ท่อนไม้เนื้อแข็งในมือของชายฉกรรจ์ร่างยักษ์ถูกเหวี่ยงลงกับพื้นดินจนฝุ่นตลบ เสียงหัวเราะเยาะเย้ยของป้าสมรดังแแหลมเสียดแทงประสาทท่ามกลางความเงียบงันของแปลงผักอินทรีย์ที่รินรดาเพิ่งลงแรงปรับปรุงด้วยหยาดเหงื่อ
"คิดว่ามีโฉนดอยู่ในมือแล้วจะเก่งหรือวะอีตัวดี! ที่ดินแปลงนี้ปู่ของแกเคยรับปากว่าจะยกให้ลูกหลานสายตรงอย่างพวกฉัน แกมันก็แค่เด็กกำพร้าที่หลงระเริงในเมืองหลวงแล้วจนมุมหนีกลับมาซมซาน ไสหัวไปซะก่อนที่พวกฉันจะใช้กำลังขับไล่!"
ป้าสมรเท้าสะเอว หน้าตาบิดเบี้ยวด้วยความโลภและริษยา หล่อนชี้หน้าเด็กสาวที่ยืนสงบนิ่งอยู่หน้าโรงเรือนเพาะกล้า รินรดากวาดสายตามองกลุ่มอันธพาลรับจ้างนับสิบชีวิตที่ส่งยิ้มคุกคาม ใบหน้าเรียบเนียนไร้ซึ่งความหวาดกลัวอย่างที่ผู้หญิงทั่วไปควรจะเป็น หญิงสาวค่อยๆ วางช้อนปลูกต้นไม้ลงในตะกร้าอย่างใจเย็น ราวกับว่าเสียงเห่าหอนของคนตรงหน้าเป็นเพียงเสียงแมลงหวี่แมลงวันรำคาญใจ
"ป้าสมรครับ..." รินรดาเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่กังวานก้อง "กฎหมายที่ดินระบุไว้ชัดเจนว่ากรรมสิทธิ์ตกเป็นของใคร และถ้าพวกคุณยังรุกล้ำเข้ามาในเขตกรรมสิทธิ์ของผมเกินเส้นเขตแดนนี้แม้แต่ก้าวเดียว ผมคงต้องใช้สิทธิ์ตามกฎหมายในการป้องกันทรัพย์สิน... และดูเหมือนว่าผมไม่ต้องรอให้ถึงตำรวจท้องที่แล้วล่ะครับ"
สิ้นคำพูดของรินรดา เสียงเครื่องยนต์รถจี๊ปทหารรุ่นใหญ่ก็คำรามก้องกังวานสะเทือนไปทั่วผืนป่า ท่ามกลางความตกใจของกลุ่มอันธพาลและป้าสมรที่หันขวับไปมอง ฝุ่นตลบฟุ้งกระจายเมื่อรถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อคันเข้มเคลื่อนตัวเข้ามาจอดสนิทขวางทางเข้าออกแปลงผักอย่างพอดิบพอดี ประตูฝั่งคนขับเปิดออกพร้อมกับร่างสูงใหญ่ในชุดเครื่องแบบสนามของนายทหารยศพันตรี กลิ่นอายความน่าเกรงขามและระเบียบวินัยแผ่ซ่านออกมาจากตัวเขาราวกับคลื่นพลังงานที่กดดันให้ทุกคนต้องเงียบเสียงลง
พันตรีธนาก้าวลงจากรถด้วยท่าทีสง่างาม ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบคิ้วหนาดุดันกวาดมองสถานการณ์ตรงหน้าเพียงชั่วพริบตา เขาสืบเท้าเข้ามาหยุดยืนเคียงข้างรินรดาอย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่มีการไต่ถามให้เสียเวลา มือหนาเอื้อมไปจับข้อมือเรียวของหญิงสาวเบาๆ เพื่อสำรวจว่าเธอได้รับอันตรายหรือไม่ แม้การกระทำนั้นจะดูนุ่มนวล แต่สายตาที่เขามองกลุ่มชายฉกรรจ์กลับเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งขั้วโลก
"พื้นที่ส่วนบุคคล และกำลังมีการคุกคามเสรีภาพของพลเรือน" เสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลังเอ่ยขึ้น "พวกคุณมีสิทธิ์อะไรถึงพกพาอาวุธเข้ามาในเขตพื้นที่รับผิดชอบของหน่วยรบพิเศษ และสร้างความเดือดร้อนรำคาญให้กับประชาชน"
ป้าสมรหน้าถอดสีเมื่อเห็นดาวบนบ่าของนายทหารหนุ่ม หล่อนอ้าปากพะงาบๆ พยายามจะแก้ตัว "อะ... เอ, ท่านผู้กองคะ! นี่มันเรื่องครอบครัวค่ะ พวกเราแค่มาตักเตือนเด็กดื้อที่มันอวดดี..."
"ผมไม่ได้ถามประวัติครอบครัวของคุณ" ธนาตัดบทด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดที่ทำเอาป้าสมรสะดุ้งสุดตัว เขาส่งสัญญาณมือเพียงครั้งเดียว ทหารหาญในชุดพร้อมรบอีกสี่นายก็ก้าวลงจากท้ายรถกระบะทหารที่ตามมาติดๆ พร้อมปลดล็อกอาวุธประจำกายอย่างเป็นระเบียบ บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนเป็นตึงเครียดขึ้นมาทันตาเห็น กลุ่มอันธพาลที่ถือท่อนไม้ต่างพากันถอยหลังกรูดด้วยความหวาดกลัว
รินรดาแอบเหลือบมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของชายหนุ่มผู้มาใหม่ หัวใจดวงน้อยเต้นกระหน่ำอย่างไม่เป็นจังหวะ ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะความรู้สึกปลอดภัยที่จู่ๆ ก็พรั่งพรูเข้ามาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย แม้เธอจะเป็นคนปากจัดและพร้อมบวกกับทุกคน แต่การมีผู้ชายคนนี้มายืนซ้อนหลังในยามวิกฤต มันให้ความรู้สึกเหมือนมีกำแพงเหล็กกล้ามาค้ำจุนอย่างน่าประหลาด
"ส่วนพวกคุณ..." ธนากวาดสายตาคมกราบมองกลุ่มอันธพาลทีละคน "ถ้าไม่อยากให้ผมข้อหาบุกรุกยามวิกาลและพกพาอาวุธสงครามในที่สาธารณะไปนอนเล่นในค่ายทหาร จงวางอาวุธแล้วไสหัวออกไปจากที่นี่ภายในสามวินาที... หนึ่ง... สอง..."
ยังไม่ทันจะถึงสามวินาที เหล่าชายฉกรรจ์ก็โยนท่อนไม้ทิ้งกระจายเกลื่อนพื้นแล้ววิ่งหนีตายขึ้นรถมอเตอร์ไซค์บิดหนีหายเข้ากลีบเมฆไปอย่างไม่คิดชีวิต ป้าสมรที่ยืนเคว้งคว้างทำอะไรไม่ถูกได้แต่ถลึงตาใส่รินรดาด้วยความแค้นเคืองก่อนจะวิ่งตามสมุนของตนไปอย่างลุกลี้ลุกลน
เมื่อความวุ่นวายสงบลง พื้นที่แปลงผักก็กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง เหลือเพียงเสียงลมหายใจของคนทั้งสอง ธนาหันกลับมามองหญิงสาวที่ยืนกอดอกมองเขาด้วยแววตาซับซ้อน รินรดายกยิ้มมุมปากเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยแซวด้วยน้ำเสียงกวนประสาทตามนิสัย
"มาได้จังหวะดีนี่ครับคุณผู้กอง... นึกว่าดูละครหลังข่าวอยู่หรือไงถึงได้โผล่มาตอนพระเอกขี่ม้าขาวพอดี"
ธนาไม่ตอบคำเขาส่งเสียง "หึ" ในลำคอ ดวงตาคมก้าวลึกลงไปในดวงตากลมโตของเธอ "ถ้าผมมาช้ากว่านี้อีกนิด คุณคงจะจัดการฟันหัวพวกมันด้วยมีดพร้าเล่มนั้นไปแล้วมั้งครับ แม่ค้าปากกล้า"
เขาก้มมองตะกร้าผักและช้อนปลูกในมือเธอก่อนจะถอนหายใจเบาๆ "อันตรายรอบตัวขนาดนี้ ยังคิดจะอยู่ที่นี่คนเดียวอีกงั้นเหรอ"
รินรดายักไหล่อย่างไม่ยี่หรา "ที่ของผม เงินของผม ชีวิตของผม ทำไมผมจะต้องกลัวพวกเหลือขอพวกนั้นด้วยล่ะครับ... ว่าแต่คุณเถอะ มาทำอะไรแถวแปลงผักชาวบ้านแต่เช้าตรู่แบบนี้ หรือว่าแอบติดใจฝีมือทำอาหารของเชฟเก่าอย่างผมเข้าแล้ว"
ธนาไม่ได้ตอบคำถาม เขาย่างสามขุมเข้าไปประชิดตัวจนรินรดาต้องถอยหลังไปชนกับเสาโรงเรือนเพาะกล้า กลิ่นกายสะอาดสะอ้านปนกลิ่นอายแดดและฝนผสมผสานกันจนน่าหลงใหล มือหนายกขึ้นปัดเศษฝุ่นที่ติดอยู่ข้างแก้มเนียนของเธออย่างเบามือ สายตาดุดันเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยนจนน่าใจหาย
"ผมไม่ได้ติดใจแค่ฝีมือทำอาหารหรอกครับ..." ธนาก้มกระซิบชิดริมหูของเธอด้วยน้ำเสียงพร่าต่ำ "แต่ผมกำลังจะประกาศให้คนทั้งหมู่บ้านรู้ต่างหาก ว่าแปลงผักอินทรีย์แปลงนี้... มีเจ้าของหัวใจเฝ้าดูแลอยู่แล้ว"
รินรดานิ่งงิ่งไปชั่วขณะ หัวใจเต้นรัวยิ่งกว่าตอนเผชิญหน้ากับอันธพาลเสียอีก เธอกำลังจะอ้าปากเถียงเพื่อกลบเกลื่อนความเขินอาย แต่จู่ๆ สายตาก็เหลือบไปเห็นเงาร่างของใครบางคนกำลังแอบซุ่มอยู่หลังพุ่มไม้หนาทึบตรงทางเข้าแปลงผัก แสงสะท้อนจากโลหะบางอย่างวาววับขึ้นมาท่ามกลางความมืดครึ้มของเงาไม้... นั่นไม่ใช่มีดพร้าของอันธพาลกระจอก แต่มันคือปลายกระบอกปืนไรเฟิลติดลำกล้องที่กำลังเล็งตรงมายังแผ่นหลังของพันตรีธนา!
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุน "ลมทะเลพัดรัก" เสมอมานะครับ
แม่ค้าผักอินทรีย์กับคุณหมอทหารผู้หวงก้าง•ตอนที่ 2
เพื่อนบ้านติดดาว
ผลงานโดย ลมทะเลพัดรัก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลมทะเลพัดรัก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ค้าผักอินทรีย์กับคุณหมอทหารผู้หวงก้าง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!