กับดักรักซ่อนปริศนา•ตอนที่ 3

ร่องรอยที่ถูกซ่อน

ผลงานโดย ดร.นิติเวช
ความมืดไม่ใช่ความว่างเปล่า... แต่มันคือผืนผ้าใบที่ซ่อนเร้นความจริง ซึ่งถูกแต่งแต้มด้วยเสียงฝีเท้าที่กำลังใกล้เข้ามาทุกที เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นหินขัดของทางเดินโรงพยาบาลร้างดังก้องกังวานราวกับเสียงนาฬิกาจับเวลาแห่งความตาย สารวัตรภูวดลไม่รอให้ความสงสัยกัดกินสัญชาตญาณ ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสีเข้มพุ่งตัวผ่านความมืดเข้าประชิดสวิตช์ไฟข้างประตูอย่างรวดเร็วราวกับเสือชีตาร์ตะครุบเหยื่อ มือหนากดลงไปเต็มแรง ทว่า... ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีแสงสว่างใดๆ เล็ดลอดออกมาจากหลอดไฟนีออนเบื้องบน นอกจากความเงียบงันที่กดทับลงมาหนักหน่วงยิ่งกว่าเดิม "หมอธาร... ถอยไปที่มุมห้อง" เสียงทุ้มต่ำกระซิบสั่งเฉียบขาด แฝงความกังวลที่เจ้าตัวพยายามซ่อนไว้ภายใต้ความแข็งกร้าว พญ.ธารารินไม่ขยับหนีตามคำสั่ง ร่างเพรียวในเสื้อกาวน์สีขาวภายใต้ความมืดสนิทก้าวถอยหลังเพียงครึ่งก้าว มือเรียวสัมผัสได้ถึงความเย็นเฉียบของโต๊ะสเตนเลสผ่าศพที่ตั้งอยู่เบื้องหลัง ความเยือกเย็นของโลหะไม่ระคายเคืองผิวเท่ากับความตึงเครียดในอากาศที่ประจันหน้ากันอยู่ ณ เวลานี้ ดวงตากลมโตคู่สวยพยายามปรับรับกับความมืด เพ่งมองไปยังบานประตูห้องผ่าศพที่เปิดอ้าอยู่ครึ่งหนึ่ง ปัง! เสียงประตูกระแทกกับผนังเบาๆ จากแรงลมภายนอก ก่อนที่เงาร่างสูงโปร่งของใครบางคนจะทาบทับลงบนกรอบประตู แสงสลัวจากดวงจันทร์ที่ลอดผ่านหน้าต่างบานเกล็ดเก่าๆ ด้านนอกสาดส่องเข้ามา เผยให้เห็นร่างของชายในชุดเสื้อคลุมสีเข้มที่ยืนนิ่งสงบราวกับรูปปั้นหินอ่อน "ใคร..." ภูวดลตะโกนก้อง มือขวาชักอาวุธปืนพกประจำกายออกจากซองหนังข้างเอวขึ้นเล็งตรงไปยังเป้าหมายอย่างแม่นยำ ปลายกระบอกปืนนิ่งสนิทบ่งบอกถึงผ่านการฝึกฝนในสถานการณ์วิกฤตมานับครั้งไม่ถ้วน "หยุดอยู่ตรงนั้น! อย่าขยับ!" ทว่าผู้มาเยือนไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ร่างนั้นค่อยๆ ก้าวเข้ามาในแสงจันทร์ เผยให้เห็นใบหน้าเรียบเฉยและรอยยิ้มบางเบาที่มุมปาก—รอยยิ้มที่ทำให้สารวัตรหนุ่มต้องขมวดคิ้วแน่นด้วยความแปลกใจ "ใจร้อนเสียจริงครับ สารวัตรภูวดล... ดึกดื่นค่อนคืนเช่นนี้ สถานที่อัปมงคลอย่างห้องผ่าศพใต้ดิน ดูจะไม่ใช่ที่ที่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ควรมาเดินเล่นสำรวจรอยอดีตนะ" เสียงทุ้มต่ำและราบเรียบนั้นคุ้นหูอย่างประหลาด มันคือเสียงของหมอภาคิน—แพทย์นิติเวชรุ่นพี่และอาจารย์แพทย์ผู้ทรงอิทธิพลแห่งสถาบันนิติเวชวิทยา ผู้ซึ่งมีศักดิ์เป็นทั้งเพื่อนร่วมงานและเงาทะมึนในอดีตของธารารินเอง "อาจารย์ภาคิน..." หมอธารเอ่ยชื่อนั้นออกมาเบาๆ ความตกใจฉายชัดในน้ำเสียง แม้พยายามจะควบคุมมันให้ราบเรียบที่สุดแล้วก็ตาม "คุณมาทำอะไรที่นี่เวลานี้?" ภาคินปรายตามองหญิงสาวรุ่นน้องเพียงชั่วพริบตา ก่อนจะเบนสายตาไปยังร่างไร้ลมหายใจบนเตียงผ่าศพ แววตาของเขาไหววูบไปชั่วขณะ—รวดเร็วเกินกว่าที่คนทั่วไปจะทันสังเกตเห็น แต่ไม่หลุดรอดจากสายตาของสารวัตรภูผู้เชี่ยวชาญการอ่านพฤติกรรมมนุษย์ "ผมควรเป็นฝ่ายถามคุณมากกว่านะครับ หมอธาราริน" ภาคินเดินเข้ามาใกล้ขึ้นอีกก้าว จนแสงจันทร์อาบไล้ครึ่งซีกใบหน้าคมคายที่ดูเยือกเย็นและน่าค้นหา "การลักลอบย้ายศพคดีฆาตกรรมต่อเนื่องจากห้องชันสูตรหลัก มายังโรงพยาบาลร้างนอกเขตรับผิดชอบ... มันผิดระเบียบข้อบังคับร้ายแรง และอาจทำให้หลักฐานทั้งหมดกลายเป็นโมฆะในชั้นศาลได้เลยทีเดียว" "หลักฐานจะกลายเป็นโมฆะหรือไม่... ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นคนพยายามทำลายมันตั้งแต่แรกต่างหากครับ" ภูวดลลดปืนลงเล็กน้อย แต่ยังคงไว้ซึ่งท่าทีเตรียมพร้อมรับมือ "ว่าแต่... คุณรู้ได้อย่างไรว่าพวกเราอยู่ที่นี่? ในเมื่อบันทึกการย้ายศพถูกเก็บเป็นความลับสูงสุดของกรมตำรวจ" ภาคินหัวเราะในลำคอเบาๆ เสียงหัวเราะที่แห้งแล้งและเย็นชา "ความลับในกรมตำรวจสำหรับผมแล้ว... ก็เหมือนกระดาษสาเปียกน้ำนั่นแหละครับ สารวัตรภู คุณคิดว่าตัวเองฉลาดที่ดึงศพนี้ออกมาเพื่อหาความจริง แต่คุณกลับมองข้ามสิ่งสำคัญที่สุดไป... สิ่งที่คนร้ายทิ้งเอาไว้เพื่อเยาะเย้ยพวกเรา" คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศในห้องผ่าศพกลับมาตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง ธารารินหันขวับไปมองหน้าภาคินทันที "คุณหมายความว่ายังไง? คุณรู้อะไรเกี่ยวกับศพนี้?" ภาคินไม่ตอบคำถามโดยตรง เขายกมือขึ้นปัดฝุ่นที่ไหล่เสื้อเล็กน้อย ก่อนจะเดินผ่านสารวัตรภูไปหยุดยืนอยู่ข้างเตียงผ่าศพ ร่างสูงก้มลงมองศพชายหนุ่มผู้เคราะห์ร้ายบนเตียงสเตนเลสอย่างพินิจพิจารณา แววตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาสะท้อนประกายความเย้ยหยัน "พวกคุณมัวแต่สนใจรอยแผลฉีกขาดที่หน้าอก มัวแต่พิสูจน์สารเคมีในกระเพาะอาหาร..." ภาคินเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่บาดลึก "จนลืมดูรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่อยู่ใกล้ตัวที่สุด... หมอธาร ลองหยิบไฟฉายฟลูออเรสเซนต์ของคุณขึ้นมาส่องที่ซอกเล็บมือข้างขวาของศพดูสิครับ แล้วคุณจะเข้าใจว่าทำไมผมถึงบอกว่า... พวกเรากำลังวิ่งไล่ตามเงาของตัวเอง" ธารารินนิ่งอึ้งไปชั่ววินาที สมองประมวลผลอย่างรวดเร็ว เธอหันไปสบตากับสารวัตรภูวดล ทั้งคู่ต่างอ่านความหมายในสายตาของกันและกันได้ทันที—นี่อาจเป็นกับดัก แต่ก็อาจเป็นเบาะแสเดียวที่จะพาพวกเขาหลุดพ้นจากวังวนปริศนานี้ มือเรียวของแพทย์หญิงสั่นเทาเล็กน้อยเมื่อหยิบอุปกรณ์ตรวจหาดีเอ็นเอและสารเรืองแสงขนาดพกพาออกมาจากกระเป๋าเสื้อกาวน์ เธอเปิดสวิตช์ แสงสีฟ้าม่วงสาดส่องลงไปยังมือข้างขวาของศพที่กำหมัดแน่นเล็กน้อย ในความมืดที่มีเพียงแสงจากหลอดฟลูออเรสเซนต์ดวงจิ๋ว ธารารินค่อยๆ ใช้นิ้วมือสวมถุงมือยาง ดันกลีบเล็บของศพผู้ตายออกอย่างระมัดระวัง เพื่อตรวจสอบใต้ซอกเล็บที่อาจมีการต่อสู้และทิ้งร่องรอยดีเอ็นเอของฆาตกรไว้ "เจออะไรไหมครับ หมอธาร?" ภูวดลถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ ขยับเข้ามายืนชิดด้านหลังเพื่อบังมุมอับสายตาจากภาคิน ระยะห่างระหว่างเขากับเธอน้อยลงจนสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากร่างกายของกันและกัน ท่ามกลางบรรยากาศที่หนาวเหน็บ ดวงตากลมโตของธารารินเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ภายใต้แสงฟลูออเรสเซนต์ ใต้ซอกเล็บนิ้วชี้ข้างขวาของศพ ปรากฏเส้นใยสีแดงเข้มขนาดจิ๋ว ยาวไม่ถึงสองมิลลิเมตร ติดอยู่กับคราบเลือดแห้งกรัง เส้นใยสังเคราะห์ที่สะท้อนแสงเรืองรองออกมาอย่างชัดเจน ไม่ใช่แค่เส้นใยธรรมดา... แต่มันคือเส้นใยของผ้าขนสัตว์ชนิดพิเศษที่มักใช้ตัดสูทราคาแพงระดับไฮ엔ด์ ซึ่งมีจำหน่ายนำเข้าเพียงไม่กี่แห่งในเมืองหลวงเท่านั้น! ทว่า... ก่อนที่ธารารินจะได้หยิบแหนบสแตนเลสขึ้นมาคีบเก็บตัวอย่างนั้นเอง สายตาก็เหลือบไปเห็นบางสิ่งบางอย่างที่ซ่อนอยู่ลึกลงไปอีกชั้นใต้ซอกเล็บเดียวกัน—วัตถุชิ้นเล็กจิ๋วที่ถูกฝังไว้ราวกับจงใจทิ้งเป็นสัญลักษณ์ท้าทาย มันคือ "ชิ้นส่วนของกระดุมโลหะสีดำ" ที่สลักลวดลายรูปงูพ่นพิษขดตัวเป็นวงกลม... ลวดลายเดียวกันกับแหวนปริศนาที่เธอเคยพบในคดีฆาตกรรมของพี่ชายเมื่อหลายปีก่อน! หัวใจของพญ.ธารารินกระตุกวูบ ความทรงจำอันเจ็บปวดพรั่งพรูเข้ามาในโสตประสาทราวกับคลื่นใต้น้ำที่ซัดสาดเข้าฝั่งอย่างไร้ความปรานี ร่างกายชะงักค้าง มือที่ถือแหนบสั่นเทาจนเกือบหลุดร่วง ภาคินที่ยืนมองอยู่มุมห้องยกยิ้มมุมปากอย่างเยือกเย็นเมื่อเห็นปฏิกิริยาของหญิงสาว เขากระซิบเบาๆ ด้วยน้ำเสียงที่ดังก้องกังวานในความเงียบ "ยินดีต้อนรับสู่จุดเริ่มต้นของความจริงนะครับ หมอธาราริน... ความจริงที่พี่ชายของคุณพยายามเอาชีวิตเข้าแลก เพื่อที่จะปกปิดมันเอาไว้จนวินาทีสุดท้าย" สารวัตรภูวดลหันขวับไปจ้องหน้าภาคินด้วยแววตาคมกริบดั่งใบมีดโกน มือขวากระชับปืนในซองแน่นขึ้นทันที พร้อมลั่นไกได้ทุกเมื่อหากสถานการณ์พลิกผัน "คุณพูดเรื่องอะไร ภาคิน? พี่ชายของหมอธารเกี่ยวข้องอะไรกับคดีนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?" สารวัตรหนุ่มคาดคั้นเสียงเข้ม ภาคินไม่ตอบคำถาม เขาเพียงแต่หัวเราะเบาๆ ในลำคอ ก่อนจะหมุนตัวหันหลังเดินหายกลกลืนไปกับความมืดมิดของทางเดินด้านนอกอย่างไร้ร่องรอย ทิ้งให้ทั้งสองคนยืนอยู่ท่ามกลางความหนาวเหน็บและกลิ่นอายความตายที่ตลบอบอวล และก่อนที่สารวัตรภูจะทันได้ก้าวเท้าตามออกไป เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อกาวน์ของธารารินก็แผדเสียงดังลั่นทำลายความเงียบขึ้นมาอย่างกะทันหัน... หน้าจอแสดงเบอร์โทรเข้าเป็นชื่อ "สารวัตรชน ภูธรภาค 2"—ผู้บังคับบัญชาโดยตรงของภูวดล ซึ่งควรจะอยู่ที่สถานีตำรวจในเวลานี้ "รับสิครับ หมอธาร..." ภูวดลเอ่ยเสียงเครียด ดวงตาคมจ้องมองโทรศัพท์มือถือในมือหญิงสาวราวกับมันค้าระเบิดเวลา "เปิดสSpeaker... ผมสังหรณ์ใจว่า ข่าวดีที่เราเพิ่งค้นพบเมื่อครู่... อาจเป็นใบมรณบัตรใบใหม่ของเราสองคน" ธารารินสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติ กดรับสายและเปิดสปีกเกอร์โฟนทันทีตามคำสั่ง เสียงปลายสายหอบกระเส่าด้วยความตื่นตระหนกดังลอดออกมาจากลำโพง *"หมอธาร! สารวัตรภู! ฟังผมให้ดี... ตอนนี้พวกคุณกำลังตกเป็นผู้ต้องหาหนีหมายจับในคดีฆาตกรรมอำพรางศพที่โรงพยาบาลร้าง... และ... และหน่วยปฏิบัติการพิเศษกำลังปิดล้อมพื้นที่นั้นทุกด้านแล้ว!"* ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางสืบหาความจริงอันมืดหม่นนี้ไปด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
สารจากนักเขียน (ดร.นิติเวช)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กับดักรักซ่อนปริศนา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%