“หากฝ่าบาททรงคิดว่าน้ำตากลืนเลือดของหม่อมฉันเมื่อสามปีก่อน จะสามารถชำระล้างความอัปยศที่พระองค์ทรงประทานให้ได้... ก็ทรงพระกรุณาหยิบกระบี่เล่มนั้นขึ้นมาปลิดชีพหม่อมฉันเสียตอนนี้เถอะเพคะ”
สุ้มเสียงของไป๋หลินราบเรียบราวกับผืนน้ำในบึงลึกที่ถูกแช่แข็งด้วยลมเหมันต์ เธอยืนตรงแหน่วอยู่เบื้องหน้าพระพักตร์ของจักรพรรดิหานจิ้น แสงเทียนสีส้มสลัวภายในตำหนักบูรพาไม่ได้ช่วยขับไล่ความหนาวเหน็บที่แผ่ออกมาจากร่างระหงของนางเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม หานจิ้นกลับรู้สึกราวกับว่าหัวใจของตนเองกำลังถูกบีบด้วยอุ้งมือที่มองไม่เห็น ทรวงอกของโอรส heaven สูบฉีดโลหะร้อนผ่าวด้วยความคลุ้มคลั่งและสำนึกผิดที่กัดกินวิญญาณทุกค่ำคืน
หานจิ้นก้าวเท้าเข้าไปใกล้ กลิ่นอายบุรุษเพศที่คุ้นเคยและน่าสะพรึงกลัวโชยปะทะนาสิกของนาง ดวงเนตรคมกลาบของฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่แดงก่ำระคนความร้าวราน มือหนาที่เคยเปื้อนเลือดและเคยปัดป่ายร่างของนางลงสู่ความตายอย่างไร้เยื่อใย บัดนี้กลับสั่นเทาอย่างควบคุมไม่อยู่ยามที่เอื้อมไปหมายจะสัมผัสพวงแก้มเนียนนุ่ม
“ไป๋หลิน... เจ้ามองข้าด้วยสายตาเช่นนั้นอีกแล้ว” สุ้มเสียงทุ้มต่ำแหบพร่าหลุดลอดมาจากลำพระโอษฐ์ที่สั่นระริก “สายตาที่เหมือนอยากจะฆ่าข้าให้ตายทั้งเป็น... แต่ในขณะเดียวกัน เจ้าก็รู้ดีว่าร่างกายของเจ้ามันตอบสนองต่อข้ามากแค่ไหน”
“พะยะค่ะ... หม่อมฉันมันเป็นเพียงสตรีไร้ยางอายที่ยอมเอาตัวเข้าแลกเพื่ออำนาจและการแก้แค้น” ไป๋หลินแค่นหัวร่อในลำคอ ดวงตาดอกท้อคู่สวยวับวาวด้วยหยาดน้ำตาที่นางพยายามสะกดกลั้นไว้อย่างสุดกำลัง มันคือเสี้ยววินาทีแห่งความอ่อนแอที่เล็ดลอดออกมาจากเกราะป้องกันน้ำแข็งหนาทึบ เพียงเสี้ยววินาทีเดียวเท่านั้นที่ความเจ็บปวดในอดีตฉายชัดผ่านนัยน์ตาคู่นั้น ก่อนที่มันจะถูกแทนที่ด้วยความเย็นชาดุจเดิม
แต่เพียงเสี้ยววินาทีนั้นก็มากพอที่จะทำให้หานจิ้นขาด
“เจ้าอ่อนแอต่อหน้าข้าแล้ว ไป๋หลิน” หานจิ้นกระซิบชิดริมใบหูของนาง ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดลาดไหล่เปลือยเปล่าที่โผล่พ้นอาภรณ์เนื้อดี
ก่อนที่นางจะได้ทันถอยหนี พระองค์ก็รวบร่างบางเข้ามาแนบพระore สองหัตถ์แข็งแกร่งดุจคีมเหล็กโอบกระชับเอวคอดกิ่วจนแทบหลอมรวมเป็นร่างเดียวกัน ริมฝีปากหยักลึกทาบทับลงมาอย่างไร้ความปรานี บดขยี้เรียวปากอิ่มสีชาดที่ดื้อรั้นด้วยความโหยหาและเร่าร้อนราวกับไฟบรรลัยกัลป์
ไป๋หลินสะดุ้งเฮือก มือเรียวเล็กพยายามทุบตีแผงอกกว้างเพื่อผลักไส แต่มันกลับยิ่งปลุกเร้าสัญชาตญาณดิบเถื่อนในตัวจักรพรรดิหนุ่มให้ลุกโชนขึ้นไปอีก หานจิ้นสอดแทรกเรียวลิ้นร้อนเข้าไปกวาดต้อนความหวานล้ำภายในโพรงปากของนางอย่างเอาแต่ใจ รสจูบทั้งดุดันและเว้าวอน เจือไปด้วยกลิ่นคาวสนิมจางๆ ของหยาดน้ำตาที่รินไหลอาบแก้มของสตรีใต้ร่าง ความโกรธแค้นในอดีตกับความปรารถนาอันบ้าคลั่งในปัจจุบันผสมปนเปกันจนแทบแยกไม่ออก
อาภรณ์ทีละชิ้นถูกกระชากทิ้งอย่างไร้ความทะนุถนอม สัมผัสจากปลายนิ้วหยาบกร้านที่ลูบไล้ไปตามผิวเนื้อนวลเนียนสร้างความสะท้านเยือกไปทั่วสรรพางค์ ไป๋หลินหอบสะท้านยามที่ความรุ่มร้อนของบุรุษผู้เป็นทั้งสามีและผู้สังหารครอบครัวแผ่ซ่านเข้ามาครอบครองเรือนร่าง นางแอ่นกายรับสัมผัสอันวาบหวามนั้นด้วยความรู้สึกที่ขัดแย้งในใจ—ร่างกายทรยศต่อความแค้น สมองกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด แต่ส่วนลึกกลับโหยหาการเติมเต็มเพื่อลบเลือนรอยแผลเป็นในอดีต
เสียงหอบหายใจกระชั้นชิดเคล้าคลอไปกับเสียงครางต่ำในลำคอของหานจิ้นที่ดังสะท้อนก้องตำหนักบูรพา พระองค์กักขังนางไว้ภายใต้วงแขน กำราบความพยศด้วยบทรักที่ทั้งดุดัน ดื่มด่ำ และเปี่ยมด้วยหยาดเหงื่อแห่งความทรมานทางจิตวิญญาณ ทุกจังหวะการเคลื่อนไหวคือการไถ่บาปที่สายเกินแก้ ทุกสัมผัสคือการตอกย้ำว่าพวกเขาทั้งคู่ต่างติดอยู่ในวังวนแห่งความตายและการเกิดใหม่บนคราบน้ำตา
ยามที่ความสุขสมระลอกแล้วระลอกเล่าซัดสาดเข้าใส่จนร่างบางสั่นสะท้าน ไป๋หลินซบใบหน้าลงกับลาดพระอंसกแกร่ง ปล่อยให้น้ำตาหยดสุดท้ายไหลรินลงบนผิวเนื้อของบุรุษที่นางเกลียดชังที่สุด... และอาจจะรักมากที่สุดเช่นกัน
ความเงียบงันโรยตัวปกคลุมตำหนักหลังใหญ่ มีเพียงเสียงลมหายใจที่ค่อยๆ สงบลงของคนทั้งคู่
หานจิ้นกอดกระชับร่างเปลือยเปล่าของนางไว้แนบพระอุระ ราวกับกลัวว่าตื่นบรรทมมาแล้วนางจะสลายหายไปดั่งควันไฟ พระองค์ก้มลงจุมพิตหน้าผากมนด้วยความรักใคร่ที่อัดแน่นจนล้นปรี่ ก่อนจะเอ่ยกระซิบเบาๆ ด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ “ข้าจะชดใช้... ข้าจะชดใช้ทุกอย่างให้เจ้า ไป๋หลิน”
ไป๋หลินหลับตาลง ปิดบังประกายตาวับวาวที่ซ่อนความลับอันน่าสะพรึงกลัวเอาไว้ นางยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มเยือกเย็นที่มืดมนที่สุดในชีวิต
*ชดใช้หรือเพคะ? ต่อให้พระองค์เอาชีวิตเข้าแลก... ก็ยังไม่สาสมกับสิ่งที่ทรงทำไว้หรอก*
ทว่า ในขณะที่ไป๋หลินกำลังจะเอ่ยคำปฏิเสธเชือดเฉือนเพื่อตอกย้ำความเจ็บปวดให้เขาอีกครา เสียงฝีเท้าเร่งรีบและเสียงเคาะประตูรัวเร็วจากขันทีคนสนิทก็ดังขึ้นที่หน้าตำหนัก ขัดจังหวะบรรยากาศอันบีบคั้นหัวใจ
“ฝ่าบาท! ฝ่าบาทพะยะค่ะ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพะยะค่ะ!” เสียงตะโกนของขันทีสั่นเทาราวกับเห็นผีสาง “มี... มีเด็กชายคนหนึ่ง แอบเล็ดลอดเข้าไปในเขตพระราชฐานชั้นใน... และ... และ...”
หานจิ้นขมวดพระขนมด้วยความไม่พอใจ ตรัสถามด้วยสุ้มเสียงทรงอำนาจ “มีอะไร! พูดให้มันชัดเจน!”
“เด็กคนนั้น... หน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกับพระองค์ราวกับแกะ... และที่สำคัญ เด็กคนนั้นถือป้ายหยกประจำตัวของ... ของพระสนมเอกที่สิ้นพระชนม์ไปแล้วพะยะค่ะ!”
หัวใจของไป๋หลินกระตุกวูบ ดำดิ่งลงสู่เหวลึกในทันทีที่ได้ยินประโยคหลัง ส่วนหานจิ้นถึงกับเบิกเนตรกว้างด้วยความตกตะลึง ร่างทั้งร่างแข็งค้างราวกับถูกสายฟ้าฟาดกลางวันแสกๆ
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมดำดิ่งไปกับความเจ็บปวดนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ มิคายามวิกาล
นางกำนัลไร้ใจกับฝ่าบาทผู้โหยหาไออุ่น•ตอนที่ 25
ภายใต้หน้ากากน้ำแข็ง
ผลงานโดย มิคายามวิกาล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มิคายามวิกาล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นางกำนัลไร้ใจกับฝ่าบาทผู้โหยหาไออุ่น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!