โลหิตหนึ่งหยดที่หยาดหยดลงบนแท่นศิลาทมิฬ ไม่ได้เป็นเพียงของเหลวจากกายเนื้อ หากแต่เป็นเศษเสี้ยววิญญาณอันร้าวรานที่ฉินมู่เฉินสะสมมาตลอดสามชาติภพ
"เจ้าบ้าบิ่นถึงเพียงนี้... รู้ตัวหรือไม่ว่ากำลังเอาอนาคตของเต๋าแห่งตนมาเดิมพันบนคมกระบี่ที่ยังมิได้ก่อรูป"
เสียงหวานเยือกเย็นดุจหิมะพันปีดังขึ้นจากมุมมืดของห้องลับ เซียนจื่อเหยา องค์หญิงแห่งสำนักกระบี่ไร้ขอบเขตยืนกอดอกอยู่เบื้องหน้าม่านควันปราณสีคราม ดวงตาคู่คมดั่งกระบี่วิเศษจ้องมองแผ่นหลังอันกำยำที่ชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อและไอโลหิต นางก้าวเข้ามาใกล้ทีละน้อย กลิ่นอายความเย็นชาที่เคยแผ่ออกมาเพื่อกดดันผู้คนทั่วหล้า บัดนี้กลับเจือด้วยความห่วงใยที่ถูกสะกดกลั้นไว้อย่างแนบเนียน
ฉินมู่เฉินมิได้หันกลับไปมอง นางยังคงเป็นสตรีผู้สูงส่งที่แม้แต่ฟ้าดินยังต้องเกรงกลัว แต่สำหรับเขา นางคือสหายร่วมทางเพียงหนึ่งเดียวที่ล่วงรู้ว่าใต้ร่มเงาแห่งความทะนงตนนี้มีรอยแผลเป็นลึกเพียงใด
"จื่อเหยา... หากข้าไม่เดิมพันด้วยชีวิต แล้วข้าจะเอาสิ่งใดไปทวงคืนความยุติธรรมจากพวกมัน" ฉินมู่เฉินกล่าวเสียงแหบพร่า ทว่าหนักแน่นดั่งขุนเขา ไอปราณสีดำทมิฬพวยพุ่งออกจากฝ่ามือของเขา หลอมรวมกับโลหิตบนแท่นศิลาจนเกิดเสียงคำรามกึกก้องดุจเสียงอสุนีบาตฟาดฟัน
เตาหลอมอัคคีบรรพกาลที่ตั้งอยู่กลางห้องเริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง อุณหภูมิภายในห้องพุ่งสูงขึ้นจนอากาศรอบกายบิดเบี้ยวเป็นคลื่น นี่คือการหลอมอาวุธคู่กายที่ไม่ใช่เพียงการนำแร่ธาตุมาตีขึ้นรูป แต่เป็นการดึงเอา "ปราณสังหาร" ที่อัดแน่นอยู่ในห้วงจิตใต้สำนึกมาบีอัดจนกลายเป็นรูปทรงแห่งศาสตรา
"ปราณสังหารระดับนี้... หากควบคุมไม่ได้แม้แต่ปลายก้อย ร่างกายและจิตวิญญาณของเจ้าจะถูกมันกลืนกินจนไม่เหลือแม้แต่ผงธุลี" เซียนจื่อเหยาขยับกายเข้าไปประชิด นางยื่นมือเรียวดุจหยกขาวออกไป หมายจะถ่าย ปราณเหมันต์บริสุทธิ์ เข้าไปช่วยกดดันอัคคีคลุ้มคลั่งในร่างของเขา ทว่าฉินมู่เฉินกลับยกมือขึ้นห้ามด้วยแววตาที่เด็ดเดี่ยว
"อย่าเข้ามา... นี่คือวิถีของข้า ข้าต้องก้าวข้ามมันด้วยตัวของข้าเอง"
คำพูดนั้นทำให้เซียนจื่อเหยาชะงักมือนิ่ง ดวงตาคู่สวยฉายแวววับไหวเป็นประกาย นางกัดริมฝีปากแน่นอย่างไม่พอใจนักแต่ก็ยอมถอยหลังกลับไปหนึ่งก้าว สตรีผู้เย่อหยิ่งเช่นนางไม่เคยยอมก้มหัวให้ผู้ใด ไฉนเลยจะมาทนเห็นชายหนุ่มตรงหน้าแหลกสลายไปต่อหน้าต่อตา นางประสานมือไว้ที่หน้าอก ปราณกระบี่ไร้ขอบเขตแผ่ซ่านออกมาปกป้องคุ้มครองรอบห้องลับ เพื่อมิให้แรงสะท้อนจากการหลอมอาวุธเล็ดลอดออกไปดึงดูดสายตาจากผู้อาวุโสคนอื่นในสำนัก
ภายในจิตใจของฉินมู่เฉินเวลานี้ เปรียบเสมือนสนามรบอันดุเดือดระหว่างความเป็นและความตาย ความทรงจำในอดีตชาติไหลทะลักเข้ามาดั่งกระแสน้ำวน ทั้งความแค้น ความเจ็บปวด และคำสัญญาที่ให้ไว้กับฟ้าดิน
"ข้า... ฉินมู่เฉิน สาบานว่าจะใช้กระบี่ในมือฟันฝ่าทุกอุปสรรค แม้แต่สวรรค์ก็มิอาจขวางกั้น!"
เสียงคำรามกึกก้องสะท้อนก้องในห้วงสมอง เปลวเพลิงสีครามและโลหิตหลอมรวมเข้ากับแก่นแท้ของปราณสังหาร เกิดเป็นแสงสว่างวาบเจิดจ้าจนบาดตา อาวุธในเตาหลอมค่อยๆ ปรากฏรูปร่างขึ้น มันไม่ใช่กระบี่ที่งดงามประณีต แต่เป็นศาสตราที่เต็มไปด้วยรอยหยักราวกับเขี้ยวเล็บของพญามาร ไอปราณรอบตัวมันแผ่รังสีสังหารที่ทำให้แม้แต่อากาศยังต้องกรีดร้อง
เซียนจื่อเหยาหรี่ตาลงเล็กน้อย นางสัมผัสได้ถึงพลังอันน่าสะพรึงกลัวที่กำลังตื่นขึ้นจากหลุมศพแห่งกาลเวลา
ทันใดนั้นเอง ประตูศิลาหนักหมื่นชั่งของห้องลับก็ถูกกระแทกเปิดออกด้วยพลังปราณภายนอกอันมหาศาล พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่ดังสะท้อนเข้ามา
"ฮ่าๆๆๆ! เจ้าสгศิษย์ปลายแถวคิดจะสร้างศาสตราอันใดกัน ถึงกับทำให้ค่ายกลคุ้มกันสำนักสั่นสะเทือนถึงเพียงนี้... เอ๊ะ หรือว่าเจ้าแอบขโมยสมบัติของสำนักมาหลอมกันแน่!"
เงาร่างของผู้อาวุโสใหญ่ "เมิ่งเทียนหลาง" ก้าวเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม แววตาของมันจับจ้องไปยังเตาหลอมอัคคีและศาสตราที่ยังไม่สมบูรณ์ดีด้วยความโลภโมโทสัน
ฉินมู่เฉินลืมตาขึ้นช้าๆ แววตาทอประกายสีแดงฉานดั่งโลหิต ริมฝีปากหยักยิ้มเยาะหยันขึ้นเล็กน้อย
กระบี่สังหารในมือยังมิได้ลับคมเต็มที่ ทว่าเป้าหมายแรกที่จะได้ลองลิ้มรสชาติของโลหิต... กลับเดินมาส่งคอให้ถึงที่แล้ว
เพลิงโอสถสวรรค์ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางทะยานสู่ห้วงมิติเซียนไปด้วยกันนะครับ
วิถีเซียนไร้ลักษณ์ สลักกระบี่เทวะทลายฟ้า•ตอนที่ 7
พันธสัญญาจากโลหิต
ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีเซียนไร้ลักษณ์ สลักกระบี่เทวะทลายฟ้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!