"สัจธรรมแห่งห้วงนิทรา... แท้จริงแล้วเป็นเพียงเครื่องจองจำวิญญาณที่หลงทาง หรือความจริงอันโหดร้ายที่เจ้าจงใจหลบเลี่ยงกันแน่, จื่อเหยา?"
น้ำเสียงทุ้มต่ำดุจหินผาบดเบียดท่ามกลางหุบเหวแห่งกาลเวลา ดังสะท้อนก้องขึ้นภายในจิตสำนึกอันเลือนรางของสตรีผู้ได้ชื่อว่าเป็นเซียนผู้เย็นชาดุจน้ำแข็งพันปี
เซียนจื่อเหยาสะดุ้งเฮือก ร่างเพรียวระหงภายใต้ชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์สั่นสะท้านเล็กน้อย นัยน์ตาคู่คมที่เคยราบเรียบดั่งผิวน้ำในบึงลึกยามไร้ลมปรากฏรอยร้าวราน นางหอบหายใจถี่กระชั้น หยดเหงื่อเม็ดโตผุดพรายบนหน้าผากมน ทว่าสิ่งที่นางหวาดหวั่นมิใช่พิษร้ายจากกระบี่มาร หรือทัณฑ์อัสนีสวรรค์ที่สำนักกระบี่ไร้ขอบเขตเกรงกลัว หากแต่เป็นเงาร่างอันเลือนรางที่ยืนอยู่เบื้องหน้า... เงาร่างของบุรุษผู้สลักลึกลงในห้วงจิตวิญญาณมาเนิ่นนานนับร้อยปี
ฉินมู่เฉินยืนกอดอกพิงเสาหินศิลาโบราณ สายตาคมกริบดั่งคมกระบี่ที่ซ่อนฝักจับจ้องนางไม่วางตา ในยามนี้ รอบกายของพวกเขามิใช่ห้องโถงฝึกตนอันเงียบสงบ หากแต่เป็นมิติภาพมายาที่ถูกหลอมขึ้นจากความทรงจำอันดำมืดในอดีต—อดีตที่จื่อเหยาเพียรพยายามฝังกลบมันไว้ใต้กองเพลิงแห่งกาลเวลา
"เหตุใด... ท่านจึงยังตามมาหลอกหลอนข้าในความทรงจำนี้อีก, มหาเทพ?"
จื่อเหยาเค้นเสียงลอดไรฟัน ร่างกายของนางชาหนึบไปหมด ปราณเซียนในตันTianปั่นป่วนจนแทบควบคุมไม่ได้ ความเย็นชาที่นางใช้ปกป้องตนเองจากโลกหล้า พังทลายลงสิ้นเมื่ออยู่เบื้องหน้าบุรุษผู้นี้
ฉินมู่เฉินไม่ตอบในทันที เขาก้าวเท้าช้าๆ ทว่าหนักแน่นดั่งเสียงกลองศึกที่คอยย้ำเตือนถึงบาปหนาในอดีต ทุกย่างก้าวที่เขาล่วงล้ำเข้ามา ไอเย็นเยียบรอบกายราวกับจะแข็งตัว ปลายเท้าของเขาหยุดลงตรงหน้าสตรีผู้สูงศักดิ์ ปลายนิ้วเรียวยาวเอื้อมออกไปหมายจะแตะปอยผมที่ชื้นเหงื่อของนาง แต่เซียนจื่อเหยากลับเบือนหน้าหนีด้วยความเจ็บปวดร้าวลึก
"อย่า... อย่ามองข้าด้วยสายตาเช่นนั้น" นางพึมพำ น้ำเสียงสั่นเครือจนแทบขาดห้วง "สายตาที่ทำให้ข้าตระหนักว่า ตนเองช่างไร้ค่าและโง่เขลาเพียงใดในวันวาน"
"โง่เขลา?" ฉินมู่เฉินทวนคำ มุมปากหยักลึกยกขึ้นเป็นรอยยิ้มหยันที่เต็มไปด้วยความขื่นขม "เจ้าเรียกการยอมแบกรับทัณฑ์สวรรค์แทนข้าผู้เดียว ว่าความโง่เขลาอย่างนั้นหรือ, จื่อเหยา? เจ้าคิดว่าการที่เจ้าลบเลือนความทรงจำในวันนั้น แล้วก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำแห่งสำนักกระบี่ไร้ขอบเขต จะทำให้บาปในใจของเจ้าจางหายไปได้จริงๆ หรือ?"
คำพูดนั้นดุจคมกระบี่ที่แทงทะลุหัวใจของเซียนจื่อเหยา ภาพเหตุการณ์ในอดีตเมื่อร้อยปีก่อนไหลย้อนกลับเข้ามาในหัวราวกับกระแสน้ำเชี่ยว—
ในวันนั้น ท้องนภาสีครามแปรเปลี่ยนเป็นสีเลือด เมฆทัณฑ์อัสนีเกົ້າชั้นฟ้าคำรามกึกก้อง ฉินมู่เฉินในร่างของมหาเทพผู้เกรียงไกรกำลังเผชิญหน้ากับมหาภัยพิบัติที่จะทำลายล้างทั้งสามโลก ร่างกายของเขาเต็มไปด้วยบาดแผลฉกรรจ์ ไอพลังเทพแตกซ่านจนแทบดับสูญ ทว่าในวินาทีที่สายฟ้าพิพากษาดอกสุดท้ายพุ่งตรงลงมาหมายปลิดชีพเขา เซียนจื่อเหยา—ในฐานะศิษย์เอกผู้เย่อหยิ่งและเย็นชาที่สุดในสำนัก กลับพุ่งทะยานเข้ามารับสายฟ้านั้นด้วยร่างเนื้อของตนเอง
เปรี้ยง!
เสียงสายฟ้าคำรามสั่นสะท้านปฐพี เลือดสีโลหิตพ่นทะลักออกจากปากของนางจนย้อมอาภรณ์สีขาวให้กลายเป็นสีชาด ทว่านางมิได้ส่งเสียงร้องคร่ำครวญแม้แต่ครึ่งคำ มีเพียงรอยยิ้มจางๆ ที่มอบให้มหาเทพผู้ไม่เคยชายตามองความรู้สึกของใคร
"ข้า... มิอาจทนเห็นท่านดับสูญไปต่อหน้าต่อตา..." นั่นคือประโยคสุดท้ายที่นางเอ่ยก่อนที่สติจะดับวูบลง และตื่นขึ้นมาพร้อมกับความทรงจำที่ถูกผนึกไว้ด้วยเคล็ดวิชาลับ เพื่อให้ตนเองสามารถก้าวเดินต่อไปในวิถีเซียนอย่างไร้หัวใจ
"เจ้าแบกรับมันไว้คนเดียวเพราะเหตุใดกัน?" ฉินมู่เฉินลดมือลง น้ำเสียงของเขาอ่อนลงเล็กน้อย ทว่ายังคงความเข้มข้นลุ่มลึก "เจ้าคิดว่าการตัดขาดความสัมพันธ์ และทำตัวเย็นชาใส่ข้าในยามที่เราหวนกลับมาพบกันอีกครั้งในชาตินี้ จะเป็นการไถ่โทษที่สมบูรณ์แบบแล้วหรือ?"
จื่อเหยาเงยหน้าขึ้น นัยน์ตาทั้งสองข้างเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำตาที่นางอดกลั้นมานานนับศตวรรษ ความเย่อหยิ่งเย็นชาทั้งหมดมลายหายสิ้น เหลือเพียงสตรีผู้บอบช้ำจากพันธสัญญาแห่งโชคชะตา
"แล้วท่านจะให้ข้าทำเช่นไร, มู่เฉิน?" นางระเบิดเสียงออกมา หยาดน้ำตาหยดแรกร่วงหล่นลงกระทบพื้นศิลา "ท่านเป็นถึงมหาเทพผู้ยิ่งใหญ่ ส่วนข้าเป็นเพียงเซียนผู้ต่ำต้อยที่ใช้ชีวิตอยู่บนความละอายใจ! ในเมื่อชาตินี้สวรรค์ลิขิตให้เรากลับมาพบกันในฐานะ 'อาจารย์อา' และ 'ศิษย์ปลายแถว' เหตุใดท่านจึงไม่ปล่อยให้ข้าจมดิ่งไปกับความเย็นชาเล่านั้นเหตุใด... ท่านต้องรื้อฟื้นแผลเป็นที่ข้าเพียรพยายามปกปิดด้วยชีวิต!"
ฉินมู่เฉินจ้องมองนางนิ่งนาน แววตาของอดีตมหาเทพฉายประกายประหลาด เขาก้าวเข้าไปประชิดตัวนางอย่างไร้ซุ่มเสียง ก่อนจะใช้มือหนาเชยคางมนขึ้นบังคับให้นางสบตาตนเองตรงๆ
"เพราะข้ามิเคยต้องการให้เจ้าปกป้องด้วยชีวิต..." ฉินมู่เฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ทรงพลังและหนักแน่นดั่งประกาศิตสวรรค์ "และเพราะในชาตินี้ ข้ามิได้กลับมาเพื่อเป็นศิษย์ปลายแถวที่รอความเมตตาจากผู้ใด... แต่ข้ากลับมาเพื่อทวงคืนทุกสิ่งที่ควรจะเป็น รวมถึงหัวใจของเจ้าที่ติดค้างข้าไว้ด้วย!"
หัวใจของจื่อเหยาสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ลมหายใจของนางติดขัดเมื่อริมฝีปากของบุรุษผู้นี้โน้มเข้าใกล้จนสัมผัสได้ถึงไออุ่นอันคุ้นเคย ความรู้สึกผิด ความโหยหา และความรักที่ถูกกดทับไว้ใต้ก้นบึ้งแห่งจิตวิญญาณกำลังจะปะทุออกมาราวกับลาวาใต้พิภพ
ทว่า ในวินาทีที่บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองกำลังจะหลอมรวมเป็นหนึ่ง ท้องนภาในมิติภาพมายากลับสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง!
เสียงคำรามต่ำดุจสัตว์ร้ายจากห้วงมิติที่เก้าดังสนั่นหวั่นไหว เมฆหมอกสีดำทมิฬพัดโหมกระหน่ำเข้ามาปกคลุมพื้นที่โดยรอบ รอยแยกสีแดงฉานปรากฏขึ้นกลางอากาศราวกับปากแผลที่ฉีกขาดของปีศาจ และก่อนที่ฉินมู่เฉินจะทันได้ตั้งตัว เงาร่างอันน่าสะพรึงกลัวสายหนึ่งก็ก้าวทะลุผ่านรอยแยกมิติออกมา พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ
"ฮ่าๆๆ... ช่างเป็นภาพที่น่าซาบซึ้งยิ่งนัก มหาเทพผู้ร่วงหล่นกับเซียนผู้ทรยศสำนัก!"
ทั้งฉินมู่เฉินและจื่อเหยาผละออกจากกันทันที นัยน์ตาของอดีตมหาเทพหรี่แคบลงเป็นเส้นตรงเมื่อกวาดสายตามองผู้มาเยือนใหม่
ร่างนั้นสวมชุดเกราะมารโบราณ ไอสังหารพวยพุ่งออกมาปกคลุมทั่วสารทิศ บนหน้าผากมีอักขระประหลาดเปล่งแสงสีเลือด และที่น่าตกใจที่สุดคือ... ใบหน้าของมันช่างคล้ายคลึงกับ 'ผู้นำนิกายกระบี่ไร้ขอบเขต' ผู้ล่วงลับไม่มีผิดเพี้ยน!
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทาง ฝ่าฟันวิถีเซียนและคมกระบี่เคียงข้างกันมา ณ ที่นี้นะครับ
วิถีเซียนไร้ลักษณ์ สลักกระบี่เทวะทลายฟ้า•ตอนที่ 19
ความลับของนางเซียนที่ถูกเปิดเผย
ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีเซียนไร้ลักษณ์ สลักกระบี่เทวะทลายฟ้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!