วิถีเซียนไร้ลักษณ์ สลักกระบี่เทวะทลายฟ้า•ตอนที่ 27

ศึกตัดสินที่ยอดเขาเมฆา

ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
"หากก้าวล่วงเข้ามาอีกเพียงครึ่งชốn หัวบนบ่าของพวกท่านย่อมต้องหล่นลงสู่พื้นดินเพื่อเซ่นสรวงกระบี่ในมือข้า" สุ้มเสียงราบเรียบดุจผิวน้ำในบึงลึก ทว่าแฝงไว้ด้วยจิตสังหารที่กดทับจนอากาศรอบบริเวณยอดเขาเมฆาบิดเบี้ยวเป็นระลอกคลื่น ฉินมู่เฉินยืนหยัดอยู่บนแท่นหินโบราณ อาภรณ์สีครามสะบัดพลิ้วตามแรงลมปราณที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างอย่างไร้ขอบเขต เมฆหมอกสีเทาหนาทึบเบื้องล่างถูกแหวกออกด้วยแรงกดดันระดับมหาเทพที่แม้จะอยู่ในร่างของศิษย์ปลายแถว ทว่ารัศมีอำนาจกลับน่าสะพรึงกลัวจนยอดฝีมือจากแปดสำนักใหญ่ต่างต้องก้าวถอยหลังไปคนละก้าวอย่างไม่รู้ตัว เบื้องหน้าเขา เหล่ายอดฝีมือและผู้อาวุโสทั่วหล้าต่างยืนล้อมกรอบเข้ามาดุจฝูงหมาป่าที่หมายขย้ำเหยื่อผู้โดดเดี่ยว การรวมตัวครั้งประวัติศาสตร์เพื่อชิงความเป็นหนึ่งและเคล็ดวิชาลับแห่งฟ้าดิน ทำให้ยอดเขาเมฆานี้อบอวลไปด้วยกลิ่นอายคาวเลือดและความโลภอันไร้ก้นบึ้ง "ฉินมู่เฉิน เจ้าอย่าได้ลำพองใจนัก!" ผู้อาวุโสพรรคอัคคีผลาญสวรรค์แค่นเสียงคำราม ใบหน้าเหี่ยวย่นบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยว มือถือคทาเพลิงที่ลุกโชนด้วยเปลวไฟประหลาด "วันนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของความแค้นส่วนตัว แต่สมบัติวิเศษและเคล็ดกระบี่เทวะทลายฟ้าสมควรตกเป็นของยอดคนผู้คู่ควร หาใช่เด็กหนุ่มไร้หัวนอนปลายเท้าเช่นเจ้า!" "ผู้คู่ควรอย่างนั้นหรือ?" มู่เฉินแย้มยิ้ม มุมปากหยักลึกด้วยรอยยิ้มเย้ยหยันที่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ ดวงตาคู่นั้นกวาดมองเหล่าผู้อำนาจเบื้องหน้า ราวกับกำลังมองมดปลวกที่ไร้ค่า "ในสายตาของข้า พวกเจ้าทุกคนเป็นเพียงฝุ่นผงที่กำลังดิ้นรนอยู่บนเส้นทางแห่งความตาย... ต่อให้รวมหัวกันมานับพันคน วันนี้ก็ไม่มีผู้ใดได้เดินลงจากยอดเขาแห่งนี้ทั้งเป็น" บรรยากาศรอบด้านพลันเงียบกริบลงชั่วขณะ ความกดดันระดับที่ทำให้ผู้มีพลังตบะต่ำกระอักเลือดออกมาสดๆ แผ่ขยายเป็นวงกว้าง ทว่าท่ามกลางความตึงเครียดนั้น ร่างบอบบางในชุดกระโปรงยาวสีขาวบริสุทธิ์ดุจหิมะแรกฤดู กลับก้าวเดินแหวกฝูงชนเข้ามาอย่างเชื่องช้า ท่วงท่าของนางสง่างามและเยือกเย็นราวกับเทพเซียนผู้ตัดขาดจากโลกีย์ เซียนจื่อเหยา นางหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าฉินมู่เฉินโดยไม่หันไปมองเหล่าผู้อาวุโสที่ยืนอยู่รอบด้านเลยแม้แต่น้อย ดวงตาสีรัตติกาลที่มักจะไร้คลื่นอารมณ์ บัดนี้กลับสะท้อนเงาร่างของชายหนุ่มผู้ยืนหยัดอยู่เคียงข้างนางมาตลอดเส้นทางอันยาวนาน มือเรียวดั่งลำหยกยกขึ้นกระชับด้ามกระบี่ประจำกาย ไอปราณเย็นเยียบแผ่ออกมาจนหยาดน้ำค้างบนใบหญ้ากลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งในพริบตา "มู่เฉิน..." น้ำเสียงของนางแผ่วเบา ทว่ากังวานก้องในจิตใจของชายหนุ่ม "เส้นทางนี้... เจ้าเหนื่อยมามากพอแล้ว ให้ข้าได้ร่วมแบกรับกระบี่เล่มนี้เคียงข้างเจ้าเถอะนะ" ฉินมู่เฉินชะงักไปเล็กน้อยยามเมื่อได้ยินคำกล่าวที่ซ่อนความรู้สึกอันล้ำลึกของสตรีผู้เยือกเย็นที่สุดในยุทธภพ เขาลอบทอดถอนหายใจในความดื้อรั้นของนาง ก่อนจะเอื้อมมือไปสัมผัสปอยผมที่ปลิวไสวตามแรงลมด้วยความอ่อนโยนที่หาได้ยากยิ่ง สายตาที่มองนางทอประกายความอบอุ่นและความเด็ดเดี่ยวผสมผสานกัน "เจ้าโง่นัก จื่อเหยา... ศึกนี้เป็นภาระของข้า เหตุใดต้องเอาชีวิตของเจ้ามาเสี่ยงกับข้าด้วย" "เพราะวิถีกระบี่ของข้า มีไว้เพื่อปกป้องเจ้า... ไม่ใช่ให้เจ้ามายืนรับคมกระบี่ของคนพวกนี้เพียงลำพอง" จื่อเหยาตอบกลับทันควัน น้ำเสียงแม้จะยังคงความเรียบเฉย แต่แววตากลับสั่นไหวอย่างรุนแรง แสดงให้เห็นถึงพันธสัญญาใจที่นางยอมแลกได้แม้กระทั่งชีวิตของตนเอง "ดี! ช่างเป็นคู่รักที่รักกันปานจะกลืนกินเสียจริง!" เสียงหัวoเราะเยาะดังขึ้นจากเงามืดด้านหลัง ท่ามกลางความมึนงงของเหล่ายอดฝีมือ มิติอากาศบริเวณนั้นพลันแตกสลายออกเป็นรอยร้าวสีดำสนิท ร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะโบราณสีทองอร่ามก้าวเดินออกมาจากรอยแยกมิติโดยไม่ใช้เคล็ดวิชาเคลื่อนย้าย พลังปราณที่กดทับลงมาในพริบตานั้นรุนแรงเสียจนพื้นหินใต้ฝ่าเท้าของฉินมู่เฉินและจื่อเหยาแตกร้าวเป็นใยแมงมุม ผู้อาวุโสหลายคนถึงกับเข่าทรุดลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัวต่อแรงกดดันระดับบรรพกาลนี้ "ประมุขพรรคสวรรค์ทมิฬ!" ใครบางคนอุทานออกมาด้วยความตกตะลึงจนเสียงหลง ชายผู้มาใหม่ไม่ได้สนใจเสียงหวาดผวาของผู้คนรอบข้าง ดวงตาสสีทองคู่นั้นจ้องมองฉินมู่เฉินด้วยความกระหายเลือดและรอยยิ้มอันน่าสยดสยอง "ฉินมู่เฉิน เจ้าคิดว่าการกลับชาติมาเกิดจะช่วยให้เจ้าหนีพ้นจากเงื้อมมือของข้าได้หรือ? สามร้อยปีก่อน ข้าเคยควักหัวใจของเจ้ามาแล้ว... สามร้อยปีต่อมา วันนี้ข้าจะถอดวิญญาณของเจ้าออกเป็นชิ้นๆ เพื่อไม่ให้เจ้าได้ผุดได้เกิดอีกต่อไป!" ทันใดนั้นเอง ท้องนภารอบยอดเขาเมฆาที่เคยปลอดโปร่งกลับถูกปกคลุมด้วยเมฆสีเลือดพายุหมุนขนาดมหึมา อสายฟ้าสีทองคำฟาดผ่าลงมาตรงใจกลางแท่นพิธี เสียงคำรามกึกก้องดุจเสียงพิโรธของสวรรค์ ฉินมู่เฉินหรี่ตาลงคมกริบ ร่างกายของเขาสั่นสะท้านไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะพลังจิตวิญญาณโบราณที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบ เขากำด้ามกระบี่ในมือแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน พลังปราณสีครามเข้มข้นระเบิดออกรอบตัวจนกลายเป็นพายุหมุนขนาดย่อม "สามร้อยปีก่อนเจ้าทำลายข้าไม่ได้... วันนี้ ก็อย่าหวังว่าจะได้เห็นแม้แต่เงาของข้า!" เขาก้าวเท้าออกไปหนึ่งก้าว เตรียมชักกระบี่ออกจากฝักเพื่อเปิดฉากการต่อสู้ที่อาจทำลายล้างทั้งยุทธภพ ทว่า ในวินาทีที่คมกระบี่กำลังจะถูกชักออก ท้องฟ้าเบื้องบนพลันฉีกขาดออกเป็นเสี่ยงๆ ร่างของบุคคลลึกลับผู้หนึ่งในชุดคลุมสีดำสนิท ปรากฏกายขึ้นกลางวงล้อมอย่างไร้ซุ่มเสียง พร้อมกับกระบี่โบราณที่ปักลงตรงหน้าฉินมู่เฉินและจื่อเหยา และเมื่อน้ำเสียงแหบพร่าแต่ทรงพลังเอ่ยขึ้น ทุกสรรพสิ่งบนยอดเขาเมฆาก็ต้องหยุดนิ่งราวกับเวลาถูกแช่แข็ง "มู่เฉิน... เจ้าจำผู้มีพระคุณที่แท้จริงของสามร้อยปีก่อนไม่ได้แล้วหรือ?" ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งใจให้ตัวละครมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ - เพลิงโอสถสวรรค์
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีเซียนไร้ลักษณ์ สลักกระบี่เทวะทลายฟ้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%