เสียงกระแทกของลังกระดาษอัดแน่นด้วยเอกสารทางกฎหมายดังสนั่นจนโต๊ะไม้สักราคาแพงสั่นสะเทือน รินรดาไม่แม้แต่จะชายตามองกระดาษแผ่นพับสีฟ้าในมือของทนายความประจำตระกูล เธอกำลังใช้มีดเชฟสเตนเลสสตีลเยอรมันด้ามสีดำสนิท ปอกเปลือกแอปเปิ้ลเขียวด้วยความนิ่งสงบ ท่าทางเยือกเย็นตัดกับบรรยากาศเดือดดาลในห้องรับแขกของคฤหาสน์ตระกูลใหญ่ได้อย่างสิ้นเชิง
"รินรดา! หล่อนคิดว่าการเงียบแล้วทำเป็นทองไม่รู้ร้อน จะทำให้ที่ดินสามสิบไร่ในหุบเขาบ้านนาพญาหลุดพ้นจากการจำนองไปได้หรือไง!" เสียงแหลมสูงของป้าสมรดังแทรกขึ้นมาทันที นางจ้องมองหลานสาวนอกไส้ด้วยสายตาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ "บรรพบุรุษสร้างสมบัติไว้ให้ลูกหลาน แต่หลานอกตัญญูอย่างหล่อนกลับเอาแต่วิ่งตามความฝันบ้าๆ ในครัวภัตตาคารหรูที่กรุงเทพฯ จนเกือบเจ๊งไม่เป็นท่า! ส่งโฉนดมาให้ฉันจัดการซะดีๆ ถือว่าเป็นการใช้หนี้บุญคุณที่ฉันเคยเลี้ยงข้าวหล่อนมาตั้งแต่เด็ก!"
รินรดาหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความเกรงกลัว ทำให้ป้าสมรหน้าดำคร่ำเครียดจนเส้นเลือดข้างขมับปูดโปน เธอวางแอปเปิ้ลที่ปอกเสร็จเรียบร้อยลงบนจานกระเบื้องเคลือบอย่างประณีต ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาญาติผู้พี่ของพ่อด้วยสายตาที่คมกริบราวกับคมมีดที่เธอเพิ่งลับ
"บุญคุณข้าวไม่กี่มื้อเมื่อสิบปีก่อน กับที่ดินมรดกที่แม่ฉันทิ้งไว้ให้ก่อนตาย... ป้าคิดว่ามันเทียบกันได้ด้วยเครื่องชั่งกิโลกรัมไหนเหรอครับ?" รินรดาจงใจใช้น้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบขาด "อีกอย่าง ที่ดินตรงนั้นไม่ใช่ที่รกร้างที่รอให้ใครมาฮุบฟรีๆ ผม... ไม่สิ ฉันกำลังจะกลับไปพลิกฟื้นมัน"
"กลับไปทำซากอะไร! ที่ดินแห้งแล้ง ดินลูกรังปนทราย ปลูกอะไรก็ตายหมด!" ป้าสมรตบโต๊ะเสียงดังลั่น "ปล่อยให้ฉันขายให้กับนายทุนรีสอร์ทซะ ยังได้เงินมาแบ่งกันคนละก้อน ดีกว่าให้หล่อนเอาไปเน่าตายคาดิน!"
"เงินก้อนที่ป้าว่า คงเข้ากระเป๋าป้าแปดส่วน แล้วแบ่งให้ฉันเศษหนึ่งส่วนห้า เพื่อเอาไปใช้หนี้แทนลูกชายป้าที่ติดการพนันสินะครับ" รินรดายิ้มเยาะ ขยับตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ออร่าความกดดันแผ่ซ่านจนทนายความฝั่งตรงข้ามถึงกับต้องหลบสายตา "บอกไว้ตรงนี้เลยนะ... โฉนดตัวจริงอยู่ในมือฉัน และฉันจะไม่ขายแม้แต่ตารางวาเดียว เตรียมเก็บกระเป๋าออกจากบ้านหลังนี้ แล้วไปเคลียร์หนี้ของลูกชายป้าเองเถอะครับ"
ป้าสมรกรีดร้องเสียงหลงด้วยความโกรธจัดจนสำลักน้ำลายตัวเอง รินรดาไม่สนใจเสียงโวยวายที่ไล่หลังมา เธอหยิบกระเป๋าเดินทางใบโตและกล่องใส่มีดคู่ใจ แล้วก้าวเดินออกจากคฤหาสน์หลังนั้นโดยไม่หันกลับมามองอีกเลย
เป้าหมายของเธอไม่ใช่การหนีความพ่ายแพ้จากวงการอาหารฟิวชั่นระดับไฮ엔ด์ แต่เป็นการเริ่มต้นสมรภูมิใหม่... สมรภูมิที่เธอจะเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ด้วยตัวเอง
รถกระบะโฟร์วีลขับเคลื่อนสี่ล้อสีดำด้านจอดสนิทอยู่หน้าเขตแดนป่ารกร้างเชิงเขา ลมพัดโชยกลิ่นไอความชื้นของดินและกลิ่นอายธรรมชาติที่ไม่ได้สัมผัสมานานนับปี รินรดากวาดสายตามองผืนดินสามสบไร่ที่เต็มไปด้วยวัชพืชและต้นไม้รกทึบ สภาพมันดูแย่กว่าที่เธอนึกไว้เสียอีก แต่ในสายตาของอดีตเชฟผู้ล่วงรู้ความลับบางอย่าง... ที่นี่คือขุมทองคำสีเขียวดีๆ นี่เอง
ทันทีที่เท้าเหยียบลงบนผืนดินมรดก เสียงแจ้งเตือนใสๆ ก็ดังขึ้นในห้วงความคิดของเธอ
[ระบบฟาร์มเกษตรอินทรีย์ระดับจักรวาล ทำงานสมบูรณ์]
[ยินดีต้อนรับท่านเจ้าของพื้นที่: รินรดา]
[ภารกิจแรก: ปรับปรุงคุณภาพดินและปลูกพืชตระกูลรากแก้วล็อตแรก ภายใน 48 ชั่วโมง]
[รางวัล: เมล็ดพันธุ์มะเขือเทศราชินีมิติลับ (รสชาติหวานฉ่ำ เพิ่มภูมิคุ้มกัน) และน้ำยาสลายวัชพืชชีวภาพไร้สารตกค้าง]
รินรดาเลิกคิ้วเล็กน้อย มุมปากยกยิ้มขึ้นอย่างพึงพอใจ หลังจากที่เธอตัดสินใจหันหลังให้วงการอาหารกรุงเทพฯ เธอก็บังเอิญได้รับ 'มิติลับ' นี้มาพร้อมกับสร้อยโบราณของมารดา มันคือพื้นที่เกษตรกรรมอัจฉริยะที่สามารถเร่งเวลาการเจริญเติบโตของพืชได้สิบเท่า และให้ผลผลิตที่มีคุณภาพสูงเกินกว่าธรรมชาติทั่วไปหลายเท่าตัว
"ถ้าดินมันแห้งแล้งนัก ก็แค่ใช้ระบบปรับปรุงดินขั้นเทพจัดการซะก็สิ้นเรื่อง" รินรดากล่าวพึมพำกับตัวเองขณะหยิบจอบด้ามไม้ขึ้นมาพาดบ่า
แต่ทว่า... ยังไม่ทันที่เธอจะได้ก้าวเท้าเข้าสู่เขตพื้นที่ดินของตนเอง เสียงเครื่องยนต์ทรงพลังของรถจี๊ปทหารคันใหญ่ก็แล่นเข้ามาจอดขวางทางฝุ่นตลบ ประตูฝั่งคนขับเปิดออกพร้อมกับร่างสูงใหญ่ในชุดลายพรางทหารเต็มยศ หมวกแก๊ปสีเขียวเข้มถูกถอดออกเผยให้เห็นใบหน้าคมคายหล่อเหลา คมเข้มด้วยหนวดเคราจางๆ และดวงตาคมกริบที่มองตรงมายังเธอด้วยแววตาตำหนิปนความห่วงใยที่ปิดไม่มิด
พันตรีธนา... นายทหารแพทย์หนุ่มผู้ควบคุมพื้นที่เขตทหารและความมั่นคงแถบนี้ และยังเป็น 'คนรัก' ที่คอยตามตามติดหวงก้างเธอมาตั้งแต่สมัยเรียนแพทย์และเชฟที่กรุงเทพฯ
"ใครอนุญาตให้ผู้หญิงตัวคนเดียวแบกกระเป๋ามาลุยป่ารกร้างแบบนี้ ริน?" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นด้วยความไม่พอใจ เขาก้าวฉับๆ เข้ามาประชิดตัว ก่อนจะแย่งจอบออกจากบ่าของเธออย่างไร้ความปรานี "แล้วดูสภาพการแต่งตัว... คิดจะมาเป็นเกษตรกรหรือจะมาเดินแบบบนรันเวย์กลางหุบเขา?"
"ธนา! คุณมาทำอะไรที่นี่?" รินรดาขมวดคิ้วมุ่น แม้จะแอบใจเต้นกับความใกล้ชิด แต่นิสัยปากจัดก็ไม่เคยยอมแพ้ใคร "นี่มันที่ดินของฉัน ฉันจะมาทำอะไรมันก็เรื่องของฉัน ไม่ได้รบกวนเวลาตรวจคนไข้ของคุณสักหน่อย"
ธนาถอนหายใจยาวอย่างเหนื่อยหน่าย เขาใช้มือหนาปัดเศษฝุ่นที่เกาะอยู่ตรงไหล่ของเธอออกอย่างเบามือ สายตาที่มองเธอนั้นเต็มไปด้วยความรักและความดื้อรั้นในเวลาเดียวกัน
"ฉันลาพักร้อนยาวสามเดือน... เพื่อมาคุมความประพฤติ 'ว่าที่ภรรยา' ที่กำลังคิดจะทิ้งมีดเชฟมาจับจอบทำไร่โดยไม่บอกกล่าว" ธนาโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนรินรดาต้องถอยหลังกรูด "แล้วจำไว้ อย่าคิดจะไล่ฉันกลับเด็ดขาด เพราะบ้านพักนายทหารแถบนี้ ไม่มีใครว่างพอจะมาดูแลแม่ค้าผักปากร้ายอย่างเธอหรอก"
รินรดาอ้าปากค้าง กำลังจะสวนกลับด้วยคำพูดเจ็บแสบสักประโยค แต่ทว่า... จู่ๆ เสียงฝีเท้าฝูงใหญ่และเสียงตะโกนโวยวายก็ดังแว่วมาจากทางปากทางเข้าหมู่บ้าน
"เฮ้ย! นั่นมันรถของไอ้พวกนักเลงถิ่นที่ป้าสมรจ้างมานี่หว่า!" ธนาหันขวับไปมองตามเสียง พร้อมกับดึงร่างบางของรินรดามาหลบอยู่ด้านหลังด้วยสัญชาตญาณการปกป้องทันที
รินรดากะพริบตาปริบๆ เมื่อมองเห็นกลุ่มชายฉกรรจ์นับสิบคนพกพาท่อนไม้และมีดพร้าเดินตรงเข้ามาทางแปลงที่ดินของเธออย่างคุกคาม พร้อมกับเสียงหัวเราะเยาะเย้ยที่ดังลั่นป่า
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปกับ "ลมทะเลพัดรัก" นะครับ
แม่ค้าผักอินทรีย์กับคุณหมอทหารผู้หวงก้าง•ตอนที่ 1
ทิ้งมีดเชฟมาจับจอบ
ผลงานโดย ลมทะเลพัดรัก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลมทะเลพัดรัก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ค้าผักอินทรีย์กับคุณหมอทหารผู้หวงก้าง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!