ปลายนิ้วเรียวของไอริสแตะสัมผัสลงบนผนังหินศิลาโบราณของหอสมุดต้องห้าม แรงสั่นสะเทือนระดับไมโครเฮิรตซ์ที่ส่งผ่านมาจากเนื้อหินบอกเธอได้ทันทีว่า มีกระแสมานาความเข้มข้นสูงกำลังเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ด้วยความเร็วสูง และยิ่งกว่านั้น... มันคือความถี่อันคุ้นเคยที่เยียบเย็นจนน่าขนลุก
*“ขอบใจนะ... ที่ช่วยเปิดทางให้ข้าออกมารับลมเสียที”*
เสียงกระซิบจากบทสนทนาก่อนหน้ายังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทที่ใช้รับรู้แรงสั่นสะเทือน ทว่าในความเป็นจริง เวลานี้ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากของเด็กสาวผู้สูญเสียเสียงเลยแม้แต่น้อย ไอริสถอนมือออกจากผนังอย่างรวดเร็ว ดวงตากลมโตฉายแววระแวดระวัง เธอกวาดสายตามองไปรอบห้องโถงเก็บตำราเวทมนตร์โบราณที่มืดสลัว มีเพียงแสงจันทร์สีนวลที่ลอดผ่านหน้าต่างกระจกสีสาดส่องลงมาเป็นลำ
พรึบ!
เงาดำสายหนึ่งทาบทับลงมาบนกองตำราเวทมนตร์ด้านหลัง ก่อนที่ร่างสูงโปร่งในชุดคลุมนักเรียนอันเป็นเอกลักษณ์ของสถาบันเวทมนตร์อาสคาเรียจะปรากฏขึ้นอย่างเงียบเชียบ ราวกับว่าเขาไม่ได้เดินเข้ามา แต่สลายตัวแล้วรวมร่างใหม่ ณ จุดนั้น
เซนยืนขวางทางเดินแคบๆ ระหว่างชั้นหนังสือสูงตระหง่าน ร่างนั้นนิ่งสนิท ดวงตาสสีเงินยวดยวงภายใต้กรอบหน้าคมคายคู่นั้นจ้องมองมาที่เธอด้วยแววตาเรียบเฉย ไร้ซึ่งระลอกคลื่นอารมณ์ใดๆ ราวกับผืนน้ำในคืนไร้จันทร์ ทว่าบรรยากาศรอบตัวเขากลับกดดันจนอากาศในรัศมีห้าเมตรแทบจะกลายเป็นของแข็ง
ไอริสไม่ถอยหลัง เธอเพียงแต่ขยับเท้าซ้ายไปข้างหลังเล็กน้อยเพื่อสร้างฐานทรงตัว พร้อมกับปรับโสตประสาทสัมผัสภายในให้รับคลื่นความถี่จากมานาในตัวของเซน อัจฉริยะผู้ขึ้นชื่อเรื่องเวทมนตร์ทำลายล้างคนนี้ไม่ได้มาเพื่อทักทายอย่างแน่นอน
"เจ้ากำลังทำอะไรที่นี่, ไอริส"
น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบงัดข้อระหว่างกัน เซนไม่ได้ตะคอก แต่น้ำเสียงเรียบๆ นั้นกลับหนักแน่นและทรงพลังจนทำให้ผนังหินรอบด้านสั่นระริกเล็กน้อยจากแรงกดดันทางเวทมนตร์ที่เขาแผ่ออกมาโดยไม่รู้ตัว
เด็กสาวเม้มริมฝีปากเข้าหากันแน่น เธอไม่สามารถเปล่งเสียงตอบโต้ได้ จึงทำได้เพียงยกมือขึ้นวาดเป็นสัญญลักษณ์มือเบื้องต้น—ภาษาใบ้ที่ทั้งสองใช้สื่อสารกันยามจำเป็น ทว่าเซนกลับหรี่ตาลงเล็กน้อย เขาไม่แม้แต่จะมองท่าทางของเธอด้วยซ้ำ
"ข้าเตือนเจ้าแล้วว่าเขตพื้นที่นี้ถูกปิดตาย" เซนก้าวเท้าเข้ามาใกล้ ระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงเหลือเพียงแค่เอื้อมมือ "การที่เจ้าใช้ 'การสั่นสะเทือน' ลักลอบเข้ามาสำรวจบันทึกโบราณของตระกูลข้า... มันล้ำเส้นเกินไปแล้วนะ, ไอริส"
ไอริสชะงัก ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจ ตระกูลของเซน... บันทึกโบราณ? นี่ไม่ใช่ภารกิจสำรวจหอสมุดทั่วไปของโรงเรียนอย่างที่เธอเข้าใจหรอกหรือ? ทำไมข้อมูลในระบบการสั่นสะเทือนของเธอถึงระบุว่าจุดนี้คือรอยแยกของพลังงานเวทที่ผิดปกติ แต่เซนกลับบอกว่ามันคือพื้นที่ส่วนตัวของตระกูลเขา?
เด็กสาวรีบดึงสติกลับมา สมองอันปราดเปรื่องทำงานด้วยความเร็วสูง เธอยกมือขึ้นอีกครั้ง นิ้วเรียววาดลวดลายกลางอากาศอย่างรวดเร็ว แปลความหมายได้ว่า: *“ข้าไม่ได้สนใจสมบัติของตระกูลเจ้า ข้าแค่ตามหาต้นตอของคลื่นรบกวนที่ทำให้เวทมนตร์ของทุกคนในสถาบันปั่นป่วน”*
เซนแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ เสียงนั้นเย็นชาและเสียดสี "ข้ออ้างเดิมๆ... เจ้าคิดว่าข้าจะเชื่อคนที่ไม่แม้แต่จะมีเสียงร้องของตัวเองอย่างนั้นหรือ?"
ประโยคนั้นคมกริบราวกับใบมีดที่กรีดลงบนแผลเก่า แต่ไอริสไม่มีเวลามานั่งเสียใจกับคำพูดทำร้ายจิตใจ เธอกลับสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่างจาก *จังหวะการเต้นของหัวใจ* ของเซนที่สะท้อนผ่านพื้นหิน—มันไม่ได้ปกติ มันกำลังสั่นไหวด้วยความหวาดระแวง และ... ความกลัว?
เซนกำลังปกปิดอะไรบางอย่างจากเธอ หรือบางที... เขาไม่ได้ต้องการขัดขวางไม่ให้เธอสำรวจ แต่เขาพยายาม *กันเธอให้ออกไปจากอันตราย* ที่กำลังจะเกิดขึ้นต่างหาก?
ก่อนที่ไอริสจะได้วิเคราะห์สถานการณ์ต่อ แรงสั่นสะเทือนมหาศาลก็ระเบิดขึ้นจากใต้พื้นดิน!
ตู้มมม!
พื้นหินอ่อนใต้ฝ่าเท้าของทั้งสองแตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ แรงระเบิดไร้เสียงแต่มหาสารกวาดเอาชั้นหนังสือกระเด็นลอยละลิ่วในอากาศ เศษกระดาษนับพันแผ่นปลิวว่อนราวกับหิมะในพายุฤดูหนาว ไอริสเสียการทรงตัว ร่างบางเซถลาไปด้านข้าง ทว่าก่อนที่เธอจะร่วงหล่นลงไปในรอยแยกของพื้นห้องที่กำลังปริแตก เซนก็พุ่งเข้ามาคว้าข้อมือของเธอไว้ด้วยความเร็วที่เหนือมนุษย์
แรงกระชากนั้นรุนแรงจนข้อมือของเธอชาหนึบ เซนดึงร่างของเธอเข้าหาตัวจนแผ่นหลังของไอริสแนบชิดกับอกแกร่งของเขา อ้อมแขนข้างหนึ่งโอบเอวเธอไว้แน่น ขณะที่มืออีกข้างยกขึ้นวาดวงเวทป้องกันสีครามเข้มเพื่อต้านทานเศษหินและประกายไฟที่พวยพุ่งขึ้นมาจากเบื้องล่าง
"ดื้อด้านนัก..." เสียงกระซิบของเซนดังอยู่ข้างใบหู ลมหายใจของเขาร้อนผ่าวและหอบสะท้าน "ข้าบอกแล้วว่าที่นี่ไม่ใช่ที่ที่เด็กอย่างเจ้าควรมาเดินเล่น"
ไอริสเงยหน้าขึ้นมองเขา แม้ในสถานการณ์วิกฤตเช่นนี้ แววตาของเด็กสาวก็ยังคงสงบนิ่งและฉายแวววิเคราะห์ เธอไม่ได้หวาดกลัวแรงระเบิด แต่เธอกำลังจ้องมอง *ดวงตา* ของเซน ดวงตาที่ตอนนี้สะท้อนภาพเงาดำประหลาดบางอย่างที่กำลังคืบคลานออกมาจากรอยแยกของพื้นดิน
เงาดำนั้นไม่มีรูปร่างที่แน่นอน มันบิดเบี้ยวและส่งเสียงกรีดร้องที่มนุษย์ไม่ได้ยิน แต่ 'สัมผัส' ได้ด้วยกระแสจิตอันปวดร้าว
เซนกัดฟันกรอด แขนที่โอบกอดเธอยิ่งกระชับแน่นขึ้นไปอีก มานาธาตุทำลายล้างในตัวเขาปะทุออกมาอย่างรุนแรงจนเกิดเป็นเกราะป้องกันรูปทรงเรขาคณิตซับซ้อนสว่างวาบไปทั่วห้องโถงมืด แต่มันไม่ใช่การป้องกันเพื่อสู้กับเงาดำนั้น... มันคือการป้องกันเพื่อ *ถ่วงเวลา*
"เซน..." ไอริสขยับริมฝีปากเปล่งเสียงที่ไร้เสียงออกมาเป็นชื่อของเขา
เด็กหนุ่มก้มลงมองเธอเพียงเสี้ยววินาที แววตาที่เคยเย็นชากลับไหววับด้วยความรู้สึกซับซ้อนที่ยากจะคาดเดา ก่อนที่เขาจะกระซิบประโยคที่ทำให้เลือดในกายของไอริสเย็นเฉียบ
"ถ้าไม่อยากตายอยู่ที่นี่... จงเงียบ และจับมือข้าไว้ให้แน่นที่สุด"
ยังไม่ทันที่ไอริสจะได้ตอบสนองต่อคำสั่งนั้น แสงไฟเวทมนตร์รอบตัวก็ดับวูบลงพร้อมกันทั้งหมด ความมืดมิดสนิทเข้าปกคลุมทุกตารางนิ้ว และในวินาทีที่ประสาทสัมผัสทางสายตาถูกพรากไปนั้นเอง โสตประสาทจากการสั่นสะเทือนของเธอก็กรีดร้องเตือนภัยขั้นสูงสุด
เสียงฝีเท้าจำนวนนับไม่ถ้วน... กำลังวิ่งกรูขึ้นมาจากบันไดวนเบื้องล่าง และเสียงฝีเท้าเหล่านั้น ไม่ใช่ของมนุษย์!
ติ๊ง!
[ระบบแจ้งเตือนฉุกเฉินระดับ SSS: ตรวจพบการปลุกบอสลับ 'ผู้พิทักษ์แห่งเสียงที่สูญหาย' - เงื่อนไขการหลบหนีล้มเหลว ผู้เล่นต้องเผชิญหน้ากับศัตรูในระยะประชิดร่วมกับคู่หู]
[คำเตือนจากระบบ: หนึ่งในสองท่านในที่นี้ มีร่องรอยมานาที่เป็นต้นตอของคำสาป... และระบบกำลังคำนวณว่าคนๆ นั้นคือใคร]
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและไขปริศนาร่วมกันในตอนนี้นะคะ
ศัสตราเวทไร้เสียงกับเสียงเรียกจากเงามืด•ตอนที่ 3
ศัตรูในระยะประชิด
ผลงานโดย แอสทริดธาตุมนต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แอสทริดธาตุมนต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศัสตราเวทไร้เสียงกับเสียงเรียกจากเงามืด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!