วิถีเซียนไร้ลักษณ์ สลักกระบี่เทวะทลายฟ้า•ตอนที่ 17

การร่วงหล่นของอัจฉริยะ

ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
โลหิตสีชาดกระเซ็นต้องพื้นศิลาหยกขาวดุจดอกเหมยหลากกลีบที่โปรยปรายลงกลางพายุหิมะ ความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่านปกคลุมลานประลองสำนักกระบี่ไร้ขอบเขต เสียงลมหายใจของเหล่าผู้อาวุโสและศิษย์นับหมื่นชีวิตคล้ายถูกแช่แข็งด้วยไอปราณอันเยียบเย็นที่แผ่ออกมาจากร่างของบุรุษผู้ยืนหยัดอยู่เบื้องกลาง "เจ้า... เป็นไปได้อย่างไร..." เสียงนั้นเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากที่สั่นเทาของ 'หลงเทียนอวี่' อัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งตระกูลหลง ผู้ถือครองกระบี่อัคคีทลายสวรรค์ นัยน์ตาของมันเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกและไม่อยากเชื่อ ร่างกายที่เคยองอาจบัดนี้ทรุดฮวบคุกเข่าลงกับพื้น ศิลาประลองใต้ร่างแตกละเอียดเป็นรัศมีกว้างนับร้อยเมตรจากแรงกดดันของวิถีกระบี่ที่ไร้รูปร่างแต่มั่นคงดุจขุนเขา ฉินมู่เฉินยืนสงบนิ่ง อาภรณ์สีขาวสะอาดไร้รอยเปื้อน แม้เม็ดเหงื่อจะผุดพรายขึ้นตามไรผม แต่แววตาคู่พญาอินทรีย์นั้นกลับลุ่มลึกและว่างเปล่า ราวกับสิ่งที่เพิ่งกระทำลงไปไม่ใช่การเอาชนะคู่แข่งที่ร้ายกาจที่สุดในรอบร้อยปี หากแต่เป็นเพียงการปัดกวาดธุลีที่รบกวนสายตาเท่านั้น ในมิติที่สูงขึ้นไป บนตำหนักเมฆาเร้นลับ เซียนจื่อเหยาทอดสายตาลงมาผ่านม่านหมอกหนาทึบ ริมฝีปากบางเฉียบดุจกลีบเหมันต์ยกย่องขึ้นน้อยนิดอย่างไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น ความเย็นชาที่เคยประทับอยู่บนใบหน้านางมานับร้อยปีคล้ายถูกละลายด้วยประกายตาคู่ที่เต็มไปด้วยความทะนงตนของบุรุษเบื้องล่าง นางลอบผ่อนลมหายใจยาวนาน พลางกระซิบกับความว่างเปล่าแผ่วเบา *“เจ้าเติบโตขึ้นอีกขั้นแล้ว... มู่เฉิน”* ทว่า บรรยากาศแห่งชัยชนะยังไม่ทันได้จางหาย เสียงปรบมือช้าๆ และกังวานดุจเสียงระฆังสำริดก็ดังขึ้นจากมุมมืดของลานประลอง เงาร่างหนึ่งก้าวเดินออกมาจากม่านหมอกอัคคีที่ยังหลงเหลืออยู่ กลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวระดับขอบเขตหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์แผ่ขยายออกกดทับจนเหล่าศิษย์รุ่นเยาว์ต่างหายใจไม่ออก "ช่างเป็นกระบวนท่าที่งดงามและเด็ดเดี่ยวเสียจริง... ศิษย์น้องฉิน" ผู้มาใหม่คือ 'มู่หรงเฟิง' รองประธานหอคัมภีร์สวรรค์ ผู้มีรอยยิ้มประดับบนใบหน้าเสมอ แต่แววตากลับซ่อนความเหี้ยมเกรียมไว้อย่างมิดชิด มันกวาดตามองหลงเทียนอวี่ที่พ่ายแพ้ด้วยความรังเกียจชั่วแวบหนึ่ง ก่อนจะหันมาสบตากับฉินมู่เฉินตรงๆ ฉินมู่เฉินไม่แม้แต่จะขยับกาย เขายังคงถือกระบี่ไม้ไผ่ธรรมดาไว้ในมือ ปราณกระบี่ที่ยังหลงเหลือรอบกายหมุนวนเป็นเกลียวคลื่นคอยคุ้มกัน "เจ้าไม่ได้มาเพื่อชมการประลองกระมัง, มู่หรงเฟิง" "ฮ่าๆๆ สมกับที่เป็นผู้สืบทอดเจตจำนงแห่งกระบี่ไร้ลักษณ์" มู่หรงเฟิงหัวسเราะในลำคอ ก้าวเท้าเข้าไปใกล้ทีละก้าว ทุกก้าวที่มันเหยียบลงพื้น ศิลาหยกขาวกลับส่งเสียงกรอบแกรบราวกับถูกบดขยี้ด้วยพลังจิตอันมหาศาล "ข้าเพียงแต่สงสัยว่า... เคล็ดวิชาที่เจ้าใช้ออกเมื่อครู่ เหตุใดจึงมีกลิ่นอายคุ้นตานัก มันช่างละม้ายคล้ายคลึงกับ 'คัมภีร์กระบี่สลายโลหิต' ของมารสวรรค์ผู้ล่วงลับเมื่อสามร้อยปีก่อนเสียเหลือเกิน" สิ้นคำพูดนั้น เสียงซุบซิบและตื่นตระหนกก็ดังระเบิดขึ้นทั่วทั้งลานประลอง ในสำนักบำเพ็ญเพียร การถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับวิชามารถือเป็นความผิดมหันต์ที่มีโทษถึงตาย! ฉินมู่เฉินหรี่ตาลงเล็กน้อย รังสีฆ่าฟันสายหนึ่งพุ่งวาบผ่านนัยน์ตา เขาไม่ได้ตื่นตระหนก แต่กลับเผยยิ้มเยียบเย็นที่ทำให้อุณหภูมิรอบตัวลดฮวบลงในพริบตา "หูตาของเจ้ารวดเร็วนัก... แต่น่าเสียดาย ที่ความรู้น้อยนิดของเจ้า ยังตื้นเขินเกินกว่าจะเข้าใจวิถีกระบี่ที่แท้จริง" "ปากกล้าจริงนะ!" มู่หรงเฟิงหุบยิ้มทันที แววตาแปรเปลี่ยนเป็นอำมหิต มันประสานอินทร์มืออย่างรวดเร็ว พลังปราณสีดำสนิทพวยพุ่งทะลักขึ้นจากพื้นดินราวกับอสรพิษนับร้อยตัว "ในเมื่อเจ้าดึงดันจะปกปิดความจริง วันนี้ในฐานะผู้อาวุโสผู้ดูแลกฎระเบียบ ข้ามีสิทธิ์ชอบธรรมที่จะ 'ตรวจสอบ' ดวงจิตและรากฐานวิญญาณของเจ้า ณ บัดนี้!" ฉับพลันนั้น อักขระโบราณสีทองนับพันสายก็ปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า มันคือ 'ค่ายกลพิพากษาวิญญาณ' ที่ถูกเตรียมการไว้ล่วงหน้า แรงกดดันระดับฟ้าดินกดทับลงบนร่างของฉินมู่เฉินจนกระดูกลั่นดังกร๊อบ เลือดสดๆ ไหลรินจากมุมปากของเขา แต่แผ่นหลังที่ตั้งตรงนั้นหาได้ยอมก้มลงแม้แต่น้อย บนตำหนักเมฆาเร้นลับ เซียนจื่อเหยาผุดลุกขึ้นยืนในทันที ร่างกายของนางสั่นเทด้วยความโกรธเกรี้ยว ไอปราณน้ำแข็งพันปีระเบิดออกจนตำหนักแทบกลายเป็นน้ำแข็ง นางสะบัดแขนเสื้อเตรียมทะยานลงไปหยุดยั้งการกระทำอันไร้ยางอายนี้ ทว่า ก่อนที่ร่างของนางจะก้าวพ้นขอบประตู ท้องนภากลับคำรามสนั่นหวั่นไหว เมฆทมิฬหนาทึบม้วนตัวเข้าหากันอย่างรวดเร็วดุจคลื่นใต้น้ำวน ประกายสายฟ้าสีม่วงเข้มขนาดมหึมาพาดผ่านกลางนากฟ้า และสิ่งที่ทำให้ทุกคนต้องหยุดหายใจคือ... เงาร่างของบุคคลที่สาม ที่ก้าวออกมาจากรอยแยกมิติกลางห้วงอากาศโดยไม่มีใครคาดคิด! บุคคลผู้นั้นสวมหน้ากากเงินลายพรายเมฆา ถือพัดกระดาษเก่าๆ เล่มหนึ่ง น้ำเสียงแหบพร่าแต่ทรงพลังอำนาจดังก้องกังวานไปทั่วทั้งสำนัก สะกดทุกสรรพสิ่งให้ตกอยู่ในความเงียบสงบในพริบตา "มู่หรงเฟิง... เจ้ากล้าดียังไงมาแตะต้อง 'ทายาทคนสุดท้าย' ของแดนลับแลสวรรค์?" -------------------------------------------------- ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทาง ฝ่าฟันวิถีเซียนและคมกระบี่เคียงข้างกันมา ณ ที่นี้นะครับ
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีเซียนไร้ลักษณ์ สลักกระบี่เทวะทลายฟ้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%