วิถีเซียนไร้ลักษณ์ สลักกระบี่เทวะทลายฟ้า•ตอนที่ 26

ก้าวข้ามผ่านขีดจำกัดมนุษย์

ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
"หากตราบใดที่ดารากรบนนภากาศยังคงโคจรตามวิถีลิขิต... เจ้าคิดว่ามดปลวกเช่นเรา จักอาจหาญฝืนชะตากรรมได้จริงหรือ... มู่เฉิน?" เสียงนั้นแห้งผาก ราวกับหลุดรอดมาจากซอกหลืบแห่งห้วงมิติอันว่างเปล่า ทว่ากลับก้องกังวานเสียดแทงถึงจิตวิญญาณ ท่ามกลางค่ายกลกระบี่เก้าสวรรค์ที่กำลังสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น ละอองไอปราณสีครามเข้มระเบิดออกเป็นวงกว้างดุจคลื่นสึนามิที่ถาโถมเข้าใส่ยอดเขาบรรพต ไอร้อนระอุจากเปลวเพลิงโอสถสวรรค์แผดเผาผืนปฐพีจนหลอมละลายกลายเป็นลาวาเดือดพล่าน รัศมีแห่งความตายปกคลุมไปทั่วอาณาบริเวณ ฉินมู่เฉินยืนหยัดนิ่งสงบอยู่ ณ ใจกลางพายุทัณฑ์สวรรค์ ร่างกายของเขาทั่วทั้งร่างอาบย้อมไปด้วยโลหิตสีทองอันเจิดจ้า เส้นผมสีดำสนิทปลิวสยายไปตามกระแสลมปราณที่บิดเบี้ยว ดวงตาคมกริบลึกล้ำดุจก้นบึ้งมหาสมุทรคู่นั้นมิได้ปรากฏแววหวาดหวั่นแม้แต่น้อย มีเพียงความทะนงตนและความเย็นชาดุจมหาเทพผู้กลับชาติมาเกิด มือหนากำด้ามกระบี่ในมือแน่นจนข้อต่อนิ้วขึ้นสีขาวโพลน พลังลมปราณภายในตัน田 (ตันเถียน) ของเขาบิดหมุนวนด้วยความเร็วสูงจนเกิดเสียงคำรามต่ำในลำคอ ราวกับมังกรเพลิงที่ถูกจองจำมานานนับหมื่นปีและกำลังจะกระชากโซ่ตรวนให้ขาดสะบั้น "ลิขิตฟ้าหรือ..." ฉินมู่เฉินแค่นเสียงหัวسخرية เย็นยะเยือกออกมาคำหนึ่ง แววตาฉายประกายเย้ยหยัน "ในเมื่อสวรรค์ไม่เคยเมตตา ไฉนข้าต้องก้มหัวให้มัน! วันนี้ ต่อให้เบื้องบนคือมหาทัณฑ์อัสนีเก้าชั้นฟ้า หรือเบื้องล่างคือขุมนรกโลกันตร์... กระบี่ในมือข้าเล่มนี้ ก็จักขอแหวกฟ้าทลายดิน สลักนามแห่งวิถีเซียนไร้ลักษณ์ให้จารึกไว้ชั่วนิรันดร์!" สิ้นคำประกาศิต โลหิตสีทองเจิดจ้าพวยพุ่งทะยานออกจากจุดชีพจรทั่วร่าง หลอมรวมเข้ากับอักขระโบราณนับหมื่นตัวที่ลอยเคว้งคว้างอยู่กลางอากาศ แรงกดดันจากขอบเขตพลังที่ถูกอัดอั้นมานานนับแรมปีพลระเบิดออกอย่างไร้ความปรานี ท้องนภารอบด้านพลันเปลี่ยนเป็นสีม่วงเข้ม เมฆหมอกทมิฬม้วนตัวบรรจบกันเป็นรูปเกลียวพายุหมุนขนาดมหึมา สายฟ้าสีครามคำรามลั่นสนั่นหวั่นไหวราวกับพิโรธจากเทพยดา ณ ขอบหน้าผาไกลออกไปร่างระหงในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ดุจหิมะโปรยปรายกำลังยืนนิ่งงัน เซียนจื่อเหยาทอดมองภาพเบื้องหน้าด้วยหัวใจที่บีบรัดแน่นจนแทบหยุดเต้น ใบหน้างามล้ำเลิศที่มักจะเย็นชาดุจน้ำแข็งพันปีบัดนี้ซีดเซียวไร้สีเลือด นัยน์ตาคู่สวยสั่นไหวระริก ยามที่เห็นกระแสลมปราณย้อนกลับเข้าสู่ร่างของชายหนุ่มจนผิวหนังปริแตกเป็นรอยแผลเหวอะหวะ หยาดโลหิตสีสดไหลรินอาบไล้ชุดคลุมสีขาวจนกลายเป็นสีแดงชาด นางอ้าปากคล้ายต้องการจะเอ่ยวาจาบางอย่าง ทว่าลำคอกลับตีบตัน ไอร้อนระอุจากทัณฑ์สวรรค์สะท้อนให้เห็นความห่วง1ไยและร้าวรานที่ซ่อนเร้นไว้ลึกสุดใจ ความผูกพันนับร้อยปีผ่านความเป็นความตายทำให้หัวใจของนางเจ็บปวดราวกับถูกคมกระบี่ยับยั้ง *เจ้าคนดื้อรั้น... เหตุใดต้องแบกรับทุกสิ่งไว้เพียงผู้เดียว...* จื่อเหยารำพันในใจ มือเรียวบางกำกระบี่ประจำกายแน่นจนสั่นเทา หากมิใช่เพราะกฎเหล็กแห่งค่ายกลบรรพกาลที่ห้ามผู้ใดแทรกแซงการทะลวงขอบเขต นางคงทะยานร่างเข้าไปรับทัณฑ์อัสนีแทนเขาไปนานแล้ว ทว่า ในวินาทีที่ความกดดันพุ่งถึงขีดสุดนั่นเอง ร่างของฉินมู่เฉินก็สั่นสะท้านอย่างรุนแรง เสียงกระดูกลั่นดังกร๊อบสะท้อนก้องไปทั่วหุบเขา พลังลมปราณอันเกรี้ยวกราดที่เคยปั่นป่วนกลับเริ่มสงบลงอย่างน่าประหลาด ราวกับสายน้ำเชี่ยวกราดที่ไหลหลากสู่มหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไพศาล จิตวิญญาณของเขาหลุดลอยออกจากร่างเนื้อ ท่องทะยานผ่านห้วงมิติและกาลเวลาอันยาวนาน ในห้วงภวังค์แห่งการตื่นรู้ ฉินมู่เฉินพบว่าตนเองกำลังยืนอยู่ท่ามกลางความว่างเปล่าไร้ขอบเขต เบื้องหน้าคือประตูหินบานมหึมาที่สลักลวดลายอักขระเซียนโบราณ ประตูนั้นปิดตายสนิทมาเนิ่นนานนับกัปป์กัลป์ และมันคือด่านสุดท้าย ขอบเขตสุดท้ายที่กั้นระหว่าง 'มนุษย์' กับ 'เซียนแท้จริง' "นี่น่ะหรือ... ขอบเขตเซียนบรรพกาล" ฉินมู่เฉินพึมพำกับตนเอง รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างอาจหาญ เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ภายในห้วงสมอง ภาพเหตุการณ์ในอดีตชาติ ความแค้น ความเจ็บปวด และภาพใบหน้าอันเย็นชาแต่เปี่ยมด้วยความห่วงใยของเซียนจื่อเหยาผุดวาบขึ้นมาในมโนสำนึก ทุกความรู้สึกกลั่นกรองกลายเป็น 'เจตจำนงแห่งกระบี่' ที่ไร้รูปร่างแต่มั่นคงดุจขุนเขา "เปิดออกเสีย!" ฉินมู่เฉินคำรามก้อง หัตถ์ขวาคว้าจับความว่างเปล่า ทันใดนั้น เงาร่างของกระบี่ขนาดยักษ์ที่โปร่งใสแต่ทรงพลังมหาศาลก็ปรากฏขึ้นเหนือศีรษะ มันคือกระบี่ไร้ลักษณ์ กระบี่ที่ไม่มีรูปร่างตายตัว ทว่าสามารถตัดผ่านได้แม้กระทั่งกาลเวลาและกฎเกณฑ์แห่งฟ้าดิน! *ตูมมมมมม!* ประตูหินโบราณพังทลายลงเป็นจุล ละอองแสงสีทองและกลิ่นอายเซียนบริสุทธิ์ทะลักทะลายออกมาประหนึ่งเขื่อนแตก ร่างของฉินมู่เฉินอาบไล้ด้วยแสงรัศมีสีทองอร่าม ขอบเขตพลังของเขาพุ่งทะยานผ่านจุดสูงสุดของมนุษย์ ทะลวงผ่านกำแพงกั้นอย่างไร้แรงต้านทาน เข้าสู่มิติแห่งเซียนอย่างแท้จริง! ทันทีที่พลังเซียนแผ่ซ่านออกไป เมฆทมิฬและสายฟ้าบนท้องฟ้าก็พลันสลายวับไปในพริบตา เหลือไว้เพียงประกายแสงดาวระยิบระยับที่ส่องประกายต้อนรับการจุติใหม่ของมหาเทพ ฉินมู่เฉินค่อยๆ ลืมตาขึ้น นัยน์ตาทั้งสองข้างล้ำลึกดุจดวงดาราบนฟากฟ้า รัศมีรอบตัวสงบนิ่งราวกับสายน้ำ ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยแรงกดดันที่สามารถทำให้จอมยุทธ์ขอบเขตหลอมรวมพลังคุกเข่าลงได้ทันทีด้วยเพียงแค่การปรายตามอง เขากวาดสายตากลับมามองหญิงสาวที่ยืนรออยู่เบื้องล่าง รอยยิ้มอ่อนโยนที่หาได้ยากยิ่งปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย จื่อเหยาลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก ความเย็นชาบนใบหน้าละลายหายไปสิ้น นางกำลังจะก้าวเท้าเข้าไปหาเขา ทว่า... ทันใดนั้นเอง บรรยากาศรอบตัวก็เย็นเยียบลงจนถึงขีดสุด พื้นดินใต้ฝ่าเท้าสั่นสะเทือนอีกครั้งอย่างรุนแรงยิ่งกว่าเดิม หมอกสีดำสนิทพวยพุ่งขึ้นมาจากรอยแยกของปฐพีราวกับค่ายกลมารร้ายที่ถูกปลุกให้ตื่น เสียงหัวเราะเยือกเย็นและแหบพร่าดังขึ้นจากความมืดมิดเบื้องหลัง ร่างในชุดคลุมสีดำสนิทปรากฏขึ้นอย่างไร้สุ้มเสียง พร้อมกับปลายคมกระบี่สีเลือดที่จ่อตรงมายังแผ่นหลังของเซียนจื่อเหยาโดยที่นางไม่ทันตั้งตัว! "ยินดีด้วย... ที่เจ้าน้องชายก้าวข้ามขีดจำกัดสำเร็จ..." เสียงแหบพร่าเอ่ยกระซิบข้างหูของหญิงสาว พร้อมกับแรงกดดันระดับมหาเทพมารที่พุ่งเข้าล็อกตัวนางไว้ "แต่ดูเหมือนว่า... เจ้าจะก้าวช้าไปก้าวเดียวนะ ฉินมู่เฉิน" ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งใจให้ตัวละครมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ - เพลิงโอสถสวรรค์
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีเซียนไร้ลักษณ์ สลักกระบี่เทวะทลายฟ้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%