แม่ค้าผักอินทรีย์กับคุณหมอทหารผู้หวงก้าง•ตอนที่ 11

เมื่อออเดอร์ถล่มทลาย

ผลงานโดย ลมทะเลพัดรัก
"ห้าสิบกิโลกรัม? คุณผู้หญิง ฟังไม่ผิดใช่ไหมครับ ว่านี่คือยอดสั่งซื้อต่อวัน ไม่ใช่ต่อเดือน!" เสียงทุ้มต่ำของหัวหน้าฝ่ายจัดซื้อจากโรงแรมหรูใจกลางเมืองหลวงดังลอดออกมาจากโทรศัพท์มือถือเครื่องเก่า ทว่าน้ำเสียงที่สั่นเครือด้วยความตื่นตะลึงนั้นสะท้อนความจริงอันน่าเหลือเชื่อ รินรดาผ่อนลมหายใจยาวอย่างใช้ความคิด นิ้วมือเรียวยาวที่เปื้อนคราบดินจางๆ เคาะเบาๆ บนโต๊ะไม้สนหน้าบ้านพัก "ไม่ผิดหريكค่ะ... เอ๊ย ไม่ผิดหรอกค่ะ... เอ่อ ไม่ผิดหรอกครับคุณผู้ชาย" รินรดาเกือบเผลอหลุดคำลงท้ายตามความคุ้นเคยเดิม ดีที่สมองส่วนตรรกะของเธอดึงสติกลับมาทันท่วงทีในร่างปัจจุบัน "ผักสลัดออร์แกนิกแปลงนี้ของฉัน... ของผม มั่นใจได้ว่าความสด กรอบ และกลิ่นหอมเฉพาะตัวไม่มีใครเหมือนแน่นอนครับ ถ้าต้องการเพิ่มเป็นแปดสิบกิโลกรัมตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป ทางเราก็พอจะบริหารจัดการไหว" "จัดการไหวบ้าอะไรเล่า ยัยตัวดี!" เสียงทุ้มห้าวที่คุ้นเคยดังแทรกขึ้นพร้อมกับร่างสูงใหญ่ของพันตรีธนาที่ก้าวเข้ามาประชิดตัว ชายหนุ่มในชุดลำลองเสื้อยืดสีเข้มกางเกงขายาวกางแขนค้ำโต๊ะไม้ ก้มลงมองหน้าจอสมาร์ทโฟนที่เปิดสปีกเกอร์โฟนไว้ ดวงตาคมกราบกวาดมองใบหน้าหวานที่ตอนนี้มีเม็ดเหงื่อผุดพรายด้วยความเหนื่อยอ่อน ก่อนจะเอ่ยปฏิเสธปลายสายด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดทรงอำนาจตามวิสัยทัศน์นายทหาร "เรียนแจ้งผู้จัดการโรงแรมแกรนด์พลาซ่า ทางเราขอรับออร์เดอร์แค่ห้าสิบกิโลกรัมต่อวันตามโควตาเดิมก่อนครับ เพราะแปลงผักของเราเน้นคุณภาพระดับพรีเมียม ไม่ใช่ผักโหลที่จะเร่งโตด้วยสารเคมี หากต้องการมากกว่านี้ คงต้องรอรอบการเก็บเกี่ยวเดือนหน้า" ปลายสายเงียบไปอึดใจก่อนจะรีบตอบรับด้วยความเกรงใจ "อะ... ครับท่านหมอธนา! เอาตามที่ท่านว่าเลยครับ ห้าสิบกิโลกรัมก็ห้าสิบกิโลกรัม ทางเราโอนเงินมัดจำล่วงหน้าเข้าบัญชีเรียบร้อยแล้วนะครับ!" สายถูกตัดไปพร้อมกับเสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่จากรินรดา เธอนวดขมับตัวเองเบาๆ พลางค้อนใส่สามีหนุ่มที่ถือวิสาสะเข้ามาตัดสินใจแทน "คุณนี่นะ ตัดสินใจเร็วยิ่งกว่าฉันที่เป็นเจ้าของแปลงผักเสียอีก รู้ไหมว่าออร์เดอร์นี้ทำเงินให้เรามหาศาลเลยนะ" รินรดาเอ่ยเสียงขุ่น แต่ดวงตากลับพราวระยับด้วยประกายความสุข ธนาแค่นเสียงหึในลำคอ ใบหน้าคมคายฉายแววดุอย่างคนหวงของ "เงินทองหาเมื่อไหร่ก็ได้ แต่สุขภาพและรอยยิ้มของภรรยาผมหาซื้อไม่ได้ คุณก้มหน้าก้มตาเก็บผักมาตั้งแต่ตีห้า ข้าวปลาก็ยังไม่ได้กิน ยอดขายพุ่งกระฉูดจนโทรศัพท์สายแทบไหม้แบบนี้ ถ้าผมไม่เบรกไว้ คุณคงได้สลบคาแปลงผักแน่ๆ รินรดา" คำพูดเจือความห่วงใยที่แฝงมากับความดุนั้น ทำให้รินรดาค้อนควับใส่อีกรอบแต่ไม่กล้าเถียง เพราะท้องที่ส่งเสียงร้องโครกคราฟเป็นเครื่องยืนยันว่าสามีพูดถูก ทว่าความวุ่นวายยังไม่ทันจบลง เสียงรถอีแต๋นติดเครื่องเสียงดังกระหึ่มก็แล่นมาจอดเทียบatรั้วไม้หน้าบ้าน ตามมาด้วยเสียงตะโกนเรียกชื่อเธออย่างกะ La-O-Lian ของป้าสมร ที่วันนี้สวมหมวกปีกกว้างแต่งตัวจัดเต็มราวกับจะไปงานวัด "ยายริน! ยายรินหลานรัก ออกมานี่ซิยะ!" รินรดาขมวดคิ้วมุ่นทันที หญิงสาวหันไปสบตากับธนา ทั้งคู่เห็นรอยยิ้มเจ้าเลื้อยที่มุมปากของกันและกัน รินรดาปัดมือที่เปื้อนฝุ่นออก ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง จัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อยก่อนจะเดินออกไปที่รั้วบ้าน โดยมีนายทหารหนุ่มร่างสูงใหญ่เดินตามประกบติดไม่ห่างราวกับเงาตามตัว บริเวณหน้าบ้านตอนนี้ เต็มไปด้วยชาวบ้านในหมู่บ้านเดียวกันราวๆ ห้าถึงหกคนยืนออกันอยู่ ทุกคนต่างถือตะกร้าและอุปกรณ์ทำสวน มองมาที่แปลงผักอินทรีย์ของรินรดาด้วยสายתตาวาววับ ป้าสมรเห็นรonรดาเดินออกมา ก็รีบปั้นหน้ายิ้มแย้มเดินเข้ามาหาทันที มือเหี่ยวย่นเอื้อมจะมาจับแขนรินรดาแต่ถูกสายตาคมกราบของพันตรีธนาตวัดมองจนต้องชักมือกลับแทบไม่ทัน "แหม... ยายริน หลานรัก ป้าได้ข่าวว่าผักบ้านแกขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ยอดสั่งซื้อจากในเมืองสั่งมาไม่ขาดสายเลยนี่หว่า" ป้าสมรเริ่มต้นด้วยน้ำเสียงหวานเลี่ยนผิดธรรมชาติ ดวงตาสอดส่องเข้าไปในแปลงผักเขียวขจีที่แผ่ขยายกว้างขวางขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัวราวกับมีเวทมนตร์ "ก็พอมีพอกินครับป้าสมร มีอะไรหรือเปล่าครับ ถึงได้ยกพลกันมาแต่เช้าแบบนี้" รินรดายิ้มรับอย่างมีมารยาท แต่น้ำเสียงราบเรียบแฝงความเยียบเย็น ป้าสมรหัวเราะกลบเกลื่อน "อุ๊ย ตายจริง พูดจาห่างเหินไปได้ เรามันญาติสนิทกันนะยะ! เห็นแกงานล้นมือจนผัวแกต้องคอยมาห้ามแบบนี้ ป้าเลยพาคนในหมู่บ้านมาช่วย... ไม่ใช่สิ มา *ร่วมหุ้น* ทำธุรกิจกับแกไงล่ะ!" ชาวบ้านด้านหลังพยักหน้ารักรับสนับสนุน คำว่า "ร่วมหุ้น" ของป้าสมรทำให้รินรดากลั้นยิแทบไม่อยู่ หญิงสาวเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แสร้งทำเป็นสงสัย "ร่วมหุ้นเหรอครับ? น่าสนใจจัง แล้วป้าสมรกับทุกคนจะเอาอะไรมาลงหุ้นล่ะครับ แปลงผักก็ของผม ที่ดินก็ของผม เมล็ดพันธุ์ก็นำเข้าพิเศษ สูตรปุ๋ยก็สูตรลับเฉพาะตัว หรือว่า... จะเอาแรงงานมาช่วย?" ป้าสมรหุบยิ้มฉับพลัน สีหน้าเปลี่ยนเป็นบึ้งตึงทันทีเมื่อเจอคำถามย้อนศร "โหม! พูดจาเห็นแก่ตัวเกินไปแล้วยายริน แกคนเดียจะไปบริหารไหวได้ยังไง วันๆ ยอดขายหลักหมื่นหลักแสน เงินทองไหลมาเทมาขนาดนี้ แกควรจะแบ่งให้ญาติพี่น้องและคนในหมู่บ้านได้ทำมาหากินด้วยสิ ป้าขอแค่สิทธิ์ในการดูแลจัดการครึ่งหนึ่งของผลกำไร และให้คนพวกนี้เข้าไปเก็บเกี่ยวผักในแปลงแกได้ตามใจชอบ แค่นี้แฟร์ๆ ดีออก!" ความโลภและหน้าด้านหน้าทนของป้าสมรฉายชัดออกมาผ่านแววตาฝ้าฟาง ชาวบ้านบางคนเริ่มทำหน้าละอายใจแต่ก็ยังนิ่งเงียบรอดูส่วนแบ่ง รินรดายืนกอดอก รอยยิ้มบนใบหน้าหวานจางหายไปแทนที่ด้วยแววตาคมกราบที่ฉายความเฉียบขาดออกมาอย่างเต็มเปี่ยม หญิงสาวแค่นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่ทำเอาป้าสมรถึงกับสะดุ้ง "ครึ่งหนึ่งของกำไร? และให้คนเข้ามาเก็บเกี่ยวตามใจชอบ?" รินรดาทวนคำ ช้อนสายตามองหน้าป้าสมรทีละนิด "ป้าสมรครับ ตอนที่ผมไม่มีจะกิน ปลูกผักอะไรก็ตายเพราะดินเค็มจัด ป้าเคยเอาเศษดินมาปั้นขายให้ผมไหมครับ? ตอนที่ผมโดนคนในตระกูลดูถูกขับไล่ไสส่ง ป้าเคยเอาข้าวมากรอกหม้อสักมื้อไหมครับ?" บรรยากาศหน้าบ้านเงียบกริบลงทันที ไม่มีใครกล้าปริปากพูดอะไร แม้แต่ป้าสมรยังต้องถอยหลังไปก้าวหนึ่งเมื่อเจอรัศมีกดดันจากหญิงสาว "แต่ตอนนี้... พอผมใช้หยาดเหงื่อแรงกาย ปลุกปั้นแปลงผักนี้จนเติบโต สร้างรายได้มหาศาล ป้ากลับลากคนมาขอส่วนแบ่งครึ่งหนึ่งหน้าตาเฉย แบบนี้เขาไม่เรียกว่าร่วมหุ้นหรอครับป้า... เขาเรียกว่า *ปล้น* กันโต้งๆ ต่างหาก!" "นี่แก! ปากคอเราะร้ายขึ้นนะยะ ยายเด็กเนรคุณ!" ป้าสมรหน้าดำคร่ำเครียด ชี้หน้าด่าด้วยความโกรธจัด "แกอย่าลืมนะว่าที่ดินตรงนี้...!" "ที่ดินตรงนี้เป็นโฉนดชื่อผมครับป้าสมร" เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจดังแทรกขึ้น ตัดบทสนทนาของป้าสมรอย่างไร้เยื่อใย พันตรีธนาก้าวออกมายืนบังร่างบางของภรรยาไว้ครึ่งหนึ่ง ดวงตาคมกริบดุจพญาอินทรีย์กวาดมองกลุ่มคนตรงหน้าจนทุกคนต้องหลบตา "หากใครยังกล้ามาวุ่นวายหรือคิดจะฮุบสมบัติของภรรยาผม ผมคงต้องใช้อำนาจหน้าที่ในฐานะนายทหารฝ่ายกฎหมาย ดำเนินคดีข้อหาบุกรุกและกรรโชกทรัพย์ให้ถึงที่สุด... เชิญกลับไปครับ!" ประโยคเด็ดขาดทรงพลังนั้นทำเอาป้าสมรหน้าซีดเผือด ขาสั่นพับๆ ด้วยความกลัวบารมีทหารหนุ่ม แกชักสีหน้าด้วยความแค้นเคืองก่อนจะสะบัดก้นเดินหนี พร้อมกับส่งเสียงฮึดฮัดด่าทอไล่หลัง ลากชาวบ้านคนอื่นๆ กลับขึ้นรถอีแต๋นแล่นหนีหายไปอย่างรวดเร็ว รินรดาลอบถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะหันมามองหน้าสามีที่ยังคงมีสีหน้าตึงเครียดอยู่ "คุณนี่นะ ขู่เขาซะแรงเชียว เดี๋ยวเขาก็เอาไปนินทาหาว่าเราแล้งน้ำใจหรอก" รินรดาเอ่ยกลั้วหัวเราะ พลางเอื้อมมือไปจัดปกเสื้อให้สามี ธนาคว้าข้อมือนั้นไว้เบาๆ ดึงร่างบางเข้ามาประชิดตัวจนอกชนกัน แววตาดุดันเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยนลุ่มลึกที่ส่งตรงมาถึงหัวใจ "ผมไม่สนหรอกว่าใครจะนินทายังไง สำคัญที่สุดคือเมียผมต้องไม่เหนื่อยฟรีและไม่มีใครมารังแกได้ต่างหาก" ธนาโน้มใบหน้าลงมา กระซิบชิดริมฝีปากนุ่ม "ไหนล่ะรางวัลคนปกป้องภรรยา? ตั้งแต่มื้อเช้าแล้วนะที่คุณยังไม่ได้ทำของโปรดให้ผมกิน" รินรดาอมยิ้มแก้มป่อง หมุนตัวหนีความเจ้าเล่ห์ของนายทหารหนุ่ม "รู้หรอกน่า เดี๋ยวฉันจะเข้าครัวทำเมนูพิเศษฉลองยอดขายถล่มทลายให้คุณกินเอง รับรองว่าอร่อยจนคุณต้องลืมทางกลับค่ายแน่นอนค่ะ... เอ๊ย ครับ!" หญิงสาวหัวเราะคิกคักแล้ววิ่งหนีเข้าครัวไป ปล่อยให้พันตรีธนายืนมองตามด้วยรอยยิ้มเอ็นดูระคนรักใคร่ ทว่า... ขณะที่รินรดากำลังก้าวเท้าข้ามธรณีประตูห้องครัวเพื่อเตรียมวัตถุดิบ กลิ่นหอมฉุนแปลกประหลาดที่ไม่ใช่กลิ่นผักหรือกลิ่นอาหารใดๆ ก็โชยแตะจมูกขึ้นมาอย่างกะทันหัน กลิ่นหอมหวานเย้ายวนใจราวกับดอกไม้ป่าในดินแดนลี้ลับ ลอยคละคลุ้งมาจากมุมมืดหลังห้องครัว ทั้งที่ในเวลานี้ไม่มีใครอื่นอยู่ในบ้านนอกจากเธอและธนา รินรดานิ่งงัง ชะתาฝีเท้าก้าวสุดท้ายค้างไว้กลางอากาศ เมื่อเงาดำปริศนาสายหนึ่งทอดยาวผ่านแสงแดดส่องลอดหน้าต่างเข้ามาบนพื้นไม้ พร้อมกับเสียงกระซิบแหบพร่าข้างหูที่ดังขึ้นจากความว่างเปล่า... *"ในเมื่อเจ้าหาเงินได้มากขนาดนี้... แล้ววิญญาณที่ติดค้างในแปลงผักเมื่อร้อยปีก่อนล่ะ เจ้าจะจัดการอย่างไร?"* ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนผลงานของ "ลมทะเลพัดรัก" เสมอมานะครับ
สารจากนักเขียน (ลมทะเลพัดรัก)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ค้าผักอินทรีย์กับคุณหมอทหารผู้หวงก้าง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%