โลหิตสีดำสนิทหยดติ๋งลงบนพื้นศิลาหยกขาว เกิดเสียงดัง "ฟู่" ราวกับน้ำกรดเข้มข้นกำลังกัดกร่อนวิญญาณแห่งปฐพี
กลิ่นอายคาวเลือดและไอปราณมารที่พวยพุ่งขึ้นเสียดฟ้า ทำให้ห้วงมิติเหนือ "เมืองต้องห้าม" บิดเบี้ยวเป็นริ้วรอยสีม่วงคล้ำ รอบกายของฉินมู่เฉินเวลานี้ เต็มไปด้วยซากเดนของอสูรโลกันตร์นับร้อยที่ถูกคมกระบี่ไร้ลักษณ์ผ่าแยกร่างอย่างไร้ความปรานี ทว่าเบื้องหน้าพวกเขากลับไม่ใช่จุดสิ้นสุด หากแต่เป็นประตูบานยักษ์แห่งขุมนรกที่กำลังเปิดอ้าต้อนรับการมาเยือนของมหันตภัยที่แท้จริง
"มู่เฉิน... ปราณมารจากแดนสนธยากำลังหลอมรวมกับค่ายกลผนึกวิญญาณ หากปล่อยให้พวกมันกลืนกินรากฐานของเมืองนี้ เกรงว่าผลลัพธ์จะมิใช่แค่การล่มสลายของแคว้น แต่หมายถึงการตื่นขึ้นของราชันอสูรบรรพกาล"
เสียงหวานเยือกเย็นดั่งน้ำค้างแข็งบนยอดเขาหิมะหมื่นปีดังขึ้น พร้อมกับร่างระหงในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ที่พลิ้วไหวตามแรงลมปราณ เซียนจื่อเหยา ศาสตราจารย์หญิงผู้เย่อหยิ่งและเย็นชาต่อหล้าฟ้าดิน บัดนี้บนดวงพักตร์อันงดงามล่มเมืองกลับมีหยาดเหงื่อกาฬผุดพรายเล็กน้อย นางสะบัดกระบี่เก้าสวรรค์ในมือ ส่งลำแสงกระบี่สีครามตัดผ่านความมืดมิด สกัดกั้นเงาร่างมหึมาของสัตว์อสูรแปดกรที่พุ่งทะยานออกมาจากรอยแยกมิติได้อย่างเฉียดฉิว
ฉินมู่เฉินไม่แม้แต่จะหันไปมองนาง ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวสวรรค์ทอดมองไปยังใจกลางมหานครร้างที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกทมิฬ เขากำด้ามกระบี่ในมือแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน
"จื่อเหยา... เจ้าคิดว่าพวกมันมาเพื่อทำลายล้าง หรือมาเพื่อรอคอยใครบางคนกันแน่?" น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นอย่างลึกซึ้ง ขณะที่จิตวิญญาณกระบี่ในร่างของเขาเริ่มสั่นสะท้อนตอบรับกับแรงกดดันมหาศาลรอบด้าน
ในอดีต สมัยที่เขายังเป็นมหาเทพผู้ยิ่งใหญ่ เมืองต้องห้ามแห่งนี้เคยเป็นสถานที่กักขังบรรพชนมารผู้ฝืนลิขิตสวรรค์ ทว่าการกลับมาเกิดใหม่ในร่างศิษย์ปลายแถวครานี้ กลับทำให้เขาตระหนักว่า... ผนึกที่เคยคิดว่ามั่นคง กลับถูกกัดเซาะจากคนภายในสำนักเซียนด้วยกันเอง
"ไม่ว่าพวกมันจะมาเพื่อสิ่งใด ข้า... เซียนจื่อเหยา จะเคียงข้างท่านฟันฝ่าอุปสรรคนี้ไปให้ถึงที่สุด"
คำพูดเรียบง่ายแต่มั่นคงดุจหินผานี้ ทำให้ฉินมู่เฉินชะงักไปชั่วลมหายใจ ความสัมพันธ์ระหว่างเขาและนางที่มีแต่ความเงียบงันและระยะห่าง บัดนี้กลับถูกหลอมรวมด้วยความเป็นตายในยุทธภพ สายตาของคนทั้งสองประสานกันเพียงเสี้ยววินาที ทว่าสื่อความหมายนับหมื่นคำ ชายหนุ่มพยักหน้ารับเบาๆ
"เช่นนั้น... วันนี้เราจะใช้เลือดของพวกมัน ล้างมลทินให้แผ่นดินนี้อีกครา!"
สิ้นเสียงคำรามก้อง ฉินมู่เฉินสะบัดแขนเสื้อ ร่างของเขากลายเป็นลำแสงสีทองพุ่งทะยานเข้าสู่ใจกลางกองทัพอสูรโลกันตร์อย่างไร้ความเกรงกลัว วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ถูกแผ่ขยายออกไปจนครอบคลุมรัศมีร้อยลี้ เมฆหมอกบนท้องฟ้าถูกแหวกออกด้วยรัศมีกระบี่ที่คมกริบดั่งดวงอาทิตย์แผดเผา เหล่านักรบเซียนจากสำนักต่างๆ ที่รอดชีวิตต่างส่งเสียงคำรามฮึกเหิม วิ่งตามหลังยอดฝีมือทั้งสองเข้าห้ำหั่นกับกองทัพอสูรอย่างดุเดือดเลือดพล่าน
เลือดสาดกระเซ็นย้อมปฐพีเป็นสีชาด เสียงกรีดร้องของอสูรและเสียงคมกระบี่กระทบกันดังสนั่นหวั่นไหว ทว่าในขณะที่การต่อสู้กำลังดุเดือดถึงขีดสุดนั้นเอง แผ่นดินเบื้องล่างกลับสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นยิ่งกว่าเดิม หลุมอุกกาบาตขนาดมหึมาปรากฏขึ้นตรงใจกลางเมืองต้องห้าม แรงดึงดูดมหาศาลฉุดกระชากแม้กระทั่งวิญญาณของเหล่านักรบเซียนให้จมดิ่งลงไป
ฉินมู่เฉินพุ่งตัวเข้าไปคว้าข้อมือของเซียนจื่อเหยาที่เกือบถูกแรงดูดกลืนกินไว้ได้ทัน ทว่าในวินาทีที่เขากำลังจะดึงนางถอยห่างออกมานั้น แสงสีดำทมิฬจากก้นบึ้งของหลุมอุกกาบาตก็ระเบิดออก พร้อมกับร่างเงาดำสวมชุดเกราะโบราณที่แผ่ไอสังหารน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าอสูรตนใดที่เคยพบเจอ
เงาร่างนั้นไม่ได้โจมตีพวกเขา แต่กลับเอ่ยถ้อยคำด้วยเสียงที่แหบพร่าและคุ้นเคยอย่างประหลาด ซึ่งทำให้ดวงตาของฉินมู่เฉินเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง
"ฮ่าๆๆ... ฉินมู่เฉิน เจ้าคิดว่าการหวนคืนสู่โลกหล้าครั้งนี้ คือการลิขิตชะตาใหม่ของเจ้าเองอย่างนั้นหรือ? น่าขันสิ้นดี... เพราะร่างที่เจ้าอาศัยอยู่นี้ แท้จริงแล้วคือภาชนะที่ถูกเตรียมไว้ให้ 'เขา' ผู้เป็นสหายรักของเจ้าต่างหาก!"
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่กับวิถีกระบี่บทนี้ด้วยกันเสมอนะครับ
วิถีเซียนไร้ลักษณ์ สลักกระบี่เทวะทลายฟ้า•ตอนที่ 22
การต่อสู้ในเมืองต้องห้าม
ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีเซียนไร้ลักษณ์ สลักกระบี่เทวะทลายฟ้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!