นางกำนัลไร้ใจกับฝ่าบาทผู้โหยหาไออุ่น•ตอนที่ 29

ความจริงที่ถูกเปิดเผย

ผลงานโดย มิคายามวิกาล
"ฝ่าบาททรงคิดว่า ความตายของสนมเอกอี้เมื่อสามปีก่อน เป็นเพียงอุบัติเหตุในตำหนักเย็นจริงๆ หรือเพคะ?" ซุ่มเสียงของไป๋หลินดังก้องกังวาน ท่ามกลางความเงียบงันราวกับป่าช้าภายในท้องพระโรงใหญ่ แสงเทียนสีส้มวับแวมสะท้อนดวงตาคู่คมที่เยียบเย็นดั่งน้ำแข็ง เธอไม่ได้คุกเข่าลงอ้อนวอนอย่างน่าสมเพชเช่นอดีต หากแต่ยืนหยัดตรงหน้าบัลลังก์มังกรด้วยท่าทีองอาจ ราวกับพญาหงส์ที่กาง จักรพรรดิหานจิ้นชะงักค้าง พระหัตถ์ที่กำพนักเก้าอี้สั่นเทาอย่างควบคุมไม่อยู่ พระพักตร์ซีดเผือดลงถนัดตาเมื่อได้ยินนามที่เขาพยายามฝังกลบไว้ในส่วนลึกที่สุดของความรู้สึกผิด สามปี... สามปีที่เขาใช้ชีวิตราวกับคนตายทั้งเป็น สามปีที่ความโหดร้ายและอำนาจมืดครอบ "ไป๋หลิน... เจ้ากล้าดียังไง..." สุรเสียงของพระองค์แหบพร่า สั่นเครือ ไร้ซึ่งอำนาจแห่งโอรสสวรรค์ มีเพียงความหวาดกลัวที่กำลังกัดกินขั้วหัวใจ เมื่อเงาร่างของสตรีตรงหน้าซ้อนทับกับภาพอดีต—สตรีผู้ซึ่งเขาเคยสั่งประหารด้วยมือตนเองโดยไม่ยอมรับฟังคำแก้ตัวใดๆ "หม่อมฉันหาได้อาจหาญเพคะ... หม่อมฉันเพียงแต่นำ 'ความจริง' ที่พระองค์ทรงปิดตาข้างหนึ่งมาตลอด กลับมาวางไว้ตรงหน้าพระพักตร์ต่างหาก" ไป๋หลินก้าวเข้าไปใกล้ทีละก้าว ทุกย่างก้าวของเธอดุจเสียงฝีก้าวของยมทูตที่นับถอยหลังเวลาแห่งความสุขจอมปลอมของเขา เธอสะบัดแขนเสื้อแพรต่วนออก เผยให้เห็นม้วนราชสาส์นลับที่เปื้อนคราบโลหิตแห้งกรัง—หลักฐานชิ้นสำคัญที่มัดตัวจักรพรรดิและเหล่าขุนนางกังฉินไว้อย่างดิ้นไม่หลุด "เจ้าได้มันมาจากไหน..." หานจิ้นผุดลุกขึ้นจากบัลลังก์ พระเนตรเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก พระองค์ก้าวลงมาหมายจะคว้าข้อมือเรียวบางนั้น ทว่าไป๋หลินกลับถอยหลังหลบอย่างรังเกียจ สายตาที่เธอมองมาเต็มไปด้วยความดูแคลนและสมเพชเวทนา ยิ่งตอกย้ำให้หัวใจของจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่แตกสลายเป็นเสี่ยงๆ "หม่อมฉันต้องแลกมาด้วยอะไรบ้าง พระองค์ย่อมรู้ดีที่สุด..." ไป๋หลินแค่นหัวเราะเสียงต่ำ หยาดน้ำตาแห่งความคับแค้นเอ่อคลอหน่วยแต่ไม่ยอมร่วงหล่น "วันที่หม่อมฉันถูกตราหน้าว่าเป็นกบฏ วันที่ลูกในครรภ์ต้องดับสิ้นไปพร้อมกับความไว้วางใจ... พระองค์เสวยสุขอยู่บนความตายของพวกเรา ขณะที่หม่อมฉันต้องคลานขึ้นมาจากขุมนรกเพื่อทวงความยุติธรรมในวันนี้!" คำพูดแต่ละคำเปรียบเสมือนกริชน้ำแข็งที่กรีดแทงลงบนเนื้อสดๆ ของหานจิ้น เข่าของจักรพรรดิผู้เกรียงไกรทรุดฮวบลงแทบเท้าของเธอ พระองค์คว้าชายผ้ากระโปรงของนางไว้แน่น หยาดน้ำตาแห่งความสำนึกผิดหลั่งรินอาบสองแก้มอย่างไม่อายฟ้าดิน "หลินเอ๋อร์... พี่ผิดไปแล้ว... พี่มันโง่เขลา... ขอร้องล่ะ... ลงโทษพี่เถียงเถิด แต่อย่ามองพี่ด้วยสายตาที่ไร้เยื่อใยเช่นนี้เลย..." หานจิ้นร่ำไห้อย่างน่าเวทนา มือหนาสั่นเทาเอื้อมไปสัมผัสเรียวขาของนางอย่างอ้อนวอน ไร้ซึ่งศักดิ์ศรีแห่งกษัตริย์ มีเพียงบุรุษผู้โหยหาไออุ่นและกำลังจะสูญเสียลมหายใจหากไร้ซึ่งนาง ไป๋หลินก้มมองบุรุษผู้เคยเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของเธอลงกับพื้นด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ทว่าลึก ภายในกายสาวกลับร้อนรุ่มขึ้นด้วยเพลิงแห่งการแก้แค้นและความปรารถนาอันซับซ้อน ร่างกายที่เคยถูกทำลายล้างบัดนี้ตื่นตัวขึ้นภายใต้สัมผัสที่สั่นเทานั้น ความโกรธแค้นและความเร่าร้อนหลอมรวมกันจนกลายเป็นแรงดึงดูดอันตราย เธอโน้มตัวลงใช้เรียวปลายนิ้วเชยคางสลักเสลาของอดีตสวามีขึ้น บังคับให้เขาต้องสบตากับเธอ "อยากไถ่บาปนักมิใช่หรือเพคะ... ฝ่าบาท?" น้ำเสียงของเธอกระซิบแผ่วเบาข้างริมฝีปากที่สั่นระริกของเขา เต็มไปด้วยเสน่ห์ยั่วยวนที่อันตรายถึงชีวิต "ถ้าเช่นนั้น ก็จดจำความเจ็บปวดนี้ให้ขึ้นใจ... แล้วถวายชีวิตและร่างกายของพระองค์ให้หม่อมฉันเสียสิ" สิ้นคำประกาศิต ไป๋หลินก็กระชากคอเสื้อฉลองพระองค์ลงมา ประทับริมฝีปากลงไปอย่างดุดันและเอาแต่ใจ รสจูบที่เต็มไปด้วยรสชาติของเลือด น้ำตา และความแค้น ปลุกเร้าสัญชาตญาณดิบเถื่อนในกายของทั้งสองให้ปะทุขึ้น หานจิ้นครางฮัมในลำคอด้วยความโหยหา พระองค์พลิกร่างบางลงแนบกับแท่นบรรทมมังกรอย่างรวดเร็วราวกับคนกระหายน้ำกลางทะเลทราย ริมฝีปากร้อนผ่าวพรมจูบไปทั่วลำคอระหงและลาดไหล่เนียนนุ่มที่ปรากฏรอยแผลเป็นจางๆ—หลักฐานแห่งความโหดร้ายที่เขาเป็นคนสร้างขึ้นด้วยมือตนเอง ความรู้สึกผิดและตัณหาหลอมรวมกันเป็นความเร่าร้อนที่แผดเผาจนแทบคลั่ง หานจิ้นขบเม้มผิวกายขาวผ่องด้วยความรักและสำนึกบาป ขณะที่เรียวมือของไป๋หลินก็จิกทึ้งลงบนแผ่นหลังกว้างของเขาอย่างระบายอารมณ์ ทั้งรัก ทั้งชัง ทั้งลึกซึ้ง และเจ็บปวดเจียนตาย เสียงลมหายใจหอบกระชั้นและเสียงครางต่ำประสานกันก้องตำหนักมังกรอันมืดมิด แรงสอดประสานที่หนักหน่วงและเต็มไปด้วยความโหยหาดำเนินไปเนิ่นนานท่ามกลางราตรีกาลอันเหน็บหนาว หยาดเหงื่อชะโลมกายทั้งสองจนชุ่มฉ่ำ ราวกับการชำระล้างบาปหนาด้วยเปลวเพลิงแห่งอารมณ์อันเร่าร้อนที่สุดในรอบสามปี ทว่า... ในขณะที่หานจิ้นกำลังเคลิบเคลิ้มไปกับความสุขสมอันล้นพ้นและซุกใบหน้าลงกับอกอิ่มของนาง ไป๋หลินกลับลืมตาโพลงขึ้นในความมืด ดวงตาคู่นั้นไม่มีร่องรอยของความเคลิบเคลิ้มเลยแม้แต่น้อย มีเพียงความเย็นชาและแผนการอันแยบยลที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังรอยยิ้มหยัน มือเรียวบางที่กำลังโอบกอดแผ่นหลังของเขา ค่อยๆ เลื่อนลงมาหยิบก,ฤษฎีกาลับที่ซ่อนไว้ใต้หมอน—และในวินาทีนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักหน่วงพร้อมกับแสงคบเพลิงสว่างจ้าก็สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างตำหนัก พร้อมกับเสียงทุ้มต่ำของแม่ทัพใหญ่ผู้กุมกำลังทหารครึ่งหนึ่งของแคว้นที่ตะโกนก้องเข้ามาโดยไม่รอพระราชานุญาต "ฝ่าบาท! หม่อมฉันได้รับรายงานว่ามีกบฏลอบเข้า... เอ๊ะ..." แม่ทัพหนุ่มชะงักค้างกลางคัน ดวงตาเบิกกว้างเมื่อเห็นภาพตรงหน้า—และสิ่งสำคัญยิ่งกว่าคือ มผ่นป้ายหยกประจำตัวองค์รัชทายาทที่แท้จริง ซึ่งหล่นกลิ้งอยู่แท่นบรรทม ใกล้กับร่างของเด็กชายวัยสามขวบผู้มีใบละม้ายคล้ายคลึงกับหานจิ้นราวกับพิมพ์เดียวกัน ที่กำลังยืนจับชายผ้าของไป๋หลินด้วยแววตานิ่งสนิทไร้ความกลัว! ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมดำดิ่งไปกับความเจ็บปวดนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ มิคายามวิกาล
สารจากนักเขียน (มิคายามวิกาล)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นางกำนัลไร้ใจกับฝ่าบาทผู้โหยหาไออุ่น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%