วิถีเซียนไร้ลักษณ์ สลักกระบี่เทวะทลายฟ้า•ตอนที่ 11

สัตว์อสูรบรรพกาลในหุบเขาหมอก

ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
โลหิตสีทองคำเจืออัคคีหยดหนึ่งร่วงหล่นกระทบลงบนศิลาทมิฬ ส่งเสียงเดือดพล่านดุจน้ำมันเดือดราดรดบนกองเพลิง ไอปราณโบราณที่กดทับหุบเขาหมอกมานับหมื่นปีบิดเบี้ยวเป็นเกลียวคลื่น ฉินมู่เฉินยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าสิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดแห่งยุคบรรพกาล ดวงตาของเขาหรี่แคบลงจนเหลือเพียงเส้นด้าย ท่ามกลางหมู่เมฆหมอกสีชาดที่แปรสภาพเป็นอักขระโบราณนับล้านตัวรายล้อมร่างของสิงโตเพลิงบรรพกาล "เจ้ามนุษย์ตัวจ้อย... สามห้าวเกินไปแล้ว!" เสียงคำรามทุ้มต่ำดังก้องสะท้อนไปถึงจิตวิญญาณ แรงกดดันจากสัตว์อสูรระดับราชันย์สวรรค์ขั้นสูงสุดแผ่ซ่านจนอากาศรอบกายแตกสลายเป็นสุญญากาศ ร่างกายของสิงโตเพลิงบรรพกาลสูงตระหง่านราวภูเขาขนาดย่อม ขนทุกเส้นบนตัวมันลุกชันดุจศรเพลิงนับหมื่นเล่ม มันคือผู้ครองหุบเขาหมอกแห่งนี้ และไม่เคยมีผู้ใดกล้าก้าวล้ำเข้ามาเหยียบย่างในเขตกดดันจิตวิญญาณขั้นนี้มาก่อน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการบังอาจยื่นมือเข้าไปทำ "พันธสัญญาใจ" ฉินมู่เฉินไม่ได้ถอยหลังแม้แต่ครึ่งก้าว มุมปากของเขาประดับด้วยรอยยิ้มเย้ยหยันที่เปี่ยมด้วยความทะนงตน สายเลือดมหาเทพในอดีตชาติที่หลับใหลอยู่ในร่างศิษย์ปลายแถวนี้กำลังส่งเสียงคำรามตอบโต้ พลังปราณไร้ลักษณ์หมุนวนรอบกายเขาเป็นพายุหมุนสีขาวบริสุทธิ์ ตัดขาดแรงกดดันทั้งหมดของสัตว์อสูรบรรพกาลได้อย่างน่าอัศจรรย์ "สามห้าวหรือ?" ฉินมู่เฉินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าก้องกังวานบาดลึกถึงขั้วหัวใจ "ในสายตาของข้า เจ้าก็เป็นเพียงเศษเสี้ยววิญญาณที่หลงเหลือจากยุคมหาสงครามบรรพกาล การที่ข้าเลือกเจ้า มิใช่เพราะข้าต้องการผู้รับใช้... แต่เป็นเพราะข้าเห็นว่าจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ของเจ้า ยังคุ้มค่าที่จะได้เห็นจุดจบของวิถีเซียนพร้อมกับข้าต่างหาก" สิงโตเพลิงบรรพกาลแค่นเสียงหัวเราะอย่างเย้ยหยัน ดวงตาสีชาดคู่ใหญ่จ้องมองมนุษย์เบื้องล่างด้วยความเหยียดหยัน เพลิงกัลป์สีม่วงเข้มพวยพุ่งออกจากจมูกของมันจนหินผาละลายกลายเป็นลาวาในพริบตา "ดี! มนุษย์โง่เขลา เจ้ามีความกล้าหาญไม่เลว หากเจ้าสามารถรับกระบวนท่า 'อัคคีผลาญสวรรค์' ของข้าได้โดยไม่ดับสูญ ข้าจะยอมก้มหัวให้เจ้าแต่โดยดี!" สิ้นเสียงคำราม อุณหภูมิในรัศมีร้อยลี้ก็พุ่งสูงขึ้นจนถึงขีดสุด เปลวเพลิงสีม่วงพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า แหวกม่านเมฆหนาทึบจนเผยให้เห็นห้วงมิติที่แตกร้าว สิงโตเพลิงบรรพกาลอ้าปากกว้าง กลืนกินอัคคีรอบตัวเข้าไปก่อนจะพ่นลำแสงเพลิงขนาดยักษ์พุ่งตรงมายังฉินมู่เฉินดุจดาวตกที่ร่วงหล่นจากสรวงสวรรค์ ในวินาทีเป็นตายนั้นเอง ร่างของสตรีชุดขาวผู้หนึ่งก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าฉินมู่เฉินราวกับภูตผี นางคือเซียนจื่อเหยา ผู้อำนวยลำดับหนึ่งแห่งสำนักกระบี่ไร้ขอบเขต ปอยผมสีดำสนิทปลิวไสวตามแรงลมปราณ กระบี่เซียนในมือของนางยังไม่ได้ชักออกจากฝัก ทว่าเพียงแค่รังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากตัวนาง ก็เพียงพอที่จะทำให้ห้วงเวลาหยุดนิ่งชั่วขณะ "จื่อเหยา... เจ้าไม่ควรเข้ามาขวาง" ฉินมู่เฉินเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงเล็กน้อย ทว่าแววตายังคงแน่วแน่ เซียนจื่อเหยาไม่หันกลับมามอง นางปรายตามองลำแสงเพลิงที่กำลังพุ่งเข้ามาด้วยความเยชาชาดดุจน้ำแข็งพันปี ริมฝีปากบางเฉียบขยับกล่าวเบาๆ "ข้าไม่ได้เข้ามาช่วยท่าน... ข้าเพียงแต่มาดูว่า สัตว์อสูรตัวนี้มีค่าพอที่จะเป็นเงาติดตามท่าน หรือจะกลายเป็นเพียงเถ้าธุลีใต้คมกระบี่ของข้ากันแน่" สิ้นคำพูดของนาง นิ้วเรียวดั่งหยกขาวก็แตะลงบนด้ามกระบี่เซียนเบาๆ *ชิ้ง!* เสียงคมกระบี่เสียดสีกับฝักดังกังวานบาดแก้วหู ราวกับเสียงคำรามของมังกรสวรรค์ที่ตื่นจากการหลับใหล ประกายกระบี่สีฟ้าครามสายหนึ่งพุ่งทะยานออกจากฝัก ตัดผ่านลำแสงเพลิงสีม่วงของสิงโตเพลิงบรรพกาลขาดเป็นสองท่อนในคราเดียว! อานุภาพแห่งวิชากระบี่ไร้ขอบเขตแผ่ซ่านไปทั่วทิศทาง จนแม้แต่สิงโตเพลิงบรรพกาลยังต้องถอยหลังไปสามก้าว แววตาของมันฉายแววหวาดกลัวเป็นครั้งแรก ฉินมู่เฉินไม่ปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอยไป มือขวาของเขาตบเข้าที่กลางหน้าอกของตนเอง ฝืนขับโลหิตเซียนบริสุทธิ์สายหนึ่งพุ่งทะยานออกไปกลางอากาศ อักขระโบราณนับหมื่นตัวส่องประกายเจิดจ้า เขาประสานอินด้วยความเร็วสูงจนเกิดภาพติดตา ก่อนจะกดฝ่ามือลงบนหน้าผากของสิงโตเพลิงบรรพกาลที่กำลังตื่นตะลึง "พันธสัญญาโลหิต... ประทับจิตวิญญาณ!" แสงสีทองและสีชาดระเบิดออกพร้อมกัน กลืนกินร่างของทั้งสองเอาไว้ในรัศมีวงกลมแห่งอักษรเวท สิงโตเพลิงบรรพกาลคำรามลั่นด้วยความเจ็บปวดผสมผสานกับความยำเกรง แรงปะทะของจิตวิญญาณทั้งสองทำให้พื้นดินสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น ราวกับภูเขาหุบเขาหมอกกำลังจะพังทลายลงมาทับถมพวกเขาทั้งหมด ผ่านไปเนิ่นนานเท่าใดไม่มีผู้ใดล่วงรู้... แสงสว่างทั้งหมดมลายหายไป เหลือเพียงความเงียบงันที่ปกคลุมไปทั่วบริเวณ สิงโตเพลิงบรรพกาลคุกเข่าลงข้างหนึ่งเบื้องหน้าฉินมู่เฉิน ดวงตาของมันที่เคยดุดันบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความจงรักภักดีอย่างยิ่งยวด ฉินมู่เฉินผ่อนลมหายใจยาวเหยียด ใบหน้าของเขาซีดเผือดลงเล็กน้อยจากการสูญเสียโลหิตเซียน ทว่าแววตากลับเปล่งประกายเจิดจ้ายิ่งกว่าดวงดารา เซียนจื่อเหยาเก็บกระบี่เข้าฝักอย่างเงียบเชียบ นางหันมามองชายหนุ่มผู้ยืนอยู่เหนือสรรพสิ่งด้วยสายตาที่ซับซ้อน ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ท่านทำสำเร็จแล้ว... แต่ดูเหมือนว่า ความวุ่นวายที่แท้จริงกำลังจะเริ่มต้นขึ้น" ฉินมู่เฉินขมวดคิ้วเล็กน้อย หันไปมองยังขอบฟ้าไกลโพ้น ทันใดนั้น ท้องฟ้าที่เคยปลอดโปร่งกลับถูกย้อมด้วยสีดำสนิทอย่างไร้สาเหตุ เมฆทมิฬหนาทึบก่อตัวขึ้นพร้อมกับเสียงฟ้าร้องคำรามต่ำๆ ที่สั่นสะเทือนไปถึงรากแก้วของแผ่นดิน และสิ่งที่ปรากฏขึ้นท่ามกลางสายฟ้าฟาด คือเงาร่างของบุคคลลึกลับในชุดคลุมสีทองอร่าม ที่ยืนอยู่บนยอดเขาอีกลูก พร้อมกับกระบี่ในมือที่ส่งกลิ่นอายสังหารรุนแรงจนแม้แต่อากาศยังต้องหลั่งเลือด... ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมติดตามและส่งแรงใจให้มหากาพย์บทนี้มา ณ ที่นี้นะครับ
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีเซียนไร้ลักษณ์ สลักกระบี่เทวะทลายฟ้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%