กลิ่นอายคาวเลือดและความตายมิได้ลอยฟุ้งมาจากซากศพอันไร้วิญญาณ หากแต่พวยพุ่งขึ้นมาจากรอยแยกเบื้องล่าง—พื้นดินที่เคยแห้งแล้งและเงียบสงบมานับหมื่นปี บัดนี้กำลังฉีกขาดออกราวกับผืนผ้าเก่าๆ ที่ถูกมืออสูรยักษ์กระชากทึ้ง
"ปิดผนึกไม่ไหวแล้ว... ไอปราณมารเบื้องล่างหนาแน่นเกินไป!"
เสียงคำรามด้วยความตื่นตระหนกของผู้อาวุโสพรรคสายอัคคีดังสะเทือนเลื่อนลั่น ท่ามกลางพายุฝุ่นและเศษหินที่ปลิวว่อน ทว่าไม่มีผู้ใดสนใจคำเตือนนั้นอีกแล้ว เพราะสิ่งที่ปรากฏขึ้น ณ เบื้องหน้า... คือประตูหินโบราณขนาดมหึมาที่สูงตระหง่านเสียดฟ้า สลักลวดลายอสูรกลืนสุริยันอันน่าสะพรึงกลัว และบัดนี้ มันกำลังเปิดออกทีละน้อยด้วยเสียงบดขยี้ของหินผาที่เสียดสีกันจนสะท้านทรวงอก
ฉินมู่เฉินยืนหยัดนิ่งอยู่บนชะง่อนผาสูงชัน ร่างกายผอมเพรียวแต่เปี่ยมด้วยแรงกดดันอันลี้ลับของมหาเทพผู้หวนคืน อาภรณ์สีขาวสะอาดถูกสายลมแห่งแดนปีศาจโบกสะบัดจนส่งเสียงดังพับๆ ดวงตาคมกริบดุจคมกระบี่ทอประกายเยือกเย็น มองลอดผ่านม่านหมอกสีดำทมิฬที่พพยุงตัวขึ้นจากขุมนรกเบื้องล่าง
"ในที่สุด... ประตูแห่งแดนปีศาจชั้นที่สามก็ถูกเปิดออก"
น้ำเสียงของเขาเรียบสนทนาราวกับกำลังพูดถึงเรื่องลมฟ้าอากาศ แต่มันกลับเต็มไปด้วยน้ำหนักที่กดทับหัวใจของผู้ฝึกยุทธ์นับร้อยที่อยู่บริเวณนั้นให้แทบหยุดหายใจ
ชั่วพริบตานั้นเอง อุณหภูมิโดยรอบก็ดิ่งฮวบลดลงจนหยาดน้ำค้างกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งสีดำ ร่างระหงในชุดกระโปรงยาวสีขาวบริสุทธิ์ดุจหิมะพันปีปรากฏกายขึ้นเบื้องข้างเขาอย่างไร้สุ้มเสียง เซียนจื่อเหยา... นางเซียนผู้เย็นชาและไร้ความรู้สึกต่อโลกหล้า ไร้ซึ่งร่องรอยความหวาดกลัวบนใบหน้ารูปสลัก มีเพียงกระบี่โบราณในฝักที่สั่นระริกเบาๆ คล้ายตื่นเต้นที่จะได้อาบโลหิตมาร
"มู่เฉิน..." น้ำเสียงของนางราบเรียบดั่งสายน้ำนิ่งสนิท ทว่าลึกซึ้งและสั่นเครือเล็กน้อยในยามที่เอ่ยนามเขา "พลังนี้มันเหนือกว่าที่พวกเราคาดการณ์ไว้ สมุดบันทึกโบราณของสำนักกล่าวไว้ไม่ผิด... เมื่อประตูปีศาจเปิด แผ่นดินย่อมอาบด้วยเลือดเจ็ดชั่วโคตร"
ฉินมู่เฉินมิได้หันกลับไปมองนาง สายตาของเขายังคงจับจ้องอยู่ที่บานประตูปีศาจที่บัดนี้เปิดกว้างจนเผยให้เห็นความมืดมิดอันเป็นอนันต์ภายใน มือเรียวยาวเอื้อมไปแตะด้ามกระบี่ข้างกายอย่างแผ่วเบา สัมผัสได้ถึงกระแสความเกรี้ยวกราดของจิตวิญญาณกระบี่ที่ร่ำร้องหาการปลดปล่อย
"ต่อให้เบื้องหน้าคือมหันตภัยที่อาจทำลายล้างเก้าชั้นฟ้า..." ฉินมู่เฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม แต่มั่นคงดุจภูผา "ข้า... ฉินมู่เฉิน ก็จักใช้กระบี่เพียงเล่มนี้ ในการตัดSวดยอดวิถีสวรรค์และสับกระดูกพวกมันให้แหลกเป็นจุล"
สิ้นเสียงของเขา ไอปีศาจสีนิลกาฬก็ระเบิดทะลักออกมาจากรอยแยกดั่งคลื่นยักษ์สึนามิ กลืนกินแสงสว่างสุดท้ายของผืนแผ่นดินให้จมดิ่งสู่ความมืดมิด ท่ามกลางความโกลาหลและเสียงกรีดร้องโหยหวนของเหล่าผู้อาวุโสและศิษย์สำนักต่างๆ ที่วิ่งหนีตายกันอลหม่าน ร่างของเงาดำนับพันตนค่อยๆ ก้าวเดินออกมาจากความมืดมิดหลังประตูปีศาจ ดวงตาสีแดงฉานนับคู่จ้องมองมาที่มนุษย์กลุ่มน้อยนิดด้วยความกระหายใคร่รู้และกระหายเลือด
ทว่า ในวินาทีที่วิกฤตการณ์กำลังถึงขีดสุดและความตายคืบคลานเข้ามาประชิดตัว ทุกสรรพเสียงรอบกายกลับเงียบงันลงอย่างประหลาด
เมื่อเงาร่างหนึ่งในชุดเกราะสีทองโบราณ สวมหน้ากากอสูรที่แตกหักครึ่งซีก ปรากฏตัวขึ้นเหนือยอดประตูปีศาจ พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่ดังก้องกังวานไปทั่วทั้งจิตสำนึกของฉินมู่เฉินและเซียนจื่อเหยา
*"ในที่สุด... เจ้าก็กลับมาแล้วนะ... สหายเก่าแห่งยุคบรรพกาล..."*
...
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่กันมา ณ ที่นี้นะครับ
วิถีเซียนไร้ลักษณ์ สลักกระบี่เทวะทลายฟ้า•ตอนที่ 21
มหันตภัยจากแดนปีศาจ
ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีเซียนไร้ลักษณ์ สลักกระบี่เทวะทลายฟ้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!