ความเงียบงันภายในถ้ำศิลาโบราณ ณ ยอดเขาเมฆาคล้อย หนักอึ้งเสียยิ่งกว่าขุนเขาไท่ซานทั้งลูก ประโยคประกาศิตจากเงาร่างปริศนาเมื่อครู่ยังคงก้องกังวานอยู่ในห้วงสำนึก ดุจดังลิ่มเหล็กหลอมที่ตอกย้ำลงกลางใจของฉินมู่เฉิน
*“ร่างที่เจ้าอาศัยอยู่นี้ แท้จริงแล้วคือภาชนะที่ถูกเตรียมไว้ให้ 'เขา' ผู้เป็นสหายรักของเจ้าต่างหาก!”*
รอยยิ้มหยันเหยียดของมารร้ายตนนั้นยังคงติดตรึงอยู่ในม่านตา แม้ตัวมันจะสลายกลายเป็นไอทมิฬจางหายไปแล้ว ทว่าคลื่นพายุในจิตใจของอดีตมหาเทพหาได้สงบลงตามไม่ ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ในตันtian (ตันเถียน) ปั่นป่วนรุนแรงจนเส้นชีพจรทั่วร่างปูดโปนดุจตัวกาลกิณี เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายบนหน้าผากมน
ฉินมู่เฉินหลับตาลงช้าๆ พยายามกดข่มกระแสลมปราณที่ตีกลับอย่างสุดกำลัง ความทรงจำนับพันปีในอดีตชาติหลั่งไหลย้อนกลับมาดั่งกระแสน้ำวน สหายรักผู้ร่วมเป็นร่วมตาย ผู้เคยดื่มสุราใต้เงาจันทราด้วยกัน... หรือแท้จริงแล้ว ทั้งหมดนี้เป็นเพียงหมากกระดานใหญ่ที่ถูกชักใยโดยผู้ที่อยู่เบื้องสูง? หากร่างนี้เป็นเพียงภาชนะ แล้ววิญญาณและความแค้นเล่า เป็นของจริงหรือเป็นเพียงภาพลวงตาที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับการจุติครั้งใหม่?
"มู่เฉิน..."
สุ้มเสียงเยือกเย็นดั่งหยกกระทบกัน แต่แฝงไว้ด้วยความสั่นพร่าเล็กน้อยดังขึ้นจากเบื้องหลัง
ฉินมู่เฉินลืมตาขึ้น เขากลืนเลือดคำโตที่ตีขึ้นมาลงคอ ก่อนจะหันกลับไปมองสตรีผู้ยืนอยู่เบื้องหน้า
เซียนจื่อเหยา... ผู้อำนวยการและผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักกระบี่ไร้ขอบเขต ผู้คนในยุทธภพต่างขนานนามนางว่า 'เซียนน้ำแข็งพันปี' เพราะไม่เคยมีผู้ใดได้เห็นรอยยิ้มหรือแววตาที่อ่อนโยนจากนางเลยสักครั้ง ทว่าในยามนี้ อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของนางกลับเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดและฝุ่นผงจากการต่อสู้ เส้นผมสีดำสนิทหลุดลุ่ยไม่เป็นระเบียบ แต่สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือแววตาของนาง
มันมิใช่แววตาที่เย็นชาห่างเหินอีกต่อไปแล้ว หากแต่เปี่ยมล้นไปด้วยความห่วงใย ระคนความหวาดหวั่นที่สตรีผู้กุมชะตากำหนดฟ้าดินผู้หนึ่งจะพึงมี
"เจ้า... ได้ยินคำพูดไร้สาระพวกนั้นแล้วใช่หรือไม่?" ฉินมู่เฉินเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขาแหบพร่าและราบเรียบอย่างจงใจ เพื่อปกปิดความร้าวรานลึกๆ ในจิตวิญญาณ
เซียนจื่อเหยาไม่ตอบคำนางสาวเท้าเข้ามาใกล้ทีละก้าว เสียงฝีเท้าเบาหวิวราctหยาดน้ำค้างบนใบบัว แต่ทุกย่างก้าวกลับหนักแน่นราวกับประทับลงบนหัวใจของคนทั้งคู่ นางหยุดยืนตรงหน้าเขา ห่างกันเพียงเอื้อมมือ ปลายกระบี่เทวะในมือของนางถูกปล่อยให้ตกลงสู่พื้นหิน ส่งเสียงกังวานใสราวกระจกแตก
มือเรียวงามดั่งหยกสลักยื่นออกไปอย่างลังเลชั่วขณะ ก่อนจะแตะลงบนแผ่นอกด้านซ้ายของฉินมู่เฉิน ที่ซึ่งหัวใจยังคงเต้นรัวระรัว
"ข้าไม่ได้สนใจว่าวาจานั้นจะเป็นของผู้ใด หรือฟ้าดินจะลิขิตให้ร่างนี้เป็นของใคร..." น้ำเสียงของเซียนจื่อเหยาสั่นเครือเล็กน้อย แต่มันกลับทรงพลังยิ่งกว่ากระบี่เล่มใดในใต้หล้า นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาคู่นั้นสะท้อนเงาของชายหนุ่มผู้ทะนงตนอย่างชัดเจน "ข้ารู้เพียงแต่ว่า... ดวงวิญญาณที่กำลังยืนอยู่ตรงหน้าข้าในยามนี้ คือฉินมู่เฉิน... คือบุรุษผู้เคยใช้ชีวิตร่วมเป็นร่วมตายกับข้า คือผู้ที่สอนให้ข้ารู้จักความหมายของการมีชีวิตอยู่ มิใช่เพียงการเป็นหุ่นเชิดแห่งวิถีเซียน"
คำพูดของนางดุจสายฟ้าฟาดผ่านความมืดมิดในจิตใจของฉินมู่เฉิน
อดีตมหาเทพผู้ไม่เคยเกรงกลัวต่อฟ้าดิน กลับรู้สึกราวกับว่าขอบตาผ่าวร้อนขึ้นมาอย่างกะทันหัน ตลอดชีวิตการบำเพ็ญเพียรนับพันปี เขาเดินอยู่บนเส้นทางแห่งความโดดเดี่ยว ถือครองกระบี่เพื่อตัดขาดจากโลกีย์วิสัย คิดว่าตนเองอยู่เหนือความรู้สึกทั้งปวงแล้ว กระทั่งในยามที่ตกต่ำที่สุดจนต้องหวนคืนสู่ร่างนี้ เขาก็ยังเลือกที่จะแบกรับทุกอย่างไว้เพียงลำพัง
ทว่าในยามนี้ กำแพงน้ำแข็งที่เขาสร้างขึ้นเพื่อปิดกั้นหัวใจ กลับถูกทลายลงด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำของสตรีผู้เย็นชาที่สุดในยุทธภพ
"จื่อเหยา... เจ้าโง่เขลานัก" ฉินมู่เฉินแค่นเสียงหัวเราะเยาะตนเองเบาๆ แววตาที่เคยแข็งกร้าวทอประกายอ่อนโยนขึ้นอย่างหาได้ยากยิ่ง "การเอาหัวใจมาผูกติดไว้กับข้า ผู้ซึ่งกำลังเดินอยู่บนเส้นทางแห่งการล้างผลาญและทัณฑ์สวรรค์... มีแต่จะทำให้เจ้าต้องแหลกสลายไปด้วย"
เซียนจื่อเหยาส่ายหน้าช้าๆ หยาดน้ำใสเอ่อคลอขึ้นที่หน่วยตาคู่สวย แต่มันกลับไม่ยอมไหลรินลงมา นางประกบมือทั้งสองข้างเข้ากับแก้มสากของฉินมู่เฉิน ความเย็นยะเยือกจากปลายนิ้วของนางผสานเข้ากับความร้อนรุ่มจากปราณในกายเขา เกิดเป็นละอองหมอกบางเบาล้อมรอบกายคนทั้งสอง
"หากเส้นทางของเจ้าคือการทลายฟ้าดิน ข้าก็จะขอถือกระบี่เคียงข้างเจ้าเพื่อฟาดฟันอุปสรรคเหล่านั้น แม้จุดจบจะเป็นความตาย หรือแม้แต่การดับสูญชั่วนิรันดร์ ข้า... ก็ไม่เสียใจเลยสักนิด"
สิ้นคำกล่าวของนาง เซียนจื่อเหยาก็โน้มใบหน้าเข้ามาใกล้ ปิดระยะห่างระหว่างกันด้วยความกล้าหาญทั้งหมดที่นางมี ริมฝีปากบางเย็นเยียบประทับลงบนริมฝีปากที่แห้งผากของฉินมู่เฉินอย่างแผ่วเบา
มันไม่ใช่เพียงแค่สัมผัสแห่งความเสน่หา หากแต่เป็นการถ่ายทอดพลังปราณและจิตวิญญาณเข้าหากัน เป็นพันธสัญญาแห่งหัวใจที่ไม่อาจลบเลือนได้ด้วยกาลเวลาหรือแม้แต่มหาทัณฑ์สวรรค์
ฉินมู่เฉินเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงชั่วขณะ ก่อนที่สัญชาตญาณและความโหยหาล้ำลึกที่ถูกกดทับไว้ในก้นบึ้งของหัวใจจะตื่นขึ้น มือหนาข้างหนึ่งเอื้อมไปโอบเอวคอดกิ่วของนางเข้าหาตัวอย่างแนบแน่น ส่วนมืออีกข้างประคองท้ายทอยของนางไว้ ลึกลงไปในจูบนั้น ไอปราณหยินและหยางภายในร่างของทั้งสองหลอมรวมกันอย่างสมบูรณ์แบบ เกิดเป็นคลื่นพลังไร้ลักษณ์แผ่ขยายออกไปรอบทิศทาง จนผนึกศิลาโบราณสั่นสะเทือน ฝุ่นผงร่วงหล่นราวกับหิมะโปรยปราย
เนิ่นนาน... กว่าที่ทั้งสองจะผละออกจากกันอย่างอาลัย ไอร้อนผ่าวระเหยขึ้นจากริมฝีปากของทั้งคู่ เซียนจื่อเหยาซบใบหน้าลงกับแผงอกกว้างของฉินมู่เฉิน ฟังเสียงหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะเดียวกันของเขา รอยยิ้มจางๆ ที่หาดูได้ยากยิ่งปรากฏขึ้นที่มุมปากของนาง ดุจดอกเหมันต์ที่ผลิบานท่ามกลางหิมะโปรย
"เช่นนั้น... เรามาดูกันว่า ฟ้าดินจะกล้าลิขิตชะตาของเราได้อย่างไร" ฉินมู่เฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ทรงพลังและเปี่ยมด้วยความมั่นใจอีกครั้ง แววตาของเขากลับมาคมกริบดุจคมกระบี่ที่เพิ่งได้รับการลับจนขึ้นเงาอีกครั้ง ทว่าในครานี้ มันเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวที่จะปกป้องทุกสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิต
ทว่า... ในวินาทีที่ความสุขสงบและพลังแห่งความผูกพันกำลังแผ่ซ่านไปทั่วสรรพang
*เปรี้ยงงงงงง—!*
เสียงอสนีบาตคำรามก้องฟ้าสะเทือนเลื่อนลั่นราวกับโลกกำลังจะแตกสลาย ไดนามิกของพลังปราณรอบตัวเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน เมฆทมิฬหนาทึบม้วนตัวปกคลุมยอดเขาเมฆาคล้อยในพริบตา แสงสีเลือดสาดส่องลอดผ่านรอยแยกของเมฆาลงมายังถ้ำศิลาโบราณ
มิใช่เพียงแค่ทัณฑ์สวรรค์ธรรมดา... แต่มันคือค่ายกลลับที่ถูกกระตุ้นขึ้นจากเบื้องล่าง!
ฉินมู่เฉินหรี่ตาลงทันที เขารวบตัวเซียนจื่อเหยาถอยหลังไปสามก้าวอย่างสัญชาตญาณ พร้อมกับที่พื้นหินเบื้องหน้าของพวกเขาแตกร้าวออกเป็นเสี่ยงๆ ร่างเงาสง่างามร่างหนึ่งก้าวเท้าเดินผ่านม่านอัสนีบาตเข้ามาอย่างช้าๆ กลิ่นอายกดดันระดับจักรพรรดิเทพแผ่ซ่ายจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยว
"ช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจเสียจริง... ศิษย์น้องฉิน และผู้อาวุโสจื่อเหยา" น้ำเสียงทุ้มนุ่มแต่แฝงด้วยจิตสังหารอันเย็นเยียบดังขึ้น พร้อมกับเงาร่างของบุรุษในชุดคลุมสีทองปักลายมังกรห้าเล็บที่ก้าวเข้ามาหยุดอยู่ท่ามกลางแสงอสนีบาต
ใบหน้าของบุรุษผู้นั้นงดงามไร้ที่ติ ทว่ารอยยิ้มที่มุมปากกลับเหี้ยมเกรียมดุจปีศาจ และที่สำคัญที่สุด... ดวงตาคู่นั้นกลับมีสีแดงฉานดั่งโลหิต เช่นเดียวกับสหายรักที่ฉินมู่เฉินเพิ่งสังหารไปเมื่อก้านธูปก่อน!
"ศิษย์พี่ใหญ่... หลี่เทียนเฉิง!" เซียนจื่อเหยาอุทานออกมาด้วยความตกใจ ใบหน้าขาวซีดลงทันที นางไม่คาดคิดเลยว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังการชักใยทั้งหมด จะเป็นถึงเจ้าสำนักผู้ทรงคุณธรรมที่คนทั้งยุทธภพเคารพยำเกรง!
ฉินมู่เฉินหรี่ตาลงคมกริบ กระบี่ไร้ลักษณ์ในตันเถียนสั่นระรัวราวกับกระหายเลือด เขายกย่องมุมปากขึ้นเล็กน้อย แต่แววตากลับไร้ซึ่งความอบอุ่นใดๆ อีกต่อไป
"ที่แท้... เจ้าก็คือสุนัขรับใช้ที่รอเก็บเกี่ยวผลประโยชน์สินะ หลี่เทียนเฉิง" ฉินมู่เฉินกล่าวเสียงเย็น เยื้องกายก้าวออกไปยืนบังหน้าเซียนจื่อเหยาไว้ครึ่งหนึ่ง มือขวาแบออก ปราณกระบี่สีครามเข้มพวยพุ่งขึ้นสู่ปลายนิ้ว พร้อมรับมือกับมหันตภัยครั้งใหญ่ที่กำลังจะพลิกฟ้ารั่วแผ่นดินนี้แล้ว!
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งใจให้ตัวละครมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ
วิถีเซียนไร้ลักษณ์ สลักกระบี่เทวะทลายฟ้า•ตอนที่ 23
จุดเปลี่ยนของหัวใจ
ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีเซียนไร้ลักษณ์ สลักกระบี่เทวะทลายฟ้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!