วิถีเซียนไร้ลักษณ์ สลักกระบี่เทวะทลายฟ้า•ตอนที่ 3

ตบหน้าผู้อาวุโสตาบอด

ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
"หากพวกเจ้ายังคิดใช้สิทธิ์แห่งผู้อาวุโสมาบีฑาผู้เยาว์ในสำนักเดียวกันอีก เกรงว่ากระบี่เล่มนี้คงต้องขอทวงถามความยุติธรรมแทนฟ้าดินแล้วกระมัง" น้ำเสียงราบเรียบดุจผิวน้ำในบึงลึก แต่กลับกังวานสะท้อนไปทั่วลานประลองสำนักกระบี่ไร้ขอบเขต แรงกดดันจากจิตสังหารอันบริสุทธิ์พวยพุ่งออกจากร่างของฉินมู่เฉิน ราวกับมังกรนิลที่ตื่นจากการหลับใหลนับพันปี บรรยากาศรอบกายพลanแปรเปลี่ยนเป็นหนทอ1นเหน็บจนศิษย์หลายคนถึงกับตัวสั่นเทา เบื้องหน้าของเขาคือ 'หันเฟิง' ศิษย์พี่ใหญ่แห่งยอดเขาอัคคีทมิฬ ผู้มีขอบเขตแดนหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์ หันเฟิงกำลังใช้ฝ่ามืออัคคีแผดเผากดร่างของเด็กหนุ่มผู้หนึ่งจนกระอักเลือด เพียงเพราะเด็กน้อยคนนั้นบังเอิญเดินชนชายเสื้อของเขาโดยไม่เจตนา หันเฟิงแค่นเสียงหัวร่อด้วยความดูแคลน สายตาที่มองมายังฉินมู่เฉินเต็มไปด้วยหยาดหยัน "ฮ่าๆๆ! เจ้าสวะขั้นรวบรวมลมปราณต่ำต้อยเช่นเจ้า ถึงกับกล้าอาจหาญมาสั่งสอนข้าผู้เป็นศิษย์พี่ใหญ่เชียวหรือ? สงสัยว่าวิถีกระบี่ของสำนักคงทำให้สมองเจ้าฝ่อไปหมดแล้ว ถึงได้อยากหาที่ตายเร็วนัก!" ฉินมู่เฉินไม่แม้แต่จะชายตามองรอยยิ้มเยาะเย้ยนั้น ดวงตาคู่คมกริบดุจใบกระบี่โบราณยังคงสงบนิ่งลุ่มลึก เขาก้าวเท้าไปเบื้องหน้าเพียงหนึ่งก้าว ทว่าก้าวนี้กลับสร้างแรงสะเทือนสะท้านไปถึงขั้วหัวใจของผู้คน พื้นศิลาใต้ฝ่าเท้าแตกร้าวเป็นรอยแยกรูปใยแมงมุมในพริบตา "ความเย่อหยิ่งที่ปราศจากคุณธรรม ก็เป็นเพียงเศษสัจธรรมไร้ค่าที่รอวันถูกทำลาย" ฉินมู่เฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แต่ทุกถ้อยคำกลับหนักแน่นดุจภูเขาไท่ซาน "เจ้าใช้วิชาสายมารรังแกผู้อ่อนแอในสำนักเดียวกัน ถือเป็นการละเมิดกฎเหล็กแห่งบรรพจารย์ วันนี้ ในฐานะศิษย์ร่วมสำนัก ข้าจะช่วยดัดนิสัยหยาบช้าให้แก่เจ้าเอง" "สามหาม!" หันเฟิงบันดาลโทสะจนใบหน้าบิดเบี้ยว เปลวเพลิงสีชาดทะยานขึ้นจากฝ่ามือแผดเผาอากาศจนบิดเบี้ยว "ในเมื่อเจ้ารนหาที่ตาย ข้าจะสงเคราะห์ให้เจ้าได้กลายเป็นเถ้าธุลี!" สิ้นคำ ตบะพลังระดับหลอมรวมวิญญาณก็ระเบิดออก ร่างของหันเฟิงพุ่งเข้าประชิดด้วยความเร็วสูงดุจสายอัคคี ฝ่ามืออัคคีทมิฬหมายปลิดชีพฉินมู่เฉินในกระบวนท่าเดียว ท่ามกลางเสียงอุทานด้วยความตกใจของเหล่าศิษย์รอบลานประลองที่ต่างพากันหลับตาลงด้วยความหวาดกลัว ทว่า... ฉินมู่เฉินหาได้หลบเลี่ยงไม่ เขายืนหยัดตระหง่านราวกับยอดเขาที่ไม่มีวันพังทลาย นิ้วเรียวยาวดุจหยกขาวชี้ออกไปเบื้องหน้าอย่างเชื่องช้า ราวกับกำลังวาดภาพทิวทัศน์ในวันอันเงียบสงบ แต่นั่นคือการโคจรวิถีปราณไร้ลักษณ์ที่หลอมรวมฟ้าดินไว้ในฝ่ามือเดียว *เปรี้ยง!* เสียงระเบิดกัมปนาทดังสนั่นหวั่นไหว แรงปะทะสะท้อนคลื่นกระแทกจนศิษย์ที่ยืนอยู่รอบนอกต้องถอยร่นไปหลายก้าว หันเฟิงที่พุ่งเข้ามาด้วยความมั่นใจ กลับต้องเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด เมื่อพบว่าฝ่ามืออัคคีอันภาคภูมิของตนถูกนิ้วเพียงนิ้วเดียวของฉินมู่เฉินหยุดเอาไว้ได้อย่างง่ายดาย ราวกับคลื่นลมที่ซัดเข้าใส่หน้าผาหินผา "เป็นไป1ม่ได้..." หันเฟิงพึมพำด้วยความไม่อยากเชื่อ ปราณอัคคีของเขากำลังถูกกลืนกินและสลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย "วิชาอัคคีทมิฬที่เจ้าภาคภูมิใจ แท้จริงแล้วเป็นเพียงเคล็ดวิชาเดรัจฉานที่ฝึกฝนอย่างผิดวิธี แก่นแท้พิการตั้งแต่รากฐาน" ฉินมู่เฉินกล่าวด้วยแววตาสสมเพช "เจ้าใช้ชีวิตอยู่บนเส้นทางแห่งเซียนมาหลายสิบปี แต่กลับโง่เขลาเบาปัญญาถึงเพียงนี้ สมควรแล้วที่ตาบอดมองไม่เห็นความกว้างใหญ่ของฟ้าดิน" *เพียะ!* เสียงฝ่ามือกระทบแก้มดังสนั่นหวั่นไหว แม้จะไม่ได้ใช้พลังปราณทำลายล้าง แต่แรงตบอันทรงพลังนี้กลับส่งร่างของหันเฟิงลอยละลิ่วเคว้งคว้างกลางอากาศ หมุนคว้างไปสามรอบก่อนจะกระแทกพื้นลานประลองอย่างรุนแรง ฟันกรามร่วงหล่นปะปนกับกองเลือดสดๆ สภาพของศิษย์พี่ใหญ่อันดับหนึ่งในยามนี้ช่างน่าอนาถยิ่งนัก ความเงียบสงบปกคลุมไปทั่วบริเวณ เหล่าศิษย์และผู้อ้วโสที่แอบเฝ้ามองเหตุการณ์อยู่บนหอคอยต่างพากันอ้าปากค้างจนแทบกลืนกินหมัดของตนเองลงไป ศิษย์ขั้นรวบรวมลมปราณตบหน้าศิษย์ขั้นหลอมรวมวิญญาณด้วยการสะบัดมือเพียงครั้งเดียว? นี่มันเรื่องเหลือเชื่ออันใดกัน! บนตำหนักสูงลิบ ท่ามกลางม่านหมอกบางเบา ร่างระหงในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของเซียนจื่อเหยา ผู้อำนวยการสำนักผู้เย็นชาดุจน้ำแข็งพันปี กำลังทอดมองเหตุการณ์เบื้องล่างด้วยแววตาที่ไหววูบเป็นครั้งแรกในรอบร้อยปี ริมฝีปากบางเฉียบเม้มเข้าหากันเล็กน้อย นางสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายปราณที่คุ้นเคย คล้ายกับวิถีกระบี่อันไร้เทียมทานที่นางเฝ้ารอคอยมาตลอดกาล "มู่เฉิน..." เสียงหวานใสพึมพำแผ่วเบาด้วยความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ในทรวงอก เบื้องล่างลานประลอง ฉินมู่เฉินปัดฝุ่นที่ชายเสื้อเบาๆ ราวกับเพิ่งทำเรื่องเล็กน้อยที่สุดในชีวิต เขาปรายตาลงมองหันเฟิงที่กำลังนอนกระอักเลือดด้วยแววตาเย็นชาไร้ความปรานี "หากครั้งหน้ายังมีเหตุการณ์เช่นนี้อีก ข้าจะไม่เพียงแค่สั่งสอนเจ้า..." ฉินมู่เฉินเว้นจังหวะเล็กน้อย ปลดปล่อยจิตสังหารอันน่าสะพรึงกลัวออกมาราวกับคลื่นมหาสมุทรที่พร้อมกลืนกินทุกสรรพสิ่ง ทำให้หันเฟิงที่นอนอยู่ถึงกับปัสสาวะราดด้วยความหวาดกลัวถึงขีดสุด "...แต่ข้าจะถอนรากถอนโคนตระกูลของเจ้าให้สูญสิ้นจากยุทธภพ" ท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียดจนแทบขาดใจ จู่ๆ ท้องฟ้าเหนือสำนักกระบี่ไร้ขอบเขตก็แปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทอย่างไร้สาเหตุ เมฆทมิฬม้วนตัวเป็นเกลียวคลื่นพร้อมกับเสียงคำรามของสายฟ้าสีทองที่ผ่าผ่าลงมากลางลานประลองราวกับดลบันดาลจากทัณฑ์สวรรค์ และเงาร่างปริศนาในชุดคลุมสีดำสนิทผู้หนึ่งก็ก้าวเดินออกมาจากรอยแยกมิติกลางอากาศ พร้อมกับกระบี่โบราณที่ส่งเสียงครางฮือราวกระหายเลือด! เพลิงโอสถสวรรค์ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางทะยานสู่ห้วงมิติเซียนไปด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีเซียนไร้ลักษณ์ สลักกระบี่เทวะทลายฟ้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%