบเท้าของไป๋หลิน พร้อมกับรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมที่เอ่ยคำประกาศิตซึ่งทำให้นางต้องหยุดชะงัก
"เจ้าคิดว่ามีแค่เจ้าคนเดียวหรือที่วางแผนเป็น... ดูให้ดีเสียสว่า ในห่อผ้านั่น คือหัวใจของใคร!"
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดำดิ่งไปกับความเจ็บปวดนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ มิคายามวิกาล
นางกำนัลไร้ใจกับฝ่าบาทผู้โหยหาไออุ่น•ตอนที่ 24
กลิ่นหอมมรณะ
ผลงานโดย มิคายามวิกาล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มิคายามวิกาล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นางกำนัลไร้ใจกับฝ่าบาทผู้โหยหาไออุ่น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!