ความแค้นระดับกระดูกดำ... บางครามิได้ชำระด้วยโลหิตนองแผ่นดิน หากแต่ชำระด้วยความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัวของความตายที่ไร้ซึ่งเสียงกรีดร้อง
โลหิตสีดำคล้ำหยดติ๋งลงกระทบพื้นศิลาอัคนี เกิดเสียง “ซ่า” ราวกับกรดเข้มข้นกำลังกัดกร่อนวิญญาณ ฉินมู่เฉินยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าเงาร่างที่ทรุดฮวบลง ปลายกระบี่เทวะไร้ลักษณ์ในมือของเขายังคงสั่นระริกด้วยไอปราณสีครามเข้มข้น ดุจดั่งมังกรเพลิงที่กำลังแยกเขี้ยวคำรามในห้วงนรกภูมิ ลมหายใจของเขายาวลึกและมั่นคง ทว่าแววตาคู่คมกลับฉายประกายความซับซ้อนที่ยากจะหยั่งถึง
“เจ้า... ช่างกล้าหาญนัก... มู่เฉิน”
เสียงแหบพร่าคล้ายกระดาษทรายถูกับก้อนหินดังลอดริมฝีปากของ “ไป่ชิง” ศิษย์พี่ตาบอดผู้ถือครองวิชาเนตรมารสะท้านฟ้า ร่างกายท่อนบนของมันถูกเจาะทะลวงด้วยลมปราณกระบี่ที่ไร้รูปร่าง ดวงตาทั้งสองข้างที่บอดสนิทมานานนับร้อยปีบัดนี้กลับมีเลือดสีดำไหลรินออกมาดุจน้ำตาโลหิต มันมิได้โกรธเกรี้ยว มิได้ร่ำไห้คร่ำครวญ มีเพียงรอยยิ้มบิดเบี้ยวที่มุมปาก คล้ายคนที่เพิ่งหลุดพ้นจากพันธนาการอันยาวนาน
ฉินมู่เฉินไม่ขยับเขยื้อน เขากวาดสายตามองศิษย์พี่ร่วมสำนักผู้เคยเหยียดยามและหักหลังเขาในอดีตด้วยความรู้สึกที่ว่างเปล่า ความเคียดแค้นชิงชังที่เคยสุมอกมาร่วมสิบปี บัดนี้เมื่อมันเดินทางมาถึงจุดสิ้นสุด กลับเหลือเพียงความเวทนาต่อความโง่เขลาของมนุษย์ผู้ดิ้นรนอยู่ในกรงขังแห่งกิเลส
“ศิษย์พี่ไป่...” ฉินมู่เฉินเอמהายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความยินดีปรีดา “ท่านยังคงหลงทางอยู่ในความมืดมิดเช่นเดิม... แม้แต่ความตายก็ยังไม่อาจนำพาแสงสว่างมาสู่ดวงตาคู่นั้นของท่านได้”
“แสงสว่างงั้นรึฮ่าๆๆๆ!” ไป่ชิงหัวเราะลั่นจนสำลักเลือดก้อนใหญ่พุ่งออกมา “ในยุทธภพนี้ มีผู้ใดบ้างที่มองเห็นหนทางแห่งเซียนอย่างแท้จริง? เจ้าคิดว่าการฆ่าข้าจะล้างมลทินในอดีตได้หรือ? มู่เฉิน... เจ้าก็แค่วิญญาณที่หลงทางตัวหนึ่ง เช่นเดียวกับข้า... เช่นเดียวกับนางผู้นั้น!”
สิ้นคำพูดของไป่ชิง บรรยากาศรอบด้านก็พลันเย็นเยียบลงจนถึงขีดสุด เงาร่างสีขาวบริสุทธิ์สายหนึ่งพลันปรากฏขึ้นเบื้องหน้าอย่างเงียบเชเชียบ ราวกับนางล่องลอยมาจากห้วงนิติธรรมแห่งสวรรค์
เซียนจื่อเหยา...
นางยืนอยู่ตรงนั้น ท่ามกลางไอปราณกระบี่ที่ยังคงคละคลุ้ง อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ไม่แปดเปื้อนแม้หยดเลือด ทว่าแววตาคู่สวยที่เคยเย็นชาดุจน้ำแข็งพันปี บัดนี้กลับไหววับดุจผิวน้ำในคืนเดือนเพ็ญที่ถูกลมพัดกระโชก นางปรายตามองศิษย์พี่ไป่ที่กำลังจะสิ้นลม ก่อนจะเบนสายตามาหยุดอยู่ที่ใบหน้าอันคมคายของฉินมู่เฉิน
“พอได้แล้ว... มู่เฉิน”
น้ำเสียงของนางราบเรียบ ทว่าสั่นเครือเล็กน้อยในยามที่เอ่ยนามของเขา มันคือความห่วงใยที่ถูกกดทับไว้ภายใต้สถานะแห่งผู้อาวุโสสูงสุด นางก้าวเข้ามาใกล้ ปลายนิ้วเรียวยาวเอื้อมไปแตะที่ข้อศอกของเขาเบาๆ เพื่อส่งผ่านพลังปราณบริสุทธิ์เข้าช่วยระงับไอปราณย้อนกลับที่กำลังปั่นป่วนอยู่ในร่างของเขาจากศึกหนัก
ฉินมู่เฉินผ่อนลมหายใจยาว เขาคลายมือจากการกุมด้ามกระบี่เล็กน้อย ปล่อยให้พลังปราณของหญิงสาวไหลเวียนเข้ามาเยียวยา “ข้ามิได้ลุ่มหลงในความแค้น, จื่อเหยา... ข้าเพียงแต่ทวงคืนสิ่งที่ควรจะเป็น”
“แต่หนทางแห่งการบำเพ็ญเพียร... ยิ่งก้าวเดิน ยิ่งต้องปล่อยวาง” เซียนจื่อเหยาเอ่ยกระซิบแผ่วเบา ดวงตาคู่คู่นั้นสะท้อนภาพเงาของเขาเพียงผู้เดียว “เจ้าฝืนลิขิตฟ้าเพื่อชำระแค้นนี้มามากพอแล้ว อย่าได้ปล่อยให้จิตมารเข้าครอบงำวิถีกระบี่ของเจ้าอีกเลย”
ในขณะที่บรรยากาศกำลังผ่อนคลายลงภายใต้ความเงียบงัน ไป่ชิงที่นอนจมกองเลือดอยู่เบื้องล่างกลับส่งเสียงหัวเราะลอดไรฟันออกมาอีกครา มันพยายามใช้มือที่สั่นเทากวาดศิลาอัคนีเบื้องล่าง ร่างกายของมันเริ่มเปล่งแสงสีม่วงคล้ำออกมาอย่างประหลาด อักขระโบราณนับร้อยตัวปรากฏขึ้นบนผิวหนังของมัน ราวกับมีชีวิต
“พวกเจ้า... คิดว่านี่คือจุดจบจริงๆ งั้นรึ?” ไป่ชิงแค่นยิ้มหยัน ดวงตาที่บอดสนิทพลันเบิกกว้างขึ้นจนเห็นเส้นเลือดฝอยสีแดงฉาน “ความแค้นของข้า... เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของพิธีกรรม! มู่เฉิน... เจ้าคิดว่าทำไมข้าถึงยอมให้เจ้าแทงทะลวงจุดชีพจรตงซีได้อย่างง่ายดายเช่นนี้เล่า!”
ฉินมู่เฉินชะงัก สีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดในเสี้ยววินาที สัญชาตญาณอันตรายระดับมหาเทพเตือนภัยลั่นในห้วงจิตวิญญาณ “ถอยไป! จื่อเหยา!”
เขากระชากร่างของนางเข้าสู่อ้อมแขนอย่างรวดเร็ว พร้อมกับชักกระบี่เทวะไร้ลักษณ์วาดออกเป็นค่ายกลคุ้มกาย ทว่ามันสายเกินไปเสียแล้ว พื้นศิลาอัคนีรอบรัศมีร้อย丈ระเบิดออกเป็นจุล เสาแสงสีดำทมิฬพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องนفتเบื้องบน แหวกม่านเมฆหนาทึบจนเกิดเป็นเสียงคำรามกึกก้องของอสนีบาตทัณฑ์สวรรค์
ร่างของไป่ชิงสลายกลายเป็นละอองสีดำสนิท ทว่าพลังงานทั้งหมดกลับไม่สูญหาย มันหลอมรวมเข้ากับค่ายกลโบราณใต้ดินที่ถูกซ่อนไว้มานานนับพันปี และจากใจกลางของเสาแสงสีดำนั้นเอง... เงาร่างของใครบางคนก็ก้าวเท้าเดินออกมาอย่างเชื่องช้า
ก้าวแรก... พื้นดินสะเทือนเลื่อนลั่น
ก้าวที่สอง... ไอปราณฟ้าดินรอบด้านพลันหยุดนิ่ง
ก้าวที่สาม... เสียงหัวเราะอันเย็นเยือกดังก้องกังวานไปทั่วทั้งหุบเขา
“ร้อยปีผ่านไป... ในที่สุด ประตูแห่งแดนสนธยาก็เปิดออกอีกครา... เจ้าสำนักกระบี่ไร้ขอบเขตคนใหม่... เจ้าพร้อมที่จะรับการพิพากษาแล้วหรือยัง?”
ฉินมู่เฉินหรี่ตาลงคมกริบ กระบี่ในมือส่งเสียงกรีดร้องด้วยความกระหายเลือด ขณะที่เซียนจื่อเหยาขมวดคิ้วมุ่น นางจำเงาร่างนั้นได้แม่นยำ... บุคคลที่ควรจะดับสูญไปพร้อมกับมหาศึกเมื่อร้อยปีก่อน บัดนี้กลับยืนอยู่เบื้องหน้าพวก1แล้ว!
ขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ยังคงติดตามและร่วมก้าวเดินไปในเส้นทางกระบี่อันยาวไกลนี้ด้วยกันครับ - เพลิงโอสถสวรรค์
วิถีเซียนไร้ลักษณ์ สลักกระบี่เทวะทลายฟ้า•ตอนที่ 29
ความตายของศิษย์พี่ตาบอด
ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีเซียนไร้ลักษณ์ สลักกระบี่เทวะทลายฟ้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!