วิถีเซียนไร้ลักษณ์ สลักกระบี่เทวะทลายฟ้า•ตอนที่ 13

การลอบสังหารในคืนจันทร์ดับ

ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
โลหิตหนึ่งหยดร่วงหล่นจากปลายกระบี่ สะท้อนแสงจันทร์สีครามจนเกิดประกายระยิบระยับดุจเศษเสี้ยวธารดารา ความเงียบงันในราตรีกาลนี้ไม่ได้หมายถึงความสงบ หากแต่เป็นสภาวะก่อนที่พายุเพลิงจะแผดเผาทุกสิ่งจนมอดไหม้ "เจ้าประเมินพลังของสำนักกระบี่ไร้ขอบเขตต่ำเกินไปแล้ว..." สุ้มเสียงของฉินมู่เฉินราบเรียบไร้ระลอกคลื่น ทว่าทุกคำที่หลุดจากริมฝีปากกลับสร้างแรงกดดันมหาศาลจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยว ร่างของเขายืนหยัดอยู่ท่ามกลางหมู่ไม้โบราณในป่าลึก ความมืดมิดในคืนจันทร์ดับหาได้เป็นอุปสรรคต่อดวงเนตรที่ผ่านการผ่านพ้นกาลเวลาอันยาวนาน อดีตมหาเทพผู้ร่วงหล่นกวาดสายตามองเงาร่างนับสิบที่รายล้อมอยู่โดยรอบ แต่ละคนล้วนสวมชุดดำสนิทและปกปิดใบหน้า ปราณสังหารที่แผ่ออกมาจากพวกมันเข้มข้นจนใบไม้แห้งรอบกายสลายกลายเป็นผุยผง กลุ่มคนลึกลับเหล่านี้ไม่ใช่ศัตรูระดับล่าง พวกมันคือ "เงาสมาพันธ์โลหิต" หน่วยลอบสังหารเดนตายที่ถูกฝึกฝนมาเพื่อปลิดชีพผู้บำเพ็ญเพียรสายวิถีเซียนโดยเฉพาะ "ฉินมู่เฉิน... วันนี้คือวันตายของเจ้า อย่าได้หวังว่าจะมีปาฏิหาริย์ใดช่วยเจ้าได้อีก!" หัวหน้ากลุ่มเงาสแยะยิ้มภายใต้ผ้าคลุมหน้า พร้อมกับชักกระบี่เรืองแสงสีโลหิตออกมา ปราณกระบี่พุ่งทะยานเสียดฟ้า ทำลายความเงียบงันของผืนป่าในพริบตา ทว่า ฉินมู่เฉินมิได้สะดุ้งสะเทือน เขายังคงยืนไขว่ห้ลังอย่างสง่างาม ปล่อยให้สายลมยามวิกาลพัดพาชายเสื้อสีเข้มให้โบกสะบัด เหตุการณ์และจุดทิ้งปมจากตอนที่แล้วที่พวกเขาทั้งสองได้ร่วมฝ่าฟันประกายผ่านความมืดด้วยกันเสมอนั้น ยังคงตราตรึงอยู่ในห้วงสำนึก แม้ในยามนี้เซียนจื่อเหยาจะไม่ได้ยืนเคียงบ่าเคียงไหล่อยู่เบื้องข้าง กลิ่นอายจางๆ ของนางยังคงวนเวียนอยู่รอบตัวเขา ราวกับเกราะคุ้มกันอันไร้รูปที่ไม่มีศาสตราใดเจาะทะลวงได้ *เปรี้ยง!* เงาสังหารพุ่งเข้าประชิดตัวในเสี้ยววินาที รัศมีกระบี่นับร้อยสายถักทอเป็นตาข่ายอาคมปิดตายทุกเส้นทางหนีทีไล่ ทว่าฉินมู่เฉินเพียงแค่ยกปลายนิ้วขึ้นวาดผ่านอากาศเบาๆ *ฉับพลัน... ห้วงมิติก็คล้ายกับถูกกรีดออกเป็นสองเสี่ยง!* กระบวนท่า "กระบี่ไร้ลักษณ์ ทลายฟ้า" ถูกแสดงออกโดยไม่ต้องใช้กระบี่จริงในมือ คลื่นพลังปราณอันบริสุทธิ์และทรงพลังระเบิดออกรอบทิศทาง แผ่ขยายอาณาเขตครอบคลุมรัศมีร้อยลี้ แรงระเบิดจากการปะทะทำให้ยอดไม้หักโค่นเป็นวงกว้าง เสียงกรีดร้องด้วยความตื่นตระหนกดังขึ้นระลอกหนึ่ง เมื่อเงาสังหารแถวหน้าถูกแรงกดดันกระแทกจนร่างแหลกสลายกลายเป็นหมอกเลือดในพริบตาเดียว "วิชา... วิชานี้มันอันใดกัน!" หัวหน้ากลุ่มลอบสังหารเบิกตากว้างด้วยความหวาดกลัว ขาทั้งสองข้างสั่นเทาโดยไม่อาจควบคุม ข้อมูลที่พวกมันได้รับมาระบุว่าเป้าหมายเป็นเพียงศิษย์สายปลายแถวที่มีรากจิตวิญญาณแตกสลาย ไฉนจึงกลับกลายเป็นเทพจุติผู้สามารถพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินได้เช่นนี้เล่า? ฉินมู่เฉินก้าวเท้าเดินเข้าไปหาช้าๆ ทุกย่างก้าวสร้างแรงสั่นสะเทือนลึกถึงจิตวิญญาณของศัตรู "พวกเจ้าคิดว่าความมืดในคืนจันทร์ดับจะซ่อนเร้นอำนาจอันใดได้งั้นหรือ? บนเส้นทางแห่งการบำเพ็ญเพียร ผู้ที่ฝืนลิขิตฟ้าดินเช่นข้า หาใช่ผู้ที่พวกเจ้าจะต่อกรได้ด้วยเล่ห์กลตื้นเขิน" ในขณะที่ฉินมู่เฉินกำลังจะเงื้อมือสะบั้นศีรษะหัวหน้ากลุ่มเพื่อเค้นความลับเบื้องหลังคำสั่งสังหาร ทันใดนั้น บรรยากาศรอบกายก็พลันเย็นเยียบลงอย่างฉับพลัน อุณหภูมิลดฮวบจนน้ำค้างบนใบไม้กลายเป็นผลึกน้ำแข็งในชั่วพริบตา กลิ่นอายความหนาวเหน็บที่คุ้นเคยแผ่ซ่านเข้ามาปกคลุมผืนป่า เป็นกลิ่นอายที่ทั้งงดงามและเย็นชาจนแทบหยุดหายใจ เงาร่างสีขาวบริสุทธิ์ดุจหิมะโปรยปรายลงมาจากยอดไม้สูงตระหง่าน นางปรากฏกายอย่างไร้ซุ่มเสียง ราวกับเซียนผู้สูงส่งที่ก้าวลงมาจากแดนสรวงสวรรค์ ปลายเท้าแตะลงบนกิ่งไม้อย่างแผ่วเบาราวกับไม่มีน้ำหนัก ดาบบินในมือส่งเสียงร้องคำรามเบาๆ รับกับไอปราณเยือกแข็งที่แผ่พุ่งออกมา เซียนจื่อเหยา... นางมาเร็วกว่าที่คาดคิด ดวงตางามลึกล้ำดุจห้วงมหาสนุดกวาดมองสถานการณ์รอบตัวเพียงแวบเดียว ก่อนจะหยุดอยู่ที่ร่างของฉินมู่เฉิน สายตานั้นเย็นชาต่อสิ่งรอบข้าง ทว่ากลับมีความห่วงใยระคนความดุดันซ่อนอยู่ลึกสุดซึ้ง "เจ้ากล้าดีอย่างไร... ถึงบังอาจรังควานคนของข้าในอาณาเขตนี้" สุ้มเสียงของเซียนจื่อเหยาราบรื่นแต่ทรงอำนาจกดขี่จนหัวหน้ากลุ่มลอบสังหารกระอักเลือดออกมาคำโต ปราณกระบี่น้ำแข็งพันปีพุ่งทะยานจากปลายนิ้วของนาง ตรึงร่างของพวกมันทั้งหมดไว้กับพื้นดินโดยไม่เปิดโอกาสให้แม้แต่จะขยับตัว ฉินมู่เฉินชะงักฝีเท้าลงเล็กน้อย เขาหันไปสบตากับนาง แววตาที่เคยแข็งกร้าวและเย็นชาเมื่อครู่พลันอ่อนลงสามส่วน เคมีอันซับซ้อนระหว่างจอมยุทธ์ผู้ทะนงตนและนางเซียนผู้เย็นชาถูกถักทอขึ้นอีกครั้งท่ามกลางซากปรักหักพังของผืนป่า ทว่าก่อนที่ทั้งสองจะได้เอื้อMคำใดออกมา ลมพายุประหลาดก็พัดกรรโชกอย่างรุนแรง *ตูม!* พื้นดินเบื้องหน้าของพวกเขาทั้งสองแยกตัวออกจากกันอย่างฉับพลัน พร้อมกับปรากฏค่ายกลโบราณสีดำสนิทที่พวยพุ่งขึ้นมาจากใต้พื้นพิภพ อักษรโบราณนับหมื่นตัวหมุนวนรอบหลุมมิติที่เปิดออก ราวกับปากของอสูรร้ายที่รอคืนกินวิญญาณ และจากใจกลางของค่ายกลนั้นเอง... เงาร่างสตรีในชุดอาภรณ์ขาดวิ่น ปรากฏกายขึ้นพร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่ทำให้ผู้ฟังต้องขนหัวลุก "ฉินมู่เฉิน... ในที่สุดเราก็ได้พบกันเสียที ศิษย์พี่ใหญ่ผู้ทรยศสำนัก!" ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านห้วงมิติแห่งกระบี่และปราณมา ณ ที่นี้นะครับ
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีเซียนไร้ลักษณ์ สลักกระบี่เทวะทลายฟ้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%