วิถีเซียนไร้ลักษณ์ สลักกระบี่เทวะทลายฟ้า•ตอนที่ 1

ฟื้นคืนจากความตายใต้เงาปราณ

ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
“ทุบมันให้ตาย! ไอ้เศษสวะนี่มันบังอาจขัดขวางทางเดินของศิษย์พี่จาง... ใครก็ตามที่กล้าสั่นคลอนความมั่นคงของหอโอสถพยัคฆ์ทมิฬ จุดจบมีเพียงความตายที่ไร้คำแก้ตัว!” เสียงตวาดกร้าวแฝงไปด้วยไอสังหารดังขึ้นเหนือหัว ทว่าสำหรับผู้ที่กำลังนอนจมกองเลือดอยู่บนพื้นหินที่เย็นเฉียบ เสียงเหล่านั้นกลับดูห่างไกลดุจเสียงกระซิบจากปรโลก ความเจ็บปวดรวดร้าวที่แล่นพล่านไปทั่วทุกอณูขุมขนเปรียบเสมือนการถูกหอกนับพันเล่มทิ่มแทงเข้าสู่เส้นชีพจรที่แตกสลาย ฉินมู่เฉินกระตุกกายเฮือกใหญ่ ลมหายใจที่แผ่วเบาดุจสายหมอกในฤดูเหมันต์ถูกกระชากกลับคืนสู่ร่างที่บอบช้ำจนเกินเยียวยา นัยน์ตาที่เคยหม่นแสงค่อยๆ เปิดขึ้น—ในเสี้ยววินาทีนั้น สิ่งที่ปรากฏไม่ใช่ความหวาดกลัวต่อความตาย แต่เป็นความว่างเปล่าที่ลึกซึ้งดุจห้วงจักรวาล เขาจำได้ว่าตนเองคือมหาเทพผู้พิชิตสรวงสวรรค์ ผู้ถือครองเคล็ดกระบี่ทลายฟ้าที่เพียงสะบัดข้อมือ ผืนนภาก็ต้องสั่นสะเทือน แต่บัดนี้... เส้นชีพจรที่ควรจะเต็มเปี่ยมไปด้วยปราณมหาเทพ กลับเหลือเพียงเศษเสี้ยวของร่องรอยการบำเพ็ญที่เปราะบาง ราวกับบ้านที่ถูกปลวกกัดกินจนเหลือเพียงซากปรักหักพัง “ยังไม่ตายงั้นหรือ? ร่างกายกระจอกนี่ช่างทนทานนัก” เงาของชายหนุ่มร่างกำยำในชุดศิษย์สายในทาบทับลงมา ฝ่าเท้าที่หุ้มด้วยปราณสีเขียวขุ่นหมายจะกระทืบลงมาบนศีรษะของฉินมู่เฉินเพื่อปิดฉากทุกอย่าง ทว่าในเสี้ยววินาทีที่ฝ่าเท้านั้นกำลังจะสัมผัสร่างกาย ฉินมู่เฉินกลับขยับกายหลบด้วยสัญชาตญาณที่ฝังลึกอยู่ในจิตวิญญาณ ท่วงท่าแม้จะดูเชื่องช้าในสายตาผู้อื่น แต่กลับหลบเลี่ยงจุดตายได้อย่างสมบูรณ์แบบ เขายันกายลุกขึ้น แม้เลือดจะไหลซึมจากบาดแผลที่ชายโครง ทว่าแววตาที่จ้องมองศัตรูนั้นกลับเย็นชาดุจน้ำแข็งพันปีที่ไม่มีวันละลาย “ใครอนุญาตให้เจ้าเหยียบย่างเข้ามาในรัศมีสามก้าวของข้า?” เสียงของฉินมู่เฉินแหบพร่า ทว่ากลับมีอำนาจบางอย่างที่ทำให้ศิษย์ผู้ที่กำลังเงื้อมมือจะสังหารเขาต้องชะงักงันไปชั่วขณะ “เจ้า... ไอ้เศษสวะ! วันนี้ข้าจะกระชากวิญญาณเจ้าออกมาดูเล่น!” ศิษย์ผู้นั้นคำรามด้วยความขุ่นเคือง ก่อนจะชักกระบี่เหล็กกล้าพุ่งเข้าใส่หมายจะบั่นคอให้ขาดกระเด็น ฉินมู่เฉินไม่ได้ขยับกระบี่ เขารู้ดีว่าร่างนี้ไม่มีปราณพอจะต้านทาน แต่ในฐานะมหาเทพที่เคยผ่านการรบมานับพันปี เขารู้จักจุดอ่อนของมนุษย์มากกว่าฝ่ามือตนเอง เขาเอียงคอเพียงเล็กน้อย ปล่อยให้คมกระบี่เฉียดผ่านเส้นผมไปเพียงเสี้ยวเส้นด้าย พร้อมกับปลายนิ้วที่สะบัดออกไปประหนึ่งดรรชนีพิฆาต กดลงบนจุดชีพจร 'เสินเหมิน' ของศิษย์ผู้นั้น ฉับพลัน! ร่างของศิษย์สายในที่ควรจะแข็งแกร่งกลับแข็งทื่อดุจถูกสาป ปราณที่สั่งสมมานับปีไหลย้อนกลับเข้าสู่เส้นชีพจรตัวเองจนเกิดเสียงระเบิดดังปัง! ร่างนั้นกระเด็นถอยหลังไปหลายก้าว ก่อนจะทรุดลงกับพื้นด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด “นี่มันวิชาอะไรกัน! เจ้าไปเอาเคล็ดวิชาลึกลับมาจากไหน!” ศิษย์ผู้นั้นตะโกนด้วยความหวาดกลัว แววตาที่มองมายังฉินมู่เฉินเริ่มเปลี่ยนจากความเกลียดชังเป็นความสะพรึงกลัวดุจพบเห็นปีศาจร้าย ฉินมู่เฉินไม่ได้ตอบคำถาม เขาเพียงมองดูมือที่สั่นเทาของตนเอง ร่างนี้อ่อนแอเกินไปจนแทบจะรับพลังจิตของเขาไม่ได้เสียด้วยซ้ำ หากต้องฝืนใช้อีกครั้ง เส้นชีพจรคงได้ขาดสะบั้นลงเป็นแน่ ทว่าในขณะที่เขากำลังประเมินสถานการณ์ กลิ่นอายที่เยือกเย็นและกดดันอย่างมหาศาลก็แผ่ซ่านเข้ามาในอาณาเขตของหอโอสถ อากาศโดยรอบเริ่มจับตัวเป็นเกล็ดน้ำแข็ง ดอกไม้ที่เคยบานสะพรั่งรอบสำนักกลับแห้งเหี่ยวลงในพริบตา ทุกคนในบริเวณนั้นต่างหยุดชะงักและคุกเข่าลงด้วยความยำเกรง “ผู้อาวุโสจื่อเหยา...” เสียงพึมพำด้วยความหวาดหวั่นดังขึ้นรอบทิศทาง สตรีผู้หนึ่งก้าวเดินเข้ามาด้วยท่วงท่าสง่างามดุจเทพธิดาจากสรวงสวรรค์ ชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ของนางพลิ้วไหวแม้ไม่มีลมพัดผ่าน ใบหน้างดงามราวกับถูกแกะสลักจากหยกขาว ทว่ากลับไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึกใดๆ แววตาของนางดุจทะเลสาบที่นิ่งสงบ ทว่าลึกลงไปกลับมีความเจ็บปวดที่ซ่อนเร้นอย่างลึกล้ำ นางหยุดยืนอยู่หน้าฉินมู่เฉิน กลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมันต์โชยปะทะจมูก สายตาของนางจ้องมองบาดแผลบนร่างกายของชายหนุ่มนิ่งนาน ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ “เจ้า... ยังไม่ตายอีกหรือ?” ฉินมู่เฉินเงยหน้าขึ้นสบตา นางคือจื่อเหยา... สตรีที่เขาเคยปกป้องด้วยชีวิตในชาติภพก่อน ความทรงจำที่เลือนหายไปเริ่มไหลย้อนกลับเข้ามาเป็นฉากๆ ความรัก ความแค้น และพันธสัญญาที่เขาเคยสลักไว้บนก้อนเมฆยังคงแจ่มชัด เขายิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ทำให้สตรีผู้เย็นชาเช่นนางต้องชะงักไปชั่วขณะ “ความตายเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของวิถีใหม่ ท่านผู้อาวุโส... หรือท่านคิดว่าข้าควรจะตายไปเสียตั้งแต่ตอนนั้น?” จื่อเหยาหลับตาลงครู่หนึ่ง ก่อนจะยื่นมือขาวผ่องออกมา ปลายของนางสัมผัสเข้าที่หน้าอกของเขา กระแสปราณที่เย็นเยียบแต่ทรงพลังไหลเข้าสู่ร่างของฉินมู่เฉินเพื่อหยุดเลือดที่กำลังไหลรินอย่างเชี่ยวชาญ “เจ้าไม่มีค่าพอที่จะตายในมือข้า... แต่เจ้าก็ไม่มีค่าพอที่จะรอดชีวิตในสำนักที่เต็มไปด้วยคมกระบี่เช่นนี้” นางกล่าวทิ้งท้ายพลางหันหลังกลับ ทว่าก่อนที่นางจะจากไป เสียงกระซิบที่แผ่วเบาดุจเสียงลมพัดกลับดังเข้าสู่โสตประสาทของฉินมู่เฉินเพียงผู้เดียว “คืนนี้... ที่ยอดเขาจันทร์ดับ อย่าให้ข้าต้องรอเก้อ หากเจ้าไม่อยากให้ชีวิตที่เพิ่งคืนมานี้ดับสูญไปอีกครั้ง” ฉินมู่เฉินมองตามหลังนางไป สายตาของเขาเปลี่ยนเป็นคมกริบดุจกระบี่ในฝักที่พร้อมจะชักออกมาสังหารมังกร เขาตระหนักได้ทันทีว่าการกลับมาครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และความลับที่ซ่อนอยู่ภายใต้สำนักกระบี่ไร้ขอบเขตแห่งนี้ กำลังจะถูกเปิดเผยด้วยมือของเขาเอง ทว่าในจังหวะนั้นเอง ท้องฟ้าที่เคยแจ่มใสกลับมืดครึ้มลงอย่างฉับพลัน เสียงฟ้าร้องคำรามกึกก้องดุจเสียงพิโรธของสวรรค์ที่สัมผัสได้ถึง 'ตัวตน' ที่ไม่ควรมีอยู่บนโลกมนุษย์ พร้อมกับเงาร่างของบุรุษลึกลับสามคนในชุดดำสนิทที่ปรากฏตัวขึ้นบนยอดไม้รอบหอโอสถ... กระบี่ของพวกเขาเปล่งประกายสีเลือด และเป้าหมายของมันคือคอหอยของฉินมู่เฉิน! หวังว่าบทนี้จะทำให้ท่านนักอ่านรู้สึกถึงความเข้มข้นที่เพิ่งเริ่มต้นนะครับ ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามงานเขียนของเพลิงโอสถสวรรค์ครับ
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีเซียนไร้ลักษณ์ สลักกระบี่เทวะทลายฟ้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%