"เอกสารสิทธิ์ฉบับจริงอยู่ที่นี่... ถ้าผู้ใหญ่บ้านและคณะกรรมการทุกท่านยังมีสายตาที่ดีพอ ภาษีอากรและชื่อผู้ครอบครองตามกฎหมายย่อมเป็นเครื่องยืนยันว่า แปลงผักอินทรีย์หยาดเหงื่อแรงกายของผมกับภรรยา ไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับคนหน้าด้านที่จ้องจะฮุบสมบัติคนอื่นมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายายเลยแม้แต่น้อยครับ"
เสียงทุ้มต่ำแต่นิ่งสนิทของพันตรีธนายังก้องกังวานอยู่ในหอประชุมประชาคมหมู่บ้าน บรรยากาศรอบด้านเงียบกริบจนได้ยินเสียงลมหายใจของชาวบ้านนับร้อยชีวิตที่มารุมล้อมมุงดูเหตุการณ์สำคัญ สายตาทุกคู่จับจ้องไปยังโต๊ะไม้ยาวตรงกลาง ที่ซึ่งเอกสารราชการตราครุฑสีแดงสดถูกกางแผ่หลาอยู่เบื้องหน้าผู้ใหญ่บ้าน
รินรดายืนเคียงข้างสามีหนุ่ม เธออยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตลินินสีครีมเรียบง่ายแต่สง่างาม บนใบหน้าไม่มีร่องรอยของความหวาดกลัวแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม แววตากลมโตคู่นั้นกลับฉายประกายความเยือกเย็นและเฉียบคมชนิดที่ใครเห็นก็ต้องหลบสายตา มือเรียวบางยกขึ้นกอดอกอย่างสบายอารมณ์ ราวกับกำลังยืนชมการแสดงละครลิงในโรงละครสัตว์มากกว่าจะมาเผชิญหน้ากับการไต่สวนแย่งชิงที่ดินแปลงสำคัญ
"ธนา! แกอย่ามาปากดีนะ!" เสียงแหลมปรี๊ดของป้าสมรดังแทรกขึ้นมาทำลายความเงียบ แกหน้าดำคร่ำเครียดจนเส้นเลือดข้างขมับปูดโปน มือสั่นเทาชี้หน้าหลานชายแท้ๆ ของสามีผู้ล่วงลับด้วยความโกรธแค้น "นั่นมันที่ดินมรดกของตระกูลเรา ปู่ของแกยกให้ฉันดูแลตั้งแต่ฉันยังสาวๆ ยัยเด็กนี่มันเป็นใครมาจากไหน อยู่ดีๆ ก็โผล่มาแต่งงานกับแกแล้วมาฮุบเอาดื้อๆ แบบนี้ มันหน้าด้านเกินไปแล้ว!"
รินรดายิ้มมุมปาก เธอก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว ร่างเพรียวระหงส่งออร่าความมั่นใจออกมาอย่างเต็มเปี่ยม "คุณป้าสมรครับ... อายุอานามก็ป่านนี้แล้ว ช่วยใช้สมองส่วนหน้าคิดวิเคราะห์แยกแยะให้ออกสักนิดเถอะครับว่า คำว่า 'มรดก' กับคำว่า 'การครอบครองปรปักษ์โดยการปลอมแปลงลายมือชื่อ' มันต่างกันตรงไหน"
เธอดึงกระดาษอีกแผ่นออกจากแฟ้มหนังสีดำ ส่งเสียงสวบสาบเบาๆ ก่อนจะสะบัดข้อมือโชว์ให้ที่ประชุมเห็นชัดเจน "นี่คือสำเนาบันทึกข้อตกลงเมื่อสิบห้าปีก่อน ที่สามีของคุณป้าเซ็นสละสิทธิ์การถือครองที่ดินแปลงนี้แลกกับเงินก้อนโตเพื่อไปใช้หนี้การพนัน ซึ่งฉันได้ไถ่ถอนและมีลายมือชื่อพยานปากเอกคืออดีตกำนันผู้ล่วงลับเซ็นรับรองไว้อย่างถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ... อยากจะดูแว่นขยายส่องลายเซ็นชัดๆ ไหมครับ เผื่อสายตาคนแก่จะเริ่มฝ้าฟางจนแยกไม่ออกระหว่างลายมือคนกับลายมือขอทานข้างถนน"
เสียงฮือฮาจากชาวบ้านดังระเบิดขึ้นทันที หลายคนพากันกระซิบกระซาบชี้ไม้ชี้มือมาที่ป้าสมร ซึ่งตอนนี้ใบหน้าซีดเผือดราวกับคนป่วยใกล้ตาย แกหันไปมองหน้าผู้ใหญ่บ้านเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่ผู้ใหญ่บ้านกลับเบือนหน้าหนี เพราะเอกสารทางราชการที่นายแพทย์หนุ่มนำมาแสดงนั้นมีตราประทับของอำเภอและสำนักงานที่ดินจังหวัดอย่างชัดเจน ปฏิเสธไม่ได้แม้แต่น้อย
"มะ... มันอาจจะเป็นเอกสารปลอมก็ได้!" ป้าสมรยังคงดิ้นรนเฮือกสุดท้าย เสียงของแกเริ่มสั่นเครือด้วยความจนมุม "ผู้ใหญ่บ้านครับ! อย่าไปหลงเชื่อมันนะ พวกมันเป็นคนกรุงเทพฯ รวยอิทธิพล ข่มขู่ชาวบ้านตาดำๆ อย่างพวกเรา!"
ธนาหรี่ตามองป้าสมรด้วยแววตาดุจดั่งพญาอินทรีย์ที่กำลังมองเหยื่อในกำมือ ร่างสูงใหญ่ในชุดไปรเวททะมัดทะแมงก้าวเข้าไปประชิดตัวหญิงสูงวัยด้วยความกดดันที่แผ่ซ่านออกมาจากสัญชาตญาณทหารสนามรบ "ถ้าคิดว่านี่คือการข่มขู่... เชิญแจ้งความดำเนินคดีกับผมได้เลยครับป้า ผมยินดีให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบทุกตารางนิ้ว แต่ถ้าตรวจสอบแล้วพบว่าเอกสารชุดนี้เป็นของจริง และป้าจงใจใส่ร้ายป้ายสีเพื่อกรรโชกทรัพย์สินของภรรยาผม..."
ธนาเว้นจังหวะ เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏบนมุมปากหนา "โทษฐานแจ้งความเท็จและพยายามฮุบที่ดินโดยทุจริต... ผมเกรงว่าบั้นปลายชีวิตของป้า คงต้องไปนั่งกินข้าวแดงในเรือนจำแทนที่จะได้มานั่งปั้นน้ำเป็นตัวกลางหมู่บ้านแบบนี้นะครับ"
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมห้องประชุมอีกครั้ง ไม่มีใครกล้าหายใจแรง ป้าสมรเข่าอ่อนยวบลงไปกองกับพื้น ลมหายใจหอบกระชั้นด้วยความตกใจกลัวจนหน้าเขียวคล้ำ รินรดาก้มมองหญิงแก่ด้วยสายตาที่ไร้ซึ่งความเวทนา คนที่จ้องจะทำลายชีวิตคนอื่นมาตลอด หากวันหนึ่งโดนย้อนศรจนมุม ก็สมควรได้รับบทเรียนที่สาสมแล้ว
"เอาล่ะครับ ในเมื่อหลักฐานชัดเจนขนาดนี้..." ผู้ใหญ่บ้านกระแอมไอเบาๆ สองครั้งเพื่อกู้สถานการณ์ ก่อนจะเคาะค้อนไม้ลงบนโต๊ะ "ที่ประชุมคณะกรรมการหมู่บ้านขอวินิจฉัยว่า ที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์โดยชอบธรรมของร้อยตรี... เอ๊ย พันตรีธนาและคุณรินรดาแต่เพียงผู้เดียว ส่วนเรื่องการกล่าวหาอันเป็นเท็จ... ให้ยุติเรื่องไว้เพียงเท่านี้"
เสียงปรบมือประปรายดังขึ้นจากชาวบ้านบางคนที่แอบสะใจกับจุดจบของป้าสมร รินรดาระบายยิ้มกว้างออกมาอย่างโล่งอก ความกดดันตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมามลายหายไปในพริบตา เธอกำลังจะหันไปเอ่ยปากชวนสามีกลับไปฉลองความสำเร็จที่บ้านสวน แต่ทว่า...
จังหวะนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักแน่นและเสียงเครื่องยนต์รถยนต์กระบะแต่งซิ่งหลายคันก็ดังกระหึ่มเข้ามาจอดสนิทที่ลานหน้าหอบัตรประชาคม ประตูรถเปิดออกพร้อมกับร่างของชายฉกรรจ์กลุ่มใหญ่ในชุดเสื้อกั๊กสีดำสวมแว่นตากันแดดเดินลงมาอย่างคุกคาม นำหน้าโดยชายวัยกลางคนรูปร่างท้วม สวมสร้อยทองคำเส้นเท่าแขน ใบหน้าบูดบึ้งน่ากลัว
"ใครบอกว่าเรื่องมันจบแล้ววะ!" เสียงตะโกนก้องดังลั่นทะลุประตูห้องประชุมเข้ามา ทำให้ทุกคนในห้องหันขวับไปมองเป็นตาเดียว
รินรดาขมวดคิ้วมุ่นทันทีเมื่อเห็นหน้าผู้มาใหม่ชัดเจน ชายคนนั้นคือ "เสี่ยเกรียงไกร" เจ้าพ่อเงินกู้รายใหญ่ประจำอำเภอที่มีข่าวพัวพันกับธุรกิจสีเทา และที่สำคัญ... เขามีชื่อเป็นผู้จำนองที่ดินแปลงข้างเคียงที่เชื่อมต่อกับแปลงผักอินทรีย์ของเธอ
เสี่ยเกรียงไกรเดินนتالเยื้องกรายเข้ามาในห้องประชุม กวาดสายตามองรินรดาและธนาด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม ก่อนจะโยนซองเอกสารสีน้ำตาลปึกใหญ่ลงบนโต๊ะตรงหน้าผู้ใหญ่บ้านเสียงดัง *ปึก!*
"พวกแกอาจจะเคลียร์กับอีแก่สมรนี่ได้ แต่พวกแกยังไม่ได้เคลียร์กับฉัน... ที่ดินแปลงที่พวกแกกำลังดี๊ด๊ากันอยู่น่ะ มันถูกค้ำประกันหนี้สามล้านบาทไว้กับฉันตั้งนานแล้ว และกำหนดชำระคือ... *เที่ยงคืนวันนี้!*"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทาง เคียงบ่าเคียงไหล่ และเป็นกำลังใจให้ “ลมทะเลพัดรัก” สร้างสรรค์เรื่องราวเข้มข้น สะใจ และอบอุ่นหัวใจเช่นนี้ต่อไปนะครับ
แม่ค้าผักอินทรีย์กับคุณหมอทหารผู้หวงก้าง•ตอนที่ 23
Climax: ศึกพิสูจน์ที่ดิน
ผลงานโดย ลมทะเลพัดรัก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลมทะเลพัดรัก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ค้าผักอินทรีย์กับคุณหมอทหารผู้หวงก้าง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!