กลิ่นอายจางๆ ของไวน์แดงราคาแพงยังคงลอยวนอยู่ในอากาศ ผสมผสานกับความเย็นยะเยือกจากเครื่องปรับอากาศที่ถูกปรับลดอุณหภูมิลงจนผิวเนื้อของรินรดาพราวระยับด้วยเม็ดเหงื่อละเอียด ทว่าความหนาวเย็นเหล่านั้นกลับเทียบไม่ได้เลยกับความเย็นชาในแววตาของคนที่ยืนค้ำร่างเธออยู่บนเตียงนอนกว้าง ประตูห้องนอนลับเพิ่งจะปิดสนิทลงพร้อมกับกลอนล็อกอัตโนมัติที่ส่งเสียงคลิกเบาๆ แต่ดังก้องกังวานในความรู้สึกของสถาปนิกสาวผู้เย่อหยิ่ง
รินรดาถอยร่นแผ่นหลังจนชิดกับหัวเตียงบุหนังสีดำสนิท ดวงตาคู่คมจ้องมองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยความระแวงระวัง เธอกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือเพื่อสะกดกลั้นความสั่นไหวของร่างกาย คีรินในยามนี้ไม่ได้สวมสูททางการ เม็ดกระดุมเสื้อเชิ้ตสีเข้มถูกปลดออกจนเผยให้เห็นรอยสักรูปมังกรเลื้อยพันลงมาถึงแผ่นอกแกร่ง ภาพนั้นทั้งดิบเถื่อนและทรงอำนาจจนเธอแทบจะหยุดหายใจ
"มองทำไม รินรดา..." เสียงทุ้มต่ำลอดไรฟันออกมาอย่างเยียบเย็น คีรินก้าวเข้ามาประชิดเตียง โน้มตัวลงใช้มือข้างหนึ่งกักขังกรอบหน้าเรียวของเธอไว้ ปลายนิ้วหยาบกร้านลูบไล้ไปตามแนวขากรรไกรอย่างถือสิทธิ์ "คิดว่าฉันจะพาเธอมาขังไว้เฉยๆ เพื่อเล่นเกมตบตาไอ้ศิลาแค่นั้นงั้นเหรอ... เธอมันประเมินความแค้นของฉันต่ำเกินไป"
"คุณต้องการอะไรจากฉันอีก คีริน!" รินรดาเค้นเสียงลอดไรฟันออกไปบ้าง แม้หัวใจจะเต้นระรัวด้วยความหวาดกลัว แต่ศักดิ์ศรีที่ค้ำคอทำให้เธอยังคงเชิดหน้าสู้ "ถ้าเรื่องโปรเจกต์ตึกคอมเพล็กซ์นั่น ฉันบอกแล้วว่าฉันทำตามหน้าที่ สัญญาประมูลมันโปร่งใส ไม่มีทาง—"
"ใครพูดถึงเรื่องงานกักขฬะพรรค์นั้นกัน!" คีรินสวนกลับเสียงกร้าว ดวงตาสีเข้มวาวโรจน์ขึ้นด้วยไฟโทสะที่ถูกจุดขึ้นมาอย่างฉับพลัน เขากระชากมือออกจากการจับกุมใบหน้าของเธอ เปลี่ยนเป็นคว้าข้อมือบางทั้งสองข้างตรึงไว้เหนือหัวด้วยมือเดียว ร่างหนาทาบทับลงมาจนรินรดาแทบไม่มีพื้นที่หายใจ "ฉันกำลังพูดถึงเรื่องของครอบครัวเธอ... เรื่องของพ่อแม่ผู้ดีมีศีลธรรมที่เธอพยายามเทิดทูนนักหนายังไงล่ะ!"
คำว่า 'ครอบครัว' กระแทกเข้ากลางใจของสถาปนิกสาวอย่างจัง สีหน้าของเธอเปลี่ยนจากความดุดันเป็นความซีดเผือดในเสี้ยววินาที ร่างกายที่เคยเกร็งขืนกลับอ่อนยวบลงด้วยแรงกระแทกทางอารมณ์ที่รุนแรงเกินกว่าจะตั้งรับ
"คุณ... หมายความว่ายังไง" เสียงของเธอน้อยนิดจนแทบกลืนหายไปกับความเงียบ แววตาที่เคยแข็งกร้าวสั่นระริก หยดน้ำใสเอ่อคลอขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่โดยไม่รู้ตัว
คีรินแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยร่องรอยของอดีตอันเจ็บปวด เขาค่อยๆ คลายแรงบีบที่ข้อมือของเ antes ออก แต่ยังคงกักขังเธอไว้ด้วยลำตัวที่แนบชิด ชายหนุ่มเบนสายตาไปมองกรอบรูปครอบครัวขนาดเล็กบนโต๊ะข้างเตียง ซึ่งเป็นภาพที่รินรดานำติดตัวมาด้วย ก่อนจะหันกลับมาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยที่กำลังสั่นไหว
"พ่อของเธอ... วิวัฒน์ สถาปนิกผู้ซื่อสัตย์และมือสะอาดในสายตาทุกคน จำได้ไหมว่าเมื่อสิบปีก่อน เขาเคยเซ็นอนุมัติแบบแปลนโครงสร้างตึกชุดหนึ่ง... โครงการที่ตั้งอยู่บนที่ดินผืนเดียวกับคาสิโนใต้ดินที่ฉันยืนเหยียบอยู่ทุกวันนี้"
รินรดาเบิกตากว้าง ลมหายใจสะดุดกึก สมองของเธอปั่นป่วนจนแทบคิดอะไรไม่ออก "ไม่จริง... พ่อฉันไม่เคยทำอะไรผิดกฎหมาย พ่อเป็นคนสร้างตึก ไม่ใช่คนทำลาย!"
"ใช่... พ่อของเธอเป็นคนออกแบบ แต่รู้ไหมว่าตึกหลังนั้นสร้างขึ้นด้วยเงินสกปรกและเลือดเนื้อของใครบ้าง?" คีรินโน้มใบหน้าลงมา กระซิบถ้อยคำช้าๆ ชัดถ้อยชัดคำข้างใบหูของเธอ เสียงของเขาเย็นเยียบราวน้ำแข็งแต่กลับร้อนรุ่มราวกับเปลวไฟที่แผดเผา "ตึกที่พังถล่มลงมาในคืนฝนตกหนักเมื่อสิบปีก่อน คร่าชีวิตคนงานไปร่วมสิบชีวิต... และหนึ่งในนั้น คือ 'พี่ชายแท้ๆ' ของฉันเอง!"
ราวกับมีสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางห้องนอนสีทึบ ร่างของรินรดาชาวาบไปทั้งตัว ความจริงที่ถูกซ่อนเร้นไว้ภายใต้รอยยิ้มและความภาคภูมิใจในตัวบิดา พังทลายลงในพริบตาเดียว ภาพจำของพ่อผู้ใจดีและอบอุ่นในวัยเด็กซ้อนทับกับความโหดร้ายที่เธอไม่เคยรับรู้
"พ่อฉัน... ไม่เกี่ยวกับเรื่องนั้น" เธอกระซิบเสียงสั่น น้ำตาหยดแรกไหลรินลงมาสัมผัสกับหลังมือของชายหนุ่มที่ยังคงวางอยู่ใกล้แก้ม "พ่อถูกหลอก... โครงการนั้นมีคนอื่นอยู่เบื้องหลังไม่ใช่เหรอ"
"ใช่ มีคนอื่น... และไอ้สารเลวคนนั้นก็คือหุ้นส่วนใหญ่ที่ตอนนี้กำลังร่วมมือกับศิลาเพื่อฮุบโปรเจกต์ใหม่ของเธอไงล่ะ" คีรินเปลี่ยนท่าทีจากความดุดันเป็นความนิ่งงันที่ลึกซึ้ง เขายกมือขึ้นเกลี่ยหยดน้ำตาออกจากแก้มนวลด้วยสัมผัสที่แผ่วเบาอย่างน่าประหลาด สัมผัสที่ขัดแย้งกับความดิบเถื่อนในตัวเขาโดยสิ้นเชิง "รินรดา... เธอคิดว่าฉันกักขังเธอไว้เพราะความใคร่หรือเพราะความแค้นงั้นเหรอ? เปล่าเลย... ฉันกำลังปกป้องเธอจากเงื้อมมือของคนที่ฆ่าพ่อแม่ของเธอทางอ้อมต่างหาก"
สถาปนิกสาวเงยหน้าขึ้นมองบุรุษผู้มีรอยสักเต็มตัว แววตาของเขาในยามนี้ไม่มีความเยาะเย้ยถากถาง มีเพียงความเจ็บปวดร้าวลึกที่ถูกเก็บงำไว้ใต้หน้ากากของความโหดร้ายมานานนับปี ความอบอุ่น สายใยครอบครัวที่เธอโหยหาและพยายามปกป้อง บัดนี้กลับถูกร้อยเรียงเข้ากับบ่วงกรรมอันตรายที่เธอไม่มีทางหลุดพ้น
ในขณะที่ความเงียบงันและแรงดึงดูดอันซับซ้อนกำลังโอบล้อมคนทั้งคู่ไว้ในวังวนแห่งอารมณ์ ทันใดนั้น... เสียงเคาะประตูกระจกเบาๆ จากระเบียงด้านนอกห้องนอนลับก็ดังขึ้นสามครั้งติด
*ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...*
คีรินชะงัก ร่างกายที่เคยผ่อนคลายกลับตึงเกร็งขึ้นในเสี้ยววินาที ดวงตาดุดันหันขวับไปมองม่านทึบแสงที่ปิดสนิททางด้านระเบียงทัน3
รินรดาสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ หัวใจของเธอเต้นกระหน่ำด้วยความหวาดกลัวครั้งใหม่ เมื่อเงาดำทมิฬร่างหนึ่งปรากฏขึ้นทาบทับผ่านผืนผ้าโปร่ง พร้อมกับเสียงกระซิบแหบพร่าจากด้านนอกที่ลอดผ่านเข้ามาในห้องนอน
*"นายใหญ่... คนของศิลาไม่ได้มาแค่คนเดียว แต่มันพา 'แขกไม่速เชิญ' คนสำคัญมาจากกรุงเทพฯ... คนที่ถือเอกสารลับชิ้นสุดท้ายที่คุณตามหามาสิบปีเต็มครับ"*
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมดำดิ่งไปในวังวนเสน่หาอันตรายนี้ด้วยกันนะครับ
สถาปนิกไร้เงากับมาเฟียรอยสักดิบ•ตอนที่ 13
รอยแค้นที่ตามหลอกหลอน
ผลงานโดย ภูริศร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ภูริศร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกไร้เงากับมาเฟียรอยสักดิบ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!