ไอปراณทมิฬผสมผสานสีครามเข้มข้นกำลังหมุนวนดั่งพายุคลั่งอยู่ภายในถ้ำลับแลแห่งยอดเขาเมฆาคล้อย ม่านอาคมเก้าชั้นที่เซียนจื่อเหยาเป็นผู้กางด้วยตัวนางเองสั่นสะเทือนระรัวจนเกิดรอยร้าวปานใยแมงมุม พื้นหินผาเบื้องล่างหลอมละลายกลายเป็นลาวาเหลวหนืดจากความร้อนระอุที่แผ่ออกมาจากจุดศูนย์กลางของการฝึกฝน
“มู่เฉิน... หากเจ้ายังฝืนโคจรวิชาจิตผสานเทวะด้วยสภาวะจิตใจเช่นนี้ เส้นชีพจรลมปราณเก้าสวรรค์ในร่างของเจ้าจะต้องฉีกขาดเป็นจุลแน่!”
น้ำเสียงที่เคยเยือกเย็นดุจน้ำแข็งพันปีของเซียนจื่อเหยาบัดนี้เจือไปด้วยความตื่นตระหนก นางทรุดกายลงนั่งขัดสมาธิเผชิญหน้ากับร่างของชายหนุ่มในระยะประชิด ฝ่ามือเรียวดุจหยกขาวทั้งสองข้างแนบเข้ากับแผ่นหลังที่ชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อและไอโลหิตของฉินมู่เฉิน ปราณกระบี่บริสุทธิ์ของนางกำลังพยายามกดสะกดความบ้าคลั่งของกระแสพลังหยินและหยางที่ตีรวนอยู่ในจุดตันتيียนของเขา
ฉินมู่เฉินเม้มริมฝีปากแน่นจนโลหิตสีชาดไหลซึมผ่านมุมปาก ดวงตาคู่วิพากษ์ของเขาเบิกกว้าง เผยให้เห็นเส้นโลหิตแดงฉานที่ปูดโปนรอบดวงตาดุจใยแมงมุม ทว่าแววตาของมหาเทพผู้หวนคืนกลับหาได้มีความหวาดกลัวไม่ มีเพียงความดื้อรั้นและทะนงตนที่ยากจะสยบ
“ข้าไม่เป็นไร... จื่อเหยา ถอนปราณของเจ้าออกไปเสีย มิฉะนั้นพลังสะท้อนกลับจะย้อนเข้าทำลายเส้นชีพจรหัวใจของเจ้าด้วย!” ฉินมู่เฉินเค้นเสียงลอดไรฟัน น้ำเสียงของเขาแหบพร่าแต่เด็ดเดี่ยว
“ข้าไม่ยอม!” นางตะคอกกลับทันควัน นัยน์ตาคู่คมที่มักจะไร้อารมณ์บัดนี้รื้นไปด้วยหยาดน้ำตาบางๆ “เราก้าวเดินมาถึงจุดนี้แล้ว หากล้มเหลวในคืนนี้ ทั้งตัวเจ้าและข้าต่างต้องตกตายภายใต้ทัณฑ์สวรรค์... ข้าไม่มีทางยอมให้เจ้าแบกรับภาระความแค้นของตระกูลฉินและสำนักกระบี่ไร้ขอบเขตไว้เพียงผู้เดียวเด็ดขาด!”
สิ้นคำพูดของนาง เซียนจื่อเหยาตัดสินใจกระทำสิ่งที่บ้าบิ่นที่สุด นางกัดปลายลิ้นจนโลหิตสีทองคำบริสุทธิ์พวยพุ่งออกมา ละอองโลหิตเซียนถูกหลอมรวมเข้ากับเคล็ดวิชาคู่ ‘จิตผสานเทวะ’ ที่ถูกบันทึกไว้ในคัมภีร์โบราณ พลังปราณของคนทั้งสองพลันหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวอย่างรวดเร็วราวกับสายน้ำสองสายที่ไหลบรรจบลงสู่มหาสมุทรอันไร้ก้นบึ้ง
*ตูมมมม!*
คลื่นกระแทกทางจิตวิญญาณระเบิดออกอย่างรุนแรงจนผนังถ้ำสั่นสะเทือน หินผาน้ำหนักนับหมื่นชั่งร่วงหล่นลงมาปิดปากถ้ำ แต่ถูกพลังปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ของฉินมู่เฉินบดขยี้จนกลายเป็นฝุ่นผงในพริบตา ในห้วงมิติแห่งจิตสำนึก
จิตวิญญาณของฉินมู่เฉินและเซียนจื่อเหยาได้ก้าวเข้าสู่แดนลับแลแห่งจิตผสาน
ณ ที่แห่งนั้น ท้องน้าไร้ขอบเขตสะท้อนเงาจันทราสีเลือด สองร่างเปลือยเปล่าทางจิตวิญญาณยืนประจันหน้ากัน ก่อนจะค่อยๆ ก้าวเข้าหากันอย่างช้าๆ ทุกย่างก้าวที่เคลื่อนผ่าน ผืนน้ำใต้ฝ่าเท้าเบ่งบานด้วยดอกบัวสวรรค์เก้ากลีบ
ความรู้สึกเย็นยะเยือกของปราณกระบี่น้ำแข็งที่เซียนจื่อเหยาฝึกฝนมาตลอดชีวิต ค่อยๆ แทรกซึมเข้าสู่ความร้อนรุ่มดุจเปลวเพลิงโลกันตร์ในร่างของฉินมู่เฉิน มันไม่ใช่การรุกราน แต่เป็นการโอบกอด การเติมเต็ม และการเยียวยาซึ่งกันและกันอย่างลึกซึ้งถึงแก่นแท้แห่งวิญญาณ
เซียนจื่อเหยาหลับตาลงเมื่อร่างของพวกเขาลอยเข้าประชิดกัน ไออุ่นจากแผ่นอกของชายหนุ่มแผ่ซ่านเข้ามาในหัวใจที่ด้านชามานับร้อยปี นางรู้สึกได้ถึงความเจ็บปวด ความโดดเดี่ยว และความแค้นฝังหุ่นที่เขาแบกรับไว้บนบ่าอันกว้างใหญ่นั้น ขณะเดียวกัน ฉินมู่เฉินก็รับรู้ได้ถึงความเปราะบาง ความห่วงใย และความภักดีอันมั่นคงที่หญิงสาวมอบให้เขาอย่างไม่มีเงื่อนไข
“เจ้าโง่...” เสียงกระซิบของเซียนจื่อเหยาแว่วดังขึ้นในห้วงจิตสำนึกของทั้งคู่
“ข้ายอมโง่เขลา... หากความโง่นั้นมีเจ้าอยู่เคียงข้าง” ฉินมู่เฉินตอบกลับด้วยรอยยิ้มจางๆ
ริมฝีปากของทั้งสองประทับเข้าหากันอย่างนุ่มนวล ทว่าทรงพลังดุจพายุหมุนแห่งวิถีเซียน ในวินาทีนั้น เคล็ดวิชา ‘จิตผสานเทวะ’ บรรลุถึงขอบเขตสูงสุด ทะลวงผ่านคอขวดที่กั้นขวางยอดฝีมือนับไม่ถ้วนมานานนับพันปี ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์แปรเปลี่ยนเป็นสีทองอร่ามปกคลุมทั่วร่างของทั้งสอง ขอบเขตพลังของฉินมู่เฉินพุ่งทะยานจากขั้นรวมจิตทะลวงผ่านสู่ขั้นวิญญาณแท้จริงในชั่วพริบตาเดียว ส่วนเซียนจื่อเหยาก็บรรลุสู่ขอบเขตเซียนนภาขั้นที่ห้าอย่างไร้แรงต้านทาน
ทว่า ในขณะที่พลังทั้งสองกำลังหลอมรวมกันจนถึงจุดสูงสุด สมบัติวิเศษชิ้นหนึ่งที่ซ่อนอยู่ลึกที่สุดในห้วงทะเลจิตของฉินมู่เฉิน—แผ่นหยกโบราณที่เขาเก็บได้จากซากปรักหักพังของแดนเทพตระกูลฉิน—กลับสั่นไหวอย่างรุนแรงพร้อมกับเปล่งแสงสีดำทมิฬออกมากลืนกินแสงสีทองทั้งหมด
ดวงตาของฉินมู่เฉินที่เพิ่งสงบลงกลับเบิกกว้างขึ้นอีกครั้งด้วยความตกตะลึง ปราณมารโบราณสายหนึ่งพวยพุ่งทะลักออกมาจากแผ่นหยก ร่างกายของเขาสั่นเทิ้ม ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดทรมานที่เหนือกว่าครั้งไหนๆ
“มู่เฉิน! เกิดอะไรขึ้น?!” เซียนจื่อเหยาตื่นตระหนกสุดขีดเมื่อสัมผัสได้ว่ากระแสพลังในร่างของเขากำลังแปรเปลี่ยนเป็นความมืดมิดที่พร้อมจะทำลายล้างทุกสิ่ง
“ถอยไป... จื่อเหยา! รีบถอยไปซะ!” ฉินมู่เฉินคำรามออกมาด้วยเสียงอันแหบพร่า ดวงตาข้างหนึ่งของเขาเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทอย่างไร้แววตา “ตราประทับมารสวรรค์... มันกำลังจะตื่นขึ้นแล้ว!”
ยังไม่ทันที่เซียนจื่อเหยาจะทันได้เอ่ยคำใด เงาร่างสีดำสนิทสายหนึ่งก็ปรากฏขึ้นอย่างกะทันหันที่เบื้องหน้าของพวกเขา ม่านอาคมเก้าชั้นแตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ ในพริบตาเดียว แรงกดดันระดับมหาเทพโบราณกดทับลงมาจนพื้นถ้ำพังทลายลงมาฝังร่างทั้งสองไว้ในความมืดมิด
“ฮ่าๆๆๆ... ในที่สุด ข้าก็รอวันที่เจ้าทำลายผนึกด้วยวิชาคู่สำเร็จจนได้ เจ้าหนูตระกูลฉิน... ส่งร่างนี้มาให้ข้าเสียดีๆ!”
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทาง ฝ่าฟันวิถีเซียนและคมกระบี่เคียงข้างกันมา ณ ที่นี้นะครับ
— เพลิงโอสถสวรรค์
วิถีเซียนไร้ลักษณ์ สลักกระบี่เทวะทลายฟ้า•ตอนที่ 20
การฝึกฝนวิชาจิตผสานเทวะ
ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีเซียนไร้ลักษณ์ สลักกระบี่เทวะทลายฟ้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!