“หากเจ้าคิดว่ากระบี่ในมือคือตัวตนทั้งหมดของวิถีกระบี่… เจ้าก็เป็นได้แค่เพียงเศษธุลีที่เกาะอยู่บนคมมีดของผู้อื่นเท่านั้น, ฉินมู่เฉิน”
เสียงทุ้มต่ำแต่ก้องกังวานดุจเสียงระฆังสำริดโบราณจากห้วงลึกแห่งขุมนรก ดังสะท้านสะเทือนไปทั่วทั้งลานประลองยุทธ์เมฆาคล้อย แรงกดดันมหาศาลระดับขอบเขตวิญญาณสวรรค์ขั้นสมบูรณ์แผ่พุ่งออกมาจากร่างของบุรุษในชุดคลุมยาวสีครามเข้ม ลวดลายเมฆาปักด้วยด้ายทองคำไหวระริกตามจังหวะการหายใจ
เฟิงเทียน
ศิษย์พี่ใหญ่แห่งสำนักกระบี่ไร้ขอบเขต ผู้ถูกขนานนามว่าเป็นอัจฉริยะในรอบร้อยปี ยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้า รัศมีปราณกระบี่รอบกายของเขารุนแรงเสียจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยวเป็นคลื่นระลอก ความเย็นเยียบจากจิตสังหารพุ่งตรงเข้ากดทับกระดูกสันหลังของฉินมู่เฉินจนส่งเสียงลั่นกรอบ
ฉินมู่เฉินไม่แม้แต่จะขยับถอยหลัง ศิษย์ปลายแถวผู้มีร่างกายบอบช้ำและเส้นชีพจรลมปราณที่เคยแตกสลาย ยืนหยัดอย่างมั่นคงดุจภูผา ทว่านัยน์ตาคู่คมกลับฉายแววเย้ยหยันลึกล้ำ เขากวาดสายตามองศิษย์พี่ใหญ่ผู้ยิ่งใหญ่ผู้นี้ ช้าๆ ดั่งพญาอินทรีย์ที่กำลังประเมินเหยื่อเบื้องล่าง
“ศิษย์พี่ใหญ่เฟิง… คำสอนท่านช่างลึกซึ้งยิ่งนัก” ฉินมู่เฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียաբเฉย ไร้ซึ่งความหวาดกลัว “น่าเสียดายที่กระบี่ในมือข้า มิได้มีไว้เพื่อเป็นเงาของใคร และยิ่งไม่อาจยอมสยบให้แก่ผู้ที่ใช้ อำนาจข่มเหงผู้อ่อนแอกว่าเพื่อประดับบารมีตนเอง”
สิ้นคำพูด บรรยากาศรอบลานประลองก็พลันดิ่งลงสู่จุดเยือกแข็งทันที บรรดาศิษย์นับร้อยที่รายล้อมต่างสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความตกตะลึง พวกเขาไม่อยากจะเชื่อว่าศิษย์น้องผู้ต่ำต้อยอย่างฉินมู่เฉินจะกล้าต่อปากต่อคำกับเฟิงเทียน ผู้มีอำนาจเป็นรองเพียงแค่เจ้าสำนักและเหล่าผู้อาวุโสในยามนี้
เฟิงเทียนหรี่ตาลงเล็กน้อย รังสีอำมหิตวาบผ่านนัยน์ตาคมกริบดุจใบมีดโกน รอยยิ้มเยาะหยันปรากฏขึ้นที่มุมปาก
“ปากกล้าดีนี่… สมกับที่เป็นข่าวลือว่าเจ้าบังAาญไปล่วงเกินผู้อาวุโสจื่อเหยา” เฟิงเทียนก้าวเท้าเข้าไปหาทีละก้าว ทุกย่างก้าวที่เขาก้าวลงไป พื้นหินแกรนิตใต้ฝ่าเท้าต่างแตกละเอียดเป็นผุยผงด้วยแรงกดดันที่ควบคุมไม่ได้ “แต่น่าเสียดาย… ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรนี้ วาจาคมคายไม่อาจช่วยต่อชีวิตให้เจ้าได้หรอก เจ้าเด็กไร้ค่า”
ฉินมู่เฉินไม่ตอบโต้ เขาเพียงแค่รวบรวมลมปราณที่เหลืออยู่น้อยนิดเข้าสู่จุดตันTien (ตันเถียน) แม้ร่างกายจะร้าวรานราวกับจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ แต่จิตวิญญาณแห่งมหาเทพในอดีตชาติหาได้ยอมจำนนไม่ ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบในฝ่ามือ ดุจประกายไฟดวงน้อยที่พร้อมจะเผาผลาญผืนป่าทั้งมวล
ในขณะเดียวกัน ที่ศาลาชมจันทร์เบื้องบน เซียนจื่อเหยา ผู้อาวุโสลำดับหนึ่งผู้เยือกเย็นดุจน้ำแข็งพันปี กำลังยืนมองเหตุการณ์เบื้องล่างผ่านม่านหมอกบางเบา นิ้วเรียวสวยที่ถือถ้วยชาหยกขาวสั่นน้อยๆ โดยที่นางไม่แม้แต่จะรู้ตัว
แววตาคู่สวยที่เคยไร้ระลอกคลื่น บัดนี้กลับฉายประกายความกังวลระคนความคาดหวัง นางจ้องมองแผ่นหลังอันผอมบางแต่ทระนงของฉินมู่เฉิน หัวใจดวงน้อยที่ด้านชามานานนับร้อยปีกลับเต้นระรัวอย่างไม่เป็นจังหวะ
*‘มู่เฉิน… เจ้ากำลังคิดจะทำอะไรกันแน่? ด้วยสภาพร่างกายเช่นนั้น หากเจ้ารับกระบวนท่าที่สามของเฟิงเทียน เส้นชีพจรที่เพิ่งประสานกันได้ไม่นานจะต้องขาดสะบั้นอย่างแน่นอน’* นางรำพันในใจ ความเย็นชาที่นางใช้ปกป้องตนเองมาตลอดเริ่มละลายหายไปทีละน้อย มือที่กำถ้วยชาแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด
เบื้องล่างลานประลอง เฟิงเทียนหยุดยืนห่างจากฉินมู่เฉินเพียงสามก้าว เขาชandมือขวาขึ้นช้าๆ ปราณกระบี่สีครามเข้มพวยพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า รวมตัวกันเป็นรูปเงากระบี่ขนาดยักษ์ยาวสิบฟุต แผ่ไอสังหารน่าสะพรึงกลัวจนเหล่าศิษย์รอบข้างต้องรีบถอยร่นออกไปไกล
“รับมือ… กระบี่ทะลวงนภาขั้นที่ห้า!”
เฟิงเทียนคำรามลั่น เงากระบี่มหึมาพุ่งดิ่งลงมาจากฟากฟ้าาวสายฟ้าฟาด ความเร็วของมันเหนือล้ำกว่าขอบเขตที่มนุษย์ทั่วไปจะรับมือได้ แรงลมจากการพุ่งแหวกอากาศกรีดผิวหนังของฉินมู่เฉินจนเกิดรอยแผลซิบเลือด
ฉินมู่เฉินเงยหน้าขึ้นมองเงากระบี่ที่กำลังทาบทับร่างของตนเอง นัยน์ตาของเขากลับปรากฏประกายแสงสีทองจางๆ
นี่ไม่ใช่เวลาที่จะถอย… และไม่ใช่เวลาที่จะซ่อนเร้นอีกต่อไป
ทันใดนั้นเอง ท่ามกลางเสียงหวีดหวิวของลมปราณที่กำลังจะบดขยี้ร่างของฉินมู่เฉิน ท้องฟ้าเบื้องบนก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นสีม่วงเข้มอย่างไร้สาเหตุ เมฆหมอกสีดำทะมุนเคลื่อนตัวเข้าปกคลุมอย่างรวดเร็วดุจภูตผี เสียงคำรามต่ำของอสนีบาตดังสะท้านสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งอาณาเขตสำนัก
แรงกดดันจากสวรรค์ที่แท้จริงได้กดทับลงมา ทำให้การเคลื่อนไหวของทุกคนในลานประลองต้องชะงักงัน แม้แต่เฟิงเทียนยังต้องใบหน้าถอดสีด้วยความตื่นตระหนก เขารู้สึกได้ทันทีว่าพลังของตนเองถูกกดทับจนเหลือไม่ถึงครึ่ง
ฉินมู่เฉินยกย่องขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความลึกลับปรากฏบนใบหน้าเปื้อนฝุ่น เขาประสานอินทร์ด้วยมือทั้งสองข้างอย่างรวดเร็วดุจสายฟ้าแลบ ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ในร่างระเบิดออกหลอมรวมเข้ากับสายฟ้าสีม่วงบนท้องฟ้า
“เจ้าคิดว่าเจ้าคือผู้ควบคุมกระบี่งั้นหรือ เฟิงเทียน… เจ้ายังอ่อนหัดนัก”
เสียงกระซิบของฉินมู่เฉินดังแผ่วเบา แต่กลับแทรกซึมเข้าไปในโสตประสาทของทุกคนได้อย่างชัดเจน ทันทีที่เขาสะบัดแขนเสื้อขึ้นเบาๆ กระบี่ไม้ไผ่ธรรมดาเล่มหนึ่งในมือที่ผุพัง ก็พลันเปล่งแสงสว่างเจิดจ้าเสียจนทุกคนต้องหลับตา
ทว่า ในเสี้ยววินาทีที่คมกระบี่กำลังจะปะทะกัน เสียงฝีเท้าอันหนักหน่วงและทรงพลังก็ดังขึ้นจากเขตหวงห้ามด้านหลังศาลาผู้อาวุโส พร้อมกับเสียงตะโกนก้องที่หยุดทุกการเคลื่อนไหวในทันที
“หยุดมือทั้งคู่เ...!!”
เพลิงโอสถสวรรค์ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางทะยานสู่ห้วงมิติเซียนไปด้วยกันนะครับ
วิถีเซียนไร้ลักษณ์ สลักกระบี่เทวะทลายฟ้า•ตอนที่ 9
ความกดดันจากศิษย์พี่ใหญ่
ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีเซียนไร้ลักษณ์ สลักกระบี่เทวะทลายฟ้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!