กลิ่นสนิมเหล็กและกลิ่นอับชื้นของโกดังร้างริมแม่น้ำเจ้าพระยา ไม่ได้น่าสะพรึงกลัวเท่ากับความเงียบงันที่กดทับอยู่เบื้องหลังเสียงฝีเท้าคู่นั้น
“ยินดีที่ได้พบกันอีกครั้งครับ... สารวัตร”
เสียงทุ้มต่ำที่ลอยออกมาจากเงามืดของเสาปูนซีเมนต์เปลือยขนาดใหญ่ ไม่ได้ทำให้ พ.ต.ต. ภูวดล สะดุ้งตกใจอย่างที่ผู้ร้ายทั่วไปควรจะเป็น ตรงกันข้าม สารวัตรหนุ่มกลับค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกทางจมูกอย่างช้าๆ มือหนาที่กุมด้ามปืนพกประจำกายในซองพกซ่อนใต้สูทกระชับแน่นขึ้นโดยอัตโนมัติ สัญชาตญาณนักล่าถูกปลุกให้ตื่นเต็มพิกัดในเสี้ยววินาที
ในขณะที่ พญ.ธาราริน ซึ่งยืนอยู่เคียงข้างในระยะประชิด ไม่มีทีท่าว่าจะตื่นตระหนกเช่นกัน ดวงตากลมโตภายใต้กรอบแว่นไร้ขอบคู่นั้นหรี่ลงเล็กน้อย สมองอันปราดเปรื่องของแพทย์นิติเวชกำลังคำนวณระยะทาง มุมแสง และความเป็นไปได้ทั้งหมดของกระสุนปืนที่อาจพุ่งแหวกอากาศมาได้ทุกเมื่อ เธอขยับตัวเล็กน้อยเพื่อยืนบังมุมอับสายตาให้ภูวดลครึ่งก้าว เป็นการกระทำโดยสัญชาตญาณที่ไม่ได้นัดหมาย แต่สะท้อนความไว้วางใจที่ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบท่ามกลางสมรภูมิอันตราย
ร่างในชุดสูทสีเข้มก้าวพ้นจากเงาอับชื้นออกมายืนใต้แสงไฟนีออนสลัวที่กะพริบติดๆ ดับๆ ใบหน้านั้นคมคายและประดับด้วยรอยยิ้มเยдя เย็นเยียบ รอยยิ้มของคนที่ถือไพ่เหนือกว่าทุกใบในสำรับ
“อนันต์” ภูวดลเอמהชื่อนั้นออกมาเบาๆ ผ่านไรฟัน น้ำเสียงเต็มไปด้วยความกรุ่นโกรธที่ถูกเก็บกดไว้ใต้ความเยือกเย็น “แกน่าจะไปนอนอยู่ในคุกตั้งแต่มืดหวันเมื่อห้าปีก่อนแล้วนะ”
“คุกหรือครับสารวัตร?” อนันต์ หัวหน้าทีมสอบสวนพิเศษผู้กุมความลับระดับโครงสร้างของกรมตำรวจ หัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและบาดหู “สำหรับคนอย่างพวกเรา คุกที่แท้จริงไม่ใช่ห้องสี่เหลี่ยมที่มีลูกกรงหรอกครับ แต่มันคือ ‘ความจริง’ ต่างหาก... ความจริงที่คุณพยายามขุดคุ้ยขึ้นมาโดยไม่รู้เลยว่า ยิ่งขุดลึกเท่าไหร่ หลุมนั้นก็จะฝังกลบพวกคุณเร็วยิ่งขึ้นเท่านั้น”
สายตาคมกริบของอนันต์เหลือบมองข้ามไหล่ของภูวดลไปยังร่างเพรียวบางของหมอธาร เขายิ้มกริ่ม “โอ้... หมอธารารินด้วยหรือครับนี่ ช่างเป็นการรวมตัวของคู่หูที่น่าประทับใจเสียจริง น่าเสียดาย... ที่การเดินทางร่วมกันครั้งนี้ จะต้องจบลงตรงนี้”
สิ้นเสียงของอนันต์ เสียงโลหะกระทบกันก้องกังวานมาจากทุกทิศทุกทาง เงาดำทะมึนไม่ต่ำกว่าสิบร่างก้าวออกมาจากมุมมืดของซากลังสินค้าและชั้นวางของเหล็กขึ้นสนิม ทุกคนแต่งกายด้วยชุดยุทธวิธีสีดำสนิท และที่สำคัญที่สุด—ปลายกระบอกปืนนับสิบกระบอกต่างเล็งตรงมาที่พวกเขาทั้งสองคนอย่างพร้อมเพรียง
แผนการที่วางไว้ว่าจะเป็นการเข้าจับกุมตัวการใหญ่ กลับกลายเป็น “กับดัก” ที่ถูกตลบหลังอย่างสมบูรณ์แบบ ข้อมูลการเคลื่อน
พลของพวกเขาถูกรั่วไหล... และมีเพียงคนไม่กี่คนในกองบัญชาการเท่านั้นที่รู้แผนการนี้
หมอธารสูดหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ กลิ่นอับชื้นในโกดังผสมกับกลิ่นเหงื่อจางๆ บนขมับของเธอ สมองกำลังวิเคราะห์สถานการณ์ด้วยหลักการทางความน่าจะเป็น ระยะห่างสิบเมตร กระสุนความเร็วสูงสิบกระบอก โอกาสรอดชีวิตจากการปะทะตรงๆ มีค่าน้อยกว่าศูนย์จุดหนึ่งเปอร์เซ็นต์
“คุณมั่นใจมากสินะครับว่าแผนนี้จะปิดปากพวกเราได้สนิท” ภูวดลเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบที่กดดัน ดวงตาคมดุจเหยี่ยวจ้องมองอนันต์เขม็ง ไม่มีความหวาดกลัวปรากฏบนใบหน้าคร้านแดดนั้น มีเพียงประกายความท้าทายที่ลุกโชน “แต่คุณลืมคิดไปอย่างหนึ่ง... อนันต์”
อนันต์เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มเยาะยังคงประดับมุมปาก “อ๋อหรือครับ? หรือว่าสารวัตรยังมีไพ่ตายอะไรซ่อนอยู่อีก งั้นก็ลองหยิบออกมาโชว์ให้ผมดูหน่อยสิครับ ก่อนที่นิ้วบนไกปืนของลูกน้องผมจะลั่นไก”
“ผมไม่จำเป็นต้องมีไพ่ตายหรอกครับ” หมอธารเป็นคนแทรกขึ้น น้ำเสียงของเธอนิ่งสนิท ทว่าเฉียบคมดุจใบมีดผ่าตัดที่กรีดผ่านผิวหนังอย่างไร้ความลังเล สายตาของเธอมองตรงไปยังอนันต์อย่างท้าทาย “เพราะสิ่งที่คุณกำลังทำอยู่ตอนนี้... มันถูกบันทึกไว้หมดแล้ว”
อนันต์ชะงักไปชั่วเสี้ยววินาที รอยยิ้มบนใบหน้ากระตุกวูบ
“คุณหมายความว่ายังไง?” อนันต์ถาม เสียงเริ่มมีความกระด้างเจือปน
“คุณคิดจริงๆ หรือคะว่า ตำรวจมืออาชีพอย่างพวกเรา จะเดินเข้ามารังเสือโดยไม่มีระบบสำรองข้อมูลแบบเรียลไทม์?” หมอธารก้าวเท้าออกมายืนขนาบข้างภูวดลอย่างมั่นคง ไหล่ของเธอชนกับไหล่หนาของสารวัตรหนุ่ม ความอบอุ่นจากร่างกายของเขาส่งผ่านเนื้อผ้ามาถึงเธอ เป็นพลังเงียบที่บอกว่าพวกเขาจะสู้ไปด้วยกันจนวินาทีสุดท้าย “ไฟล์เสียงและภาพเคลื่อนไหวทั้งหมดในรัศมีรัศมีรัศมีรัศมีรัศมีรัศมีรัศมีรัศมีรัศมีรัศมีห้าสิบเมตรนี้ ถูกสตรีมไปยังเซิร์ฟเวอร์นิรภัยภายนอกเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่ก้าวแรกที่เราเดินเหยียบเข้ามาในโกดังแห่งนี้”
ภูวดลแอบอมยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย แม้ในสถานการณ์วิกฤต หญิงสาวข้างกายเขาก็ยังคงความเยือกเย็นและเฉียบแหลมในการใช้จิตวิทยาเล่นงานศัตรูได้อย่างยอดเยี่ยม เธอไม่ได้โกหก แต่เธอกำลังใช้ “ความเป็นไปได้” มาสร้างความหวาดระแวงให้ฝ่ายตรงข้าม
“โกหก!” อนันต์คำรามออกมาอย่างหมดมาด สัญชาตญาณดิบเริ่มเข้าครอบงำเมื่อเขาเห็นความลังเลฉายชัดในแววตาของลูกน้องบางคน “ยิงพวกมัน! จัดการซะ!”
“เดี๋ยวก่อนครับ... นาย”
เสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นจากความมืดด้านหลังอนันต์ เสียงนั้นราบเรียบและเย็นเยียบจนทำให้ทุกคนในที่นั้นต้องชะงัก ชายในชุดสูทอีกคนก้าวออกมาจากเงา พร้อมกับถือแท็บเล็ตเครื่องหนึ่งในมือ หน้าจอนั้นสว่างวาบด้วยข้อความแจ้งเตือนสีแดงฉาน
อนันต์หันขวับไปมองลูกน้องคนสนิท “อะไรอีกวะ!”
ลูกน้องคนนั้นกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก หน้าซีดเผือก “สัญญาณ... สัญญาณฉุกเฉินครับนาย มันถูกส่งออกไปจริงๆ และตอนนี้... ทางนั้นกำลังดาวน์โหลดไฟล์ทั้งหมดลงในระบบกลางของกองปราบปรามแล้วครับ!”
บรรยากาศในโกดังพลันเย็นเยียบลงไปอีกหลายเท่าตัว ความมั่นใจทั้งหมดของอนันต์สลายหายไปในพริบตา แววตาที่เคยเย่อหยิ่งบัดนี้เต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและโทสะ
“จัดการพวกมันซะ! อย่าให้เหลือรอดออกไปได้แม้แต่คนเดียว!” อนันต์แผดเสียงลั่น สั่งการด้วยความบ้าคลั่ง นิ้วของมือปืนเริ่มออกแรงกดลงบนไกปืน
ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตายนั้นเอง ภูวดลไม่รอช้า มือหนาคว้าเอวบางของหมอธารแล้วกระชากให้ทรุดตัวลงหลบหลังแนวเสาปูนพร้อมกับเสียงปืนนัดแรกที่ดังสนั่นหวั่นไหว กระสุนเจาะทะลุลังไม้และกำแพงปูนจนเศษปูนกระจายว่อน
“หมอ! หมอเจ็บตรงไหนไหม!” ภูวดลตะโกนถามท่ามกลางเสียงปืนที่ดังระรัว ร่างหนาโถมเข้าปกป้องเธอไว้ด้วยร่างกายของตนเอง กลิ่นโคโลญจน์ผสมกับกลิ่นดินปืนอบอวลอยู่รอบตัว
“ฉัน... ฉันไม่เป็นไรค่ะ สารวัตรระวัง!” หมอธารร้องเตือนเมื่อเห็นเงาของมือปืนคนหนึ่งกำลังอ้อมมาทางด้านข้างของเสาที่พวกเขากำลังหลบอยู่
ภูวดลไม่รอช้า เขาพลิกตัวอย่างคล่องแคล่ว มือขวายกปืนขึ้นเล็งแล้วเหนี่ยวไกสวนกลับไปทันที กระสุนเจาะเข้าที่ไหล่ของมือปืนคนนั้นจนล้มคว่ำลงไปกองกับพื้น แต่กระสุนนัดอื่นๆ ก็ยังคงระดมยิงเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย สถานการณ์คับขันจนแทบไม่เหลือทางหนี
ทว่า ในขณะที่เสียงปืนกำลังคำรามก้องและควันดินปืนคลุ้งไปทั่วบริเวณนั้นเอง เสียงไซренаรถตำรวจนับสิบคันก็ดังแว่วมาจากด้านนอก โขกสะเทือนเข้ามาถึงตัวโกดัง เสียงประกาศผ่านโทรโข่งดังขึ้นก้องกังวาน
*“นี่คือเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปราม! ปิดล้อมพื้นที่หมดแล้ว วางอาวุธลงเสีย!”*
อนันต์หน้าถอดสีทันที เขากวาดสายตามองไปรอบตัวด้วยความตื่นตระหนก แผนการทั้งหมดพังทลายลงในพริบตาเดียว
“เวรเอ้ย!” อนันต์สบถลั่น “ถอย! ถอยเร็ว!”
ท่ามกลางความโกลาหลและการบุกจู่โจมของกำลังเสริมภายนอก ฝ่ายของอนันต์เริ่มแตกกระเจิงและพยายามหาทางหลบหนีออกทางประตูด้านหลัง ภูวดลมองตามร่างของอนันต์ที่กำลังวิ่งหนีหายไปในความมืด แต่เขากลับไม่ได้ลุกขึ้นวิ่งไล่ตามทันที
มือหนายังคงประคองร่างของหมอธารให้อยู่ในอ้อมแขนอย่างทะนุถนอม ดวงตาคมดุจเหยี่ยวจดจ้องมองลึกลงไปในดวงตากลมโตที่สั่นไหวเล็กน้อยของเธอ
“ปลอดภัยแล้วนะครับ... หมอ” ภูวดลกระซิบเสียงนุ่ม ท่ามกลางเสียงโกลาหลรอบตัว ราวกับโลกทั้งใบเหลือเพียงแค่พวกเขาสองคน
หมอธารเงยหน้าขึ้นสบตาเขา หัวใจในอกเต้นระรัวไม่ใช่เพราะความหวาดกลัวจากกระสุนปืนเมื่อครู่ แต่เป็นเพราะแรงดึงดูดบางอย่างที่ทรงพลังยิ่งกว่าวิทยาศาสตร์ใดๆ จะอธิบายได้ เธอกำลังจะอ้าปากเอ่ยตอบบางอย่าง
ทว่า... สายตาของเธอกลับเหลือบไปเห็นสิ่งผิดปกติบางอย่างที่ตกอยู่บนพื้นดินห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าว ท่ามกลางควันจางๆ และเศษซากปูน
มันคือ “แฟลชไดรฟ์” สีดำสนิท ที่มีรอยขีดข่วนคุ้นตาอย่างประหลาด—รอยขีดข่วนที่เป็นสัญลักษณ์เฉพาะตัว... ของใครบางคนที่ควรจะตายไปแล้วเมื่อห้าปีก่อน
หัวใจของหมอธารกระตุกวูบ เธอนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ลมหายใจสะดุดกึกเมื่อตระหนักได้ว่า เกมนี้... มันเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นจริงๆ เท่านั้น
----------------------------------------
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและไขปริศนากับพวกเรามาจนถึงตอนนี้นะครับ
กับดักรักซ่อนปริศนา•ตอนที่ 32
เดิมพันด้วยชีวิต
ผลงานโดย ดร.นิติเวช
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดร.นิติเวช)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กับดักรักซ่อนปริศนา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!