คราบน้ำมันเครื่องสีดำสนิทบนหลังมือของนายทหารยศพันตรีไม่ได้ทำให้ความหล่อเหลาของธนาลดลงแม้แต่น้อย เขากำลังใช้ประแจเลื่อนขันน็อตใต้ท้องรถอีแต๋นคันเก่งด้วยความเงียบเชียบ ผิดกับปกติที่มักจะมีเสียงทุ้มเอ่ยหยอกเย้าหรือคำสั่งซื้อของล่วงหน้าผ่านโทรศัพท์มือถือ
รินรดายืนกอดอกพิงเสาโรงเรือนเพาะชำผักอินทรีย์ สายตากวาดมองแผ่นหลังกว้างที่ไหวตามแรงออกแรงขันน็อต บนโต๊ะไม้ข้างตัวมีถาดกระเบื้องเคลือบสีขาวใส่ซาลาเปาร้อนๆ ควันกรุ่นและชาสมุนไพรรากบัวที่เธอเพิ่งเคี่ยวจากมิติลับ
"ถ้ายังฝืนซ่อมเองแบบนั้น เกรงว่าพรุ่งนี้คุณหมอทหารมือหนึ่งคงต้องผ่าตัดกระดูกสันหลังตัวเองแทนที่จะไปตรวจคนไข้ที่อนามัยตำบลนะครับ" เสียงหวานใสเอ่ยแซะขึ้นอย่างไม่รีบร้อน พร้อมกับยื่นผ้าขนหนูผืนสะอาดไปตรงหน้า
ธนาชะงักมือเล็กน้อย เขาวางเครื่องมือลงก่อนจะยันกายลุกขึ้นเต็มความสูง ร่างสูงใหญ่ในเสื้อกล้ามสีเขียวขี้ม้าชุ่มเหงื่อใช้หลังมือปาดปาดคราบฝุ่นบนหน้าผาก เผยให้เห็นรอยยิ้มมุมปากที่เจือความเหนื่อยล้าอย่างปิดไม่มิด
"ผมแค่ไม่อยากให้รถคันนี้เกเรตอนที่ต้องบรรทุกผักล็อตใหญ่ไปส่งตลาดอำเภอพรุ่งนี้เช้าครับ กลัวภรรยาคนเก่งจะเสียรายได้" น้ำเสียงของเขาแหบพร่าเล็กน้อย แต่แฝงความใส่ใจที่ทำให้อกข้างซ้ายของรินรดากระตุกวูบ
หญิงสาวถอนหายใจเบาๆ เดินเข้าไปใกล้แล้วใช้ผ้าขนหนูซับคราบเหงื่อบริเวณขมับให้เขาอย่างเบามือ การกระทำนี้ทำให้นายทหารหนุ่มนิ่งค้างไป ดวงตาคมกราบทอดมองเสี้ยวหน้าของเธอด้วยความลึกซึ้งที่อ่านไม่ออก
"พักก่อนเถอะครับ... ป้าสมรเพิ่งจะกลับไปหลังจากมาโวยวายเรื่องแนวเขตที่ดินตรงแปลงสลัดเมื่อครู่ เรื่องนี้คุณคงเก็บมาคิดมากสินะครับ" รินรดาเอ่ยเสียงเรียบ แต่แววตากลับฉายแววห่วงใยอย่างปิดไม่มิด
ธนาคว้าข้อมือเรียวบางนั้นไว้เบาๆ ไม่ได้รุนแรงแต่หนักแน่นพอที่จะดึงเธอนั่งลงบนม้านั่งไม้ใต้ร่มเงาต้นมะม่วง สายลมยามบ่ายพัดผ่านกลิ่นไอความชื้นของดินและแปลงผักอินทรีย์เข้ามา ปลุกบรรยากาศรอบตัวให้เงียบสงบลงจนได้ยินเสียงจרטจักจั่นเรไร
"คุณจำเรื่องที่ผมเคยบอกว่าย้ายมาอยู่ที่นี่เพราะอยากเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้ไหมครับ" ธนาเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มต่ำและจริงจังกว่าทุกครั้ง
รินรดานั่งลงข้างๆ วางถาดชาลง ปลายเรียวนิ้วประสานกันบนตัก เธอพยักหน้ารับช้าๆ "จำได้สิครับ... คุณบอกแค่ว่าเป็นเรื่องงานและความคาดหวังของครอบครัวฝั่งนั้น แต่ดูเหมือนมันจะมีอะไรมากกว่านั้นใช่ไหมครับ"
ธนามองเหม่อไปยังแปลงผักเขียวขจีเบื้องหน้า ดวงตาที่มักจะเด็ดเดี่ยวและเฉียบคมยามอยู่ในสนามรบ กลับไหววูบคล้ายคนกำลังย้อนกลับไปในห้วงเวลาอันมืดมนที่เขาพยายามฝังกลบมันไว้
"อดีตภรรยาของผม... หรือจะเรียกว่าคู่หมั้นที่ผู้ใหญ่จัด 100% ก็ไม่เชิง เธอเป็นลูกสาวนายทหารผู้ใหญ่ในกระทรวงครับ ชีวิตของเราถูกขีดเส้นไว้หมดแล้ว แต่งงานเพื่อผลประโยชน์ สร้างภาพลักษณ์ให้ตระกูล เธอมองผมเป็นเพียงเครื่องประดับชิ้นหนึ่งที่จะช่วยส่งเสริมอำนาจในวงสังคมชั้นสูง" ธนาหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความสุขโดยสิ้นเชิง
รินรดายื่นมือไปสัมผัสฝ่ามือใหญ่ที่กำลังกำเข้าหากันแน่น ความอุ่นร้อนจากมือเธอส่งผ่านไปช่วยคลายความเกร็งของเขา ธนาหันมามองสบตาเธอ แววตาคู่นั้นสะท้อนภาพหญิงสาวที่พร้อมจะยืนหยัดเคียงข้างเขาเสมอ
"วันที่ผมตัดสินใจปฏิเสธการเลื่อนขั้นเพื่อย้ายมาประจำการที่ชายแดนและทำตามความฝันในการสร้างฟาร์มเกษตรอินทรีย์... เธอดูถูกผมครับ บอกว่าผมเป็นคนไร้ทะเยอทะยาน เป็นทหารตกอับที่หนีปัญหาความล้มเหลวในครอบครัว และวันนั้น... เธอก็เลือกที่จะจากไปกับคนอื่นอย่างไม่ลังเล"
คำพูดนั้นราบเรียบ แต่รินรดารู้ดีว่ารอยแผลเป็นในใจของชายหนุ่มลึกซึ้งเพียงใด เธอไม่ได้เอ่ยคำปลอบโยนแบบน้ำเน่าทั่วไป แต่เลือกที่จะขยับเข้าไปใกล้ ใช้ศีรษะซบลงบนไหล่กว้างของเขาอย่างมั่น
"คนตาบอดเท่านั้นครับที่มองไม่เห็นคุณค่าของเพชรแท้ และเลือกเศษแก้วที่สะท้อนแสงไฟฉาบฉวย คุณหมอธนาผู้เก่งกาจและคลั่งรักภรรยาคนนี้... คือสิ่งที่ดีที่สุดที่ตระกูลนั้นไม่มีทางเอื้อมถึงหรอกครับ" รินรดาเอ่ยด้วยน้ำเสียงติดตลกเล็กน้อยเพื่อลดความอึดอัด แต่แฝงด้วยความจริงจังที่หนักแน่น
ธนาหลุดยิ้มออกมาได้ในที่สุด ความตึงเครียดที่แบกรับไว้บนบ่าแรมปีคลี่คลายลงราวกับถูกปัดเป่าด้วยสายลม เขาพลิกมือกลับมาโอบกอดร่างบางเข้าสู่อ้อมอก รั้งศีรษะทุยให้แนบชิดกับอกแผงอกอุ่น ปลายจมูกโด่งกดลงบนเส้นผมนุ่มสลวยสูดดมกลิ่นหอมอ่อนๆ ของสมุนไพรธรรมชาติที่ติดตัวเธอ
"ขอบคุณนะครับริน... ตั้งแต่มีคุณเข้ามาในชีวิต แปลงผักรกร้างแห่งนี้และหัวใจที่ด้านชาของผม... มันกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งแล้วจริงๆ" ธนากระซิบเสียงพร่าข้างใบหู ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดต้นคอจนรินรดาต้องแกล้งตีเบาๆ ที่ต้นแขนเพื่อแก้เขิน
"ปากหวานแบบนี้ ระวังพรุ่งนี้ผมจะคิดค่าน้ำชาเพิ่มเป็นสองเท่าในฐานะค่าฟังเรื่องเล่านะครับ" เธอยิ้มกริ่ม ผละออกจากอ้อมกอดอุ่นอย่างเสียดายเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงรถกระบะคุ้นเคยแล่นเข้ามาจอดที่หน้าบ้าน
ทว่า... รอยยิ้มบนใบหน้าของทั้งคู่ต้องสะดุดลง เมื่อประตูรั้วไม้หน้าบ้านถูกผลักเปิดออกอย่างไร้มารยาท ร่างท้วมของป้าสมรเดินดุ่มๆ เข้ามาพร้อมกับชายแปลกหน้าสวมสูทสีเข้มท่าทางภูมิฐาน ทว่าแววตากลับเจ้าเล่ห์เพทุบายเกินกว่าจะเป็นนักธุรกิจทั่วไป
"รินรดา! หลานรัก... แกอยู่ที่นี่สินะ วันนี้ฉันพาคนสำคัญมาคุยเรื่องซื้อขายที่ดินแปลงนี้แบบจริงจัง เลิกเล่นขายของปลูกผักเด็กเล่นแล้วเซ็นสัญญาซะ!" เสียงแหลมสูงของป้าสมรประกาศกร้าวกลางลานบ้าน
ธนาขยับลุกขึ้นยืนบังร่างภรรยาไว้ทันที รังสีอำมหิตแผ่ออกมาจากร่างสูงใหญ่ของนายทหารหนุ่มจนชายสูทชุดนั้นถึงกับผงถอยหลังไปก้าวหนึ่ง แต่ก่อนที่ธนาจะได้เอ่ยปากตอกกลับ รินรดาก็แตะแขนห้ามไว้เบาๆ พร้อมกับรอยยิ้มเย็นเยียบที่มุมปาก
"คุณป้าครับ... เกรงว่าที่ดินแปลงนี้ จะไม่มีวันเป็นของคนที่เอาแต่ฉวยโอกาสหรอกนะครับ เพราะคนที่จะเซ็นชื่อในโฉนดใบใหม่... ไม่ใช่ฉัน แต่เป็นคนๆ นี้ต่างหากล่ะครับ"
รินรดาดึงเอกสารฉบับหนึ่งออกจากกระเป๋าเสื้อกาวน์เก่าๆ ของธนา ชูขึ้นให้ป้าสมรดูเต็มตา และวินาทีนั้นเองที่สีหน้ามั่นอกมั่นใจของป้าสมรแปรเปลี่ยนเป็นซีดเผือดทันทีที่เห็นตราประทับของทางราชการบนเอกสารนั้น!
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเป็นกำลังใจให้ “ลมทะเลพัดรัก” สร้างสรรค์เรื่องราวเข้มข้นเช่นนี้ต่อไปนะครับ
แม่ค้าผักอินทรีย์กับคุณหมอทหารผู้หวงก้าง•ตอนที่ 20
ระยะห่างที่ไม่มีอยู่จริง
ผลงานโดย ลมทะเลพัดรัก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลมทะเลพัดรัก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ค้าผักอินทรีย์กับคุณหมอทหารผู้หวงก้าง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!