วิถีเซียนไร้ลักษณ์ สลักกระบี่เทวะทลายฟ้า•ตอนที่ 2

เคล็ดวิชาบรรพกาลในร่างที่เสื่อมโทรม

ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
ประกายกระบี่โลหิตพาดผ่านความมืดมิดดุจสายฟ้าฟาดในยามวิกาล ความเย็นเยียบของคมดาบแฝงไว้ด้วยจิตสังหารอันเข้มข้นจนอากาศรอบกายพลันบิดเบี้ยว ฉินมู่เฉินหาได้สะดุ้งสะเทือนไม่ ดวงตาคู่คมที่แฝงไว้ด้วยความร่วงโรยของร่างเนื้อกลับทอประกายลึกล้ำราวกับห้วงจักรวาลอันไร้ก้นบึ้ง ในยามที่ความตายจ่อชิดริมฝีปาก เขากลับยกย่องมุมปากขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มนั้นทั้งเหยียดหยันและว่างเปล่า "มดปลวกกล้าอาจหาญถึงเพียงนี้ เชิญ..." น้ำเสียงของเขาเรียบสนทนา ทว่ากังวานลึกจนสะท้อนถึงก้นบึ้งจิตวิญญาณของผู้มาเยือนทั้งสาม เงาร่างในชุดดำชะงักไปชั่วลมหายใจ รังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาพลันสะดุดลงอย่างไม่ทราบสาเหตุ ราวกับว่าเป้าหมายที่พวกมันกำลังจะเด็ดหัว หาใช่เด็กหนุ่มผู้ไร้ค่าในสายตาสำนักกระบี่ไร้ขอบเขต หากแต่เป็นพญาอินทรีที่จำแลงกายมาซ่อนเร้นในร่างมนุษย์ ทว่า ความลังเลดำรงอยู่เพียงชั่วพริบตา ความโลภในรางวัลและคำสั่งเด็ดขาดจากเบื้องบนก็เข้าครอบงำจิตใจของมือสังหารทั้งสามอีกครั้ง กระบี่สีเลือดพุ่งตรงเข้าใส่จุดตายทั้งสามแห่งบนร่างของฉินมู่เฉิน ทิศทางฉับพลันและรวดเรุดดุจภูติผีพราย *เปร้ง! เปร้ง! เปร้ง!* เสียงโลหิตและเหล็กกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหว แต่ไม่มีรอยแผลแม้แต่น้อยบนกายของฉินมู่เฉิน ในเสี้ยววินาทีความเป็นความตายนั้น ปราณแท้จริงสายหนึ่งที่หลงเหลืออยู่ในจุดตันเถียนที่แตกสลายพลันหมุนวนสวนทางอย่างบ้าคลั่ง มันไม่ใช่การโคจรพลังตามตำราของสำนักใดในยุทธภพ หากแต่เป็นวิถีโคจรของมหาเทพผู้ควบคุมกฎเกณฑ์แห่งฟ้าดิน! ฉินมู่เฉินสะบัดแขนเสื้ออย่างแผ่วเบา คลื่นพลังลมปราณอันรุนแรงกระแทกมือสังหารทั้งสามกระเด็นถอยหลังไปคนละทิศละทาง เลือดสดๆ พุ่งทะลักออกจากปากของพวกมันทันที ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวสุดขีด "เจ้า... เจ้าใช้เคล็ดวิชาอันใดกัน!?" หนึ่งในมือสังหารคำรามด้วยความตื่นตระหนก ร่างกายสั่นสะท้านราวกับยืนอยู่หน้าปากอเวจี ฉินมู่เฉินไม่ได้เอ่ยคำใดตอบกลับ สายตาของเขาทอดมองลึกลงไปในความมืดของจิตใต้สำนึก ที่ซึ่งผนึกโบราณกำลังสั่นสะเทือน ความเจ็บปวดราวกับร่างจะฉีกขาดเป็นชิ้นๆ แผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย แต่นั่นกลับเป็นสัญญาณที่ชัดเจนที่สุด—ผนึกที่กักขังความทรงจำและเคล็ดวิชาบรรพกาลกำลังจะถูกทำลายลงแล้ว! ภายในห้วงจิตสำนึกอันเวิ้งว้าง ม่านหมอกสีเทาหนาทึบถูกแหวกออกด้วยกระแสลมปราณสีทองอร่าม ที่ใจกลางห้วงจิตนั้น ปรากฏอักษรโบราณสามตัวลอยเด่นอยู่: *'วิถีเซียนไร้ลักษณ์'* อักษรแต่ละตัวหนักแน่นดุจภูผาและพลิ้วไหวราวกับสายน้ำ มันคือเคล็ดวิชาสูงสุดที่แม้แต่ในยุคบรรพกาล ก็มีเพียงมหาเทพผู้สร้างฟ้าดินเท่านั้นที่ครอบครอง เมื่อความทรงจำไหลทะลักเข้าสู่สมองของฉินมู่เฉิน ภาพเหตุการณ์ในอดีตชาติอันรุ่งโรจน์และคราบน้ำตาแห่งการทรยศหักหลังก็ผุดขึ้นมาซ้อนทับกัน เขารู้สึกได้ถึงพลังอำนาจที่เคยสูญเสียไปกำลังค่อยๆ ไหลกลับคืนสู่ร่างทีละน้อย เส้นชีพจรที่เคยตีบตันเริ่มขยายตัวออก เสียงคำรามทุ้มต่ำดังสะท้อนอยู่ในหูของเขา "คิดจะปลิดชีพข้า... พวกเจ้ายังอ่อนหัดเกินไปร้อยปี" ฉินมู่เฉินก้าวเท้าออกไปหนึ่งก้าว พื้นดินใต้เท้าแตกร้าวเป็นรอยแยกรูปใยแมงมุม รัศมีสีทองจางๆ แผ่พุ่งออกจากร่างของเขา ข่มขวัญมือสังหารชุดดำจนต้องคุกเข่าลงกับพื้นโดยไม่รู้ตัว แรงกดดันนี้ไม่ใช่แค่พลังยุทธ์ แต่มันคือ 'เจตจำนงแห่งฟ้าดิน' ที่กดทับลงมาจนพวกมันแทบหายใจไม่ออก ในขณะเดียวกัน ณ ยอดเขาไกลออกไป เซียนจื่อเหยาที่กำลังนั่งหลับตาบำเพ็ญเพียรอยู่ภายในตำหนักน้ำแข็งพันปี ลืมตาโพลงขึ้นอย่างฉับพลัน ดวงตาคู่สวยที่เย็นชาดุจน้ำแข็งฉายแววตกใจระคนห่วงใย นางสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายปราณอันคุ้นเคยและทรงพลังที่ระเบิดออกมาจากทิศทางของหอโอสถ "มู่เฉิน..." เสียงหวานพึมพำแผ่วเบาด้วยความกังวล ร่างระหงของนางลอยละลิ่วออกจากตำหนักทันที ปลายเท้าแตะสัมผัสยอดไม้ราวกับภูตผีไร้เงา มุ่งหน้าไปยังจุดเกิดเหตุด้วยความเร็วสูงสุด กลับมาที่หอโอสถ มือสังหารชุดดำคนสุดท้ายที่เหลือรอดพยายามฝืนสังขารลุกขึ้นยืนด้วยความหวาดกลัวสุดขีด มันรู้ตัวดีว่าหากปล่อยให้เด็กหนุ่มตรงหน้าฟื้นคืนพลังได้สำเร็จ วันนี้พวกมันทั้งสามจะต้องดับสูญอย่างแน่นอน มันตัดสินใจระเบิดพลังเฮือกสุดท้าย แผดเผาอายุขัยเพื่อใช้กระบวนท่าต้องห้าม "กระบี่โลหิตผลาญวิญญาณ" พุ่งเข้าใส่ฉินมู่เฉินด้วยความเร็วเหนือแสง ฉินมู่เฉินหรี่ตาลงเล็กน้อย เคล็ดวิชาบรรพกาลในจิตใต้สำนึกถูกขับเคลื่อนจนถึงขีดสุด เขาไม่ได้ชักกระบี่ออกจากฝักด้วยซ้ำ นิ้วชี้และนิ้วกลางประสานเข้าหากันเป็นกระบี่มนตรา ปราณกระบี่สีทองอร่ามพุ่งทะยานออกจากปลายนิ้ว ผ่าแบ่งความมืดมิดออกเป็นสองซีกอย่างงดงามและเด็ดขาด *ฉับ!* ร่างของมือสังหารชุดดำหยุดชะงักค้างกลางอากาศ รอยกระบี่บางเฉียบปรากฏขึ้นที่กลางหน้าผาก ก่อนที่ร่างทั้งร่างจะสลายกลายเป็นละอองแสงสีเลือดและจางหายไปในความว่างเปล่า ความเงียบสงบเข้าปกคลุมทั่วบริเวณอีกครั้ง ฉินมู่เฉินยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพัง ลมหายใจของเขาสม่ำเสมอขึ้น ผิวพรรณที่เคยซีดเซียวกลับเปล่งประกายเรืองรองด้วยแสงสีทองจางๆ ทว่า ในวินาทีที่เขากำลังจะกวาดสายตากลับเข้าไปพักผ่อนนั้นเอง สายลมเย็นเยียบสายหนึ่งก็พัดพาเอา گلกลิ่นหอมคุ้นเคยมาแตะจมูก พร้อมกับเงาร่างอันงดงามราวกับเทพเซียนที่ลงมาจากสรวงสวรรค์ ปรากฏตัวขึ้นยืนขวางทางเขาไว้ เซียนจื่อเหยาสวมชุดคลุมยาวสีขาวบริสุทธิ์ เส้นผมยาวสลวยปลิวไสวตามแรงลม ดวงตาสีรัตติกาลมองตรงมาที่เขาด้วยความซับซ้อน ทั้งตกใจ สงสัย และเปี่ยมด้วยความรู้สึกที่เก็บงำไว้เนิ่นนาน "เจ้า... มิใช่ฉินมู่เฉินคนเดิม" นางเอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบทว่าสั่นเครือเล็กน้อยในตอนท้าย ฉินมู่เฉินเงยหน้าขึ้นสบตากับนาง แววตาที่เคยเย็นชาและห่างเหินพลันอ่อนลงวูบหนึ่ง มุมปากหยักยิ้มบางเบาที่เต็มไปด้วยความหมายลึกซึ้ง "หากข้าบอกว่า..." ฉินมู่เฉินก้าวเข้าไปใกล้เซียนจื่อเหยาช้าๆ จนระยะห่างระหว่างทั้งสองเหลือเพียงลมหายใจกั้น "ข้าคือผู้ที่เคยสัญญาว่าจะปกป้องเจ้า... ตลอดกาลเล่า เจ้าจะเชื่อหรือไม่?" คำพูดนั้นราวกับสายฟ้าฟาดผ่ากลางใจของเซียนจื่อเหยา นางตัวแข็งทื่อ สมองว่างเปล่าไปชั่วขณะ หัวใจที่ด้านชามานานนับร้อยปีพลันเต้นระรัวราวกับกลองศึก ความทรงจำอันเลือนรางที่ทั้งสองเคยมีร่วมกันในอดีตชาติไหลย้อนกลับเข้ามาในหัวของนางราวกับกระแสน้ำวน ทว่า ก่อนที่นางจะได้เอ่ยคำใดออกมา เสียงหัวเราะเยือกเย็นและน่าสะพรึงกลัวก็ดังขึ้นจากความมืดเบื้องล่างหน้าผาสำนัก... "ฮ่าๆๆๆ! ไม่นึกเลยว่าศิษย์ปลายแถวผู้ไร้ค่า จะซ่อนความลับระดับสะเทือนฟ้าดินไว้ถึงเพียงนี้! แผนการชิงกระบี่เทวะของพวกเราช่างคุ้มค่ายิ่งนัก... ฉินมู่เฉิน ส่งเคล็ดวิชาบรรพกาลมาเสียดีๆ มิฉะนั้น ศิษย์พี่หญิงผู้งดงามของเจ้า จะต้องตายตกไปตามกัน ณ ที่แห่งนี้!" *เพลิงโอสถสวรรค์ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางทะยานสู่ห้วงมิติเซียนไปด้วยกันนะครับ*
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีเซียนไร้ลักษณ์ สลักกระบี่เทวะทลายฟ้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%