กลิ่นอายของกำยานดอกกุ้ยฮวาในตำหนักบูรพาไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศผ่อนคลายลงเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม... มันกลับคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นอายแห่งความหวาดกลัวที่ลอยวนราวกับหมอกพิษในฤดูหนาว
บนพื้นหินอ่อนขัดมันวาว สนมเอกหลิวฮวาผู้เคยเชิดหน้าชูตาและเหยียบย่ำชีวิตของนางกำนัลตัวเล็กๆ อย่างไม่ไยดี บัดนี้กำลังคุกเข่าตัวสั่นเทาอยู่เบื้องล่าง เส้นผมที่เคยเกล้าไว้อย่างประณีตประดับปิ่นทองคำฝังหยกหลุดลุ่ยไม่เป็นทรง อาภรณ์แพรต่วนสีแดงสดเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบชาสมุนไพรสีดำสนิทที่นางจงใจทำหกใส่ตนเองเพื่อเรียกร้องความเวทนา
แต่ในสายตาของไป๋หลิน... ภาพนั้นช่างน่าสมเพชเวทนาและไร้ซึ่งราคาค่างวดเสียยิ่งกว่าเศษฝุ่นใต้ฝ่าเท้า
"เจ้าค่ะ... เจ้าค่ะ หม่อมฉันผิดไปแล้ว พระสนมไป๋... ได้โปรดเมตตา เมตตาข้าด้วยเถิด!" เสียงกรีดร้องปนสะอื้นไห้ของหลิวฮวาแหลมสูงจนบาดแก้วหู นางพยายามคลานเข้าไปหาชายอาภรณ์สีนิลปักลายหงส์เงินของไป๋หลิน ทว่ากลับถูกปลายรองเท้าผ้าปักลายดอกเหมยของอีกฝ่ายเขี่ยให้ออกห่างอย่างไม่ไยดี ราวกับกำลังปัดกวาดแมลงตัวหนึ่งที่น่ารังเกียจ
ไป๋หลินนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ไม้จันทน์แกะสลัก ดวงตากลมโตคู่คมกริบดั่งใบมีดน้ำแข็งทอดมองลงมาด้วยความเยียบเย็น ไร้ซึ่งร่องรอยของความโกรธเกรี้ยว... มีเพียงความว่างเปล่าที่ลึกล้ำและน่ากลัวยิ่งกว่าความตาย
"เมตตาหรือ?" ไป๋หลินทวนคำ น้ำเสียงนุ่มนวลแต่เย็นเยียบจนอุณหภูมิในห้องราวกับลดฮวบลงหลายองศา "ในวันที่เจ้าสั่งโบยข้าจนแผ่นหลังอาบเลือด และบังคับให้ข้าดื่มน้ำแกงพิษที่เกือบพรากวิญญาณข้าไป... เจ้าเคยรู้จักคำว่าเมตตาบ้างหรือไม่, พระสนมหลิว?"
หลิวฮวาตัวสั่นสะท้านสะอื้นจนตัวโยน ร่างกายทรุดฮวบลงแนบพื้น "วันนั้น... วันนั้นข้าแค่ทำตามคำสั่ง... ข้าถูกความอิจฉาริษยาครอบงำ... ได้โปรด ไว้ชีวิตข้าด้วย ฝ่าบาท... ฝ่าบาททรงโปรดเสด็จมาช่วยหม่อมฉันด้วยเพคะ!" นางตะโกนเรียกหาบุรุษผู้ครองบัลลังก์มังกรราวกับคนจมน้ำที่คว้าได้เพียงฟางเส้นสุดท้าย
ทว่า... ประตูตำหนักที่ปิดสนิทกลับไร้ซึ่งเงาของจักรพรรดิหานจิ้น มีเพียงความเงียบงันที่กดดันจนแทบหายใจไม่ออก
ไป๋หลินลุกขึ้นยืนช้าๆ ท่วงท่าของนางสง่างามและเย่อหยิ่งราวกับพญาหงส์ที่เพิ่งกางปีกครอบครองนภากาศ นางก้าวเข้าไปใกล้ร่างที่กำลังสอดส่ายสายตาด้วยความหวาดกลัว คุกเข่าลงช้าๆ จนสายตาอยู่ในระดับเดียวกัน ปลายนิ้วเรียวเรียบเนียนเอื้อมไปเชยคางของหลิวฮวาขึ้นบังคับให้สบตา
"เจ้าเรียกหาฝ่าบาทงั้นหรือ?" ไป๋หลินแย้มรอยยิ้มบางเบາ รอยยิ้มที่งดงามราวกับดอกไม้พิษในยามวิกาล ทว่ากลับทำให้หลิวฮวากรีดร้องในลำคอด้วยความหวาดผวา "บุรุษผู้โง่เขลานั่น... บัดนี้กำลังซมซานคุกเข่าอยู่หน้าตำหนักเย็นเพื่อขอร้องให้ข้าอภัยโทษให้เขา เจ้าคิดว่าเขาจะสนใจใยดีเศษสวะเช่นเจ้าอย่างนั้นหรือ?"
"เจ้า... นังปีศาจ!" หลิวฮวาลืมตัวแผดเสียงกรีดร้องด้วยความคับแค้นใจ สัญชาตญาณดิบเถื่อนสั่งให้นางเงื้อมือขึ้นหมายจะตบใบหน้าอันงดงามที่นางเกลียดชังนักหนา
แต่... ช้าไป...
เงาร่างมหึมาของบุรุษผู้หนึ่งพุ่งวาบเข้ามาด้วยความเร็วดุจสายฟ้า ฝ่ามือใหญ่กำรอบข้อมือของหลิวฮวาไว้แน่นจนกระดูกแทบแหลกคามือ แรงบีบนั้นหนักหน่วงและเหี้ยมเกรียมจนสนมเอกสาวกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดระ Mัว
"บังอาจ!"
สุ้มเสียงทุ้มต่ำที่เต็มไปด้วยโทสะและอำนาจมืดคำรามก้อง จักรพรรดิหานจิ้นยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าไป๋หลิน ดวงเนตรคมกริบทอดมองหลิวฮวาด้วยแววตาอำมหิตดั่งพญามัจจุราช "ผู้ใดอนุญาตให้เจ้าแตะต้องนาง... หลิวฮวา ชะตากรรมของเจ้าในวันนี้ สมควรตายสิบครั้งก็ยังน้อยเกินไป!"
ไป๋หลินชักมือกลับอย่างราบเรียบ นางลุกขึ้นยืนแล้วถอยหลังเว้นระยะห่างอย่างเยินยอและไร้เยื่อใย ดวงตาสีรัตติกาลมองดูบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ที่บัดนี้ยอมทำทุกอย่างเพื่อแลกกับเศษเสี้ยวความสนใจจากนาง
"ฝ่าบาท..." หลิวฮวาน้ำตาอาบแก้ว นางมองสภาพของจักรพรรดิที่แทบไม่เหลือมาดผู้เหนือหัว ไร้ซึ่งความสง่างาม มีเพียงความคลุ้มคลั่งและหวาดกลัวที่จะสูญเสียสตรีตรงหน้าไป "พระองค์ทรงลุ่มหลงนางจนมืดบอดแล้วหรือเพคะ! นังนี่มันคืองูพิษ! มัน..."
"หุบปาก!" หานจิ้นตวาดกร้าว นัยน์ตาแดงก่ำด้วยความโกรธ "ทหาร! ลากนางออกไปโบยหนึ่งร้อยไม้ แล้วปลดเป็นสามัญชน เนรเทศไปชายแดนตลอดชีวิต!"
"ไม่! ไม่นะเพคะ! ฝ่าบาท! พระองค์จะทำกับหม่อมฉันเช่นนี้ไม่ได้!" เสียงกรีดร้องโหยหวนดังสะท้อนไปทั่วตำหนัก ก่อนที่ร่างของหลิวฮวาจะถูกทหารองครักษ์ลากถูออกไปอย่างไร้ความปรานี ทิ้งไว้เพียงรอยเลือดจางๆ บนพื้นหินอ่อน
ความเงียบงันกลับคืนสู่ตำหนักบูรพาอีกครั้ง กลิ่นอายของความตายและความเร่าร้อนบางอย่างลอยอบอวลขึ้นมาแทนที่
หานจิ้นหันกลับมามองสตรีผู้เป็นเจ้าของดวงใจ เขาหายใจหอบถี่ ดวงตาเต็มไปด้วยความโหยหาและอารมณ์ดิบเถื่อนที่พยายามกดขี่ไว้ไม่ไหว พระองค์ก้าวเข้ามาประชิดร่างของไป๋หลินอย่างรวดเร็ว ก่อนจะรวบเอวบางของนางเข้าหาตัวด้วยแรงทั้งหมดที่มี ราวกับกลัวว่าหากเผลอไปเพียงเสี้ยววินาที นางจะสลายหายไปในอากาศ
"หลินเอ๋อร์..." เสียงทุ้มแหบพร่ากระซิบแนบชิดริมใบหู ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดต้นคอระหง "เจ้าพอใจแล้วหรือยัง? การแก้แค้นของเจ้า... ทำให้ใจเจ้าหายเย็นลงบ้างไหม... หรือต้องให้เลือดของข้าอีกคน เจ้าถึงจะยอมมองข้าด้วยสายตาที่เคยเป็น..."
ไป๋หลินไม่ดิ้นรน นางปล่อยให้เขากักขังอยู่ในอ้อมแขนที่ร้อนระอุราวกับเตาไฟ ปลายนิ้วเรียวเย็นเฉียบของนางแตะลงบนแผงอกกว้างที่มีเสียงหัวใจเต้นระรัวราวกับกลองศึก นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขา รอยยิ้มเย้ายวนแต่ไร้ซึ่งหัวใจแย้มขึ้นที่มุมปาก
"เลือดของพระองค์หรือ?" ไป๋หลินหัวเราะเบาๆ ในลำคอ น้ำเสียงทุ้มหวานเย้ายวนดั่งปีศาจสาวล่อลวงวิญญาณ "ฝ่าบาททรงคิดว่าเลือดสกปรกของพระองค์ มีค่าพอที่จะแลกกับความเจ็บปวดที่ข้าเคยได้รับอย่างนั้นหรือเพคะ?"
คำพูดนั้นเปรียบเสมือนน้ำมันราดลงบนกองเพลิง หานจิ้นคำรามต่ำในลำคอด้วยความคลุ้มคลั่ง ความอดกลั้นทั้งหมดพังทลายลงในชั่วพริบตา ริมฝีปากร้อนจัดประกบจูบลงมาที่ริมฝีปากนุ่มของนางอย่างดุดัน เร่าร้อน และป่าเถื่อน ไร้ซึ่งความอ่อนโยน มีเพียงความหิวกระหายและโหยหาที่ถูกกักเก็บมานานนับแรมปี
ไป๋หลินเผยอริมฝีปากต้อนรับรสจูบอันรุนแรงนั้นอย่างยินยอมพร้อมใจ ลิ้นร้อนเกี่ยวพันตักตวงความหวานล้ำท่ามกลางกลิ่นอายของเลือดและชัยชนะ มือหนาของหานจิ้นฉีกกระชากอาภรณ์ของนางออกอย่างไร้ความปราณี เผยให้เห็นผิวเนียนละเอียดดั่งไข่มุกที่เรืองรองในแสงเทียน
สัมผัสที่หยาบโลนแต่เปี่ยมด้วยความปรารถนาร้อนแรงแผดเผาร่างกายทั้งสองให้หลอมละลายเข้าหากัน เสียงหอบหายใจกระเส่าดังประสานกับเสียงอาภรณ์เสียดสีกันในความมืด ร่างกายของทั้งคู่แนบชิดผสานกันอย่างไร้รอยต่อ ท่ามกลางบทเพลงแห่งความรักและการแก้แค้นที่เร่าร้อนจนแทบแผดเผาทุกสิ่งให้เป็นจุล
ทว่า... ในย่างก้าวแห่งความสุขสมที่ลึกซึ้งและมัวเมานั้น ไป๋หลินกลับลืมตาขึ้น ดวงตาสีรัตติกาลของนางไร้ซึ่งความเคลิบเคลิ้ม มีเพียงประกายแห่งความอำมหิตและแผนการขั้นสุดท้ายที่กำลังเริ่มต้นขึ้น
...และในขณะที่หานจิ้นกำลังหลับใหลไปกับความอ่อนล้าบนเตียงนอนอันอบอุ่น สายตาของไป๋หลินก็เหลือบไปเห็นกระดาษแผ่นหนึ่งที่ร่วงหล่นอยู่ใต้โต๊ะทรงอักษร ลายมือที่คุ้นเคยสะดุดตาทำให้ลมหายใจของนางสะดุดกึก... มันคือรายชื่อลับของกลุ่มกบฏที่นางตามหามานานแรมปี ทว่าลายมือที่กำกับอยู่ด้านล่างสุดกลับไม่ใช่ของใครอื่น... แต่มันคือตราประทับประจำตัวขององค์ชายเล็ก "หานหลง" ผู้เป็นโอรสลับที่นางซ่อนไว้ในตำหนักนอกวัง!
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ติดตามนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
นางกำนัลไร้ใจกับฝ่าบาทผู้โหยหาไออุ่น•ตอนที่ 9
เสียงกรีดร้องใต้ฝ่าเท้า
ผลงานโดย มิคายามวิกาล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มิคายามวิกาล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นางกำนัลไร้ใจกับฝ่าบาทผู้โหยหาไออุ่น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!