เสียงซิบชุดราตรีเนื้อผ้าซาตินสีแชมเปญรูดปิดลงจนสุดแผ่นหลัง พร้อมๆ กับเสียงถอนหายใจยาวเหยียดของรันนารีที่ดังสะท้อนก้องห้องแต่งตัว
"อย่าทำหน้าเหมือนกำลังจะเดินขึ้นเขียงสิคะคุณรันนารี ชุดนี้ขับผิวให้คุณดูแพงจนตาแตกต่างหากล่ะ"
มีนตราในฐานะสไตลิสต์กิตติมศักดิ์และกองเชียร์มือหนึ่ง ยืนกอดอกพิงขอบประตูด้วยรอยยิ้มเจ้าเลื้อ. ดวงตาคู่สวยพราวระยับเมื่อมองเพื่อนสาวคนสนิทในกระจกเงาบานใหญ่ ชุดเดรสยาวเข้ารูปผ่าข้างโชว์เรียวขาเนียนสวยขับเน้นสัดส่วนโค้งเว้าได้รูปอย่างสมบูรณ์แบบ ทว่าเจ้าตัวกลับขมวดคิ้วมุ่นด้วยความหงุดหงิด
"ฉันไม่ได้กลัวขึ้นเขียงค่ะมีน แต่ฉันกำลังคิดว่าคืนนี้ฉันต้องรับมือกับตาบ้านั่นยังไงต่างหาก" รันนารีหันกลับมาตอกกลับเสียง huffs เบาๆ พลางยกมือขึ้นกอดอก "แค่คิดว่าจะต้องควงแขนออกงานเปิดตัวบริษัทกับคิมหันต์ในฐานะ 'ภรรยา' ต่อหน้าสื่อและนักธุรกิจร้อยแปดพันเก้า สมองฉันก็ปวดตุบขึ้นมาทันที"
"ก็ทำตัวตามสัญญาแต่งงานสคะคุณขา... ไหนๆ ก็เซ็นร่วมหัวจมท้ายกันแล้ว แถมตาคุณคิมหันต์นั่นก็ออกปากเองไม่ใช่เหรอคะว่าจะจัดการทุกอย่างให้ราบรื่นเอง งานนี้แค่ออกไปปั้นหน้ายิ้มสวยๆ แล้วยืนสวยๆ ให้คนอิจฉาเล่น ง่ายจะตาย"
"ง่ายกับผีสิคะ!" รันนารีสวนกลับทันควัน นึกถึงสายตาคมกริบและรอยยิ้มมุมปากของสามีในนามคนนั้นทีไร หัวใจเจ้ากรรมก็พาลเต้นผิดจังหวะทุกที "ผู้ชายอะไรก็ไม่รู้ ปากร้าย เย็นชาเป็นน้ำแข็ง แต่เวลาหึงทีนี่อย่างกับหมาบ้า... อ้อ ไม่สิ อย่างกับเสือหิวมากกว่า"
"อุ๊ย! พูดถึงก็มาพอดีเลยค่ะ" มีนตราบิดตัวหลีกทางให้เมื่อบานประตูห้องแต่งตัวถูกผลักเปิดออกอย่างไร้การเคาะ
คิรากร หรือคิมหันต์ ก้าวเข้ามาในห้องด้วยสูทสากลตัดเย็บอย่างประณีตสีเทาเข้มรับกับรูปร่างสูงสง่า ไหล่กว้าง และใบหน้าคมคายที่มักจะตีสีหน้าเรียบเฉยราวน้ำแข็งขั้วโลก ทว่าทันทีที่ดวงตาคมกริบคู่นั้นกวาดมองร่างบางในชุดราตรีสีแชมเปญ ประกายไฟบางอย่างก็วาบผ่านนัยน์ตาคู่นั้นอย่างรวดเร็วก่อนจะถูกแทนที่ด้วยความเรียบเฉยตามฟอร์มเดิม
รันนารีชะงักไปนิดเมื่อสบตากับเขาผ่านกระจกเงา บรรยากาศรอบตัวเหมือนจะลดอุณหภูมิลดลงฉับพลัน แต่มันกลับร้อนรุ่มแปลกๆ ในอก
"มองอะไรคะ? ชุดมีปัญหาตรงไหน หรือฉันแต่งตัวช้าจนคุณขัดหูขัดตา" รันนารีชิงเปิดฉากก่อนด้วยน้ำเสียงเชือดเฉือนตามสไตล์คนปากเก่งที่ไม่เคยคิดจะยอมก้มหัวให้ใคร
คิมหันต์ไม่ตอบทันที ขายาวก้าวเข้ามาใกล้เรื่อยๆ จนสะท้อนอยู่ในกระจกเงาบานเดียวกัน ระยะห่างระหว่างเขากับเธอลดลงจนรันนารีสัมผัสได้ถึงไออุ่นและกลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางที่คุ้นเคย มือหนายื่นเข้ามาใกล้จนรันนารีเผลอกลั้นหายใจ นึกว่าเขาจะทำอะไรบ้าๆ แต่ปลายนิ้วแข็งแรงกลับเพียงแค่เอื้อมไปจัดปมสร้อยคอเพชรเม็ดงามที่แนบลำ cuello ระหงให้เข้าที่อย่างเบามือ
สัมผัสแผ่วเบานั้นทำเอารันนารีขนลุกซู่ เผลอหดคอหนีเล็กน้อย
"แต่งตัวช้าไม่ว่า... แต่พูดมากเกินไปหน่อย" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นชิดริมหู น้ำเสียงติดจะเย้าแหย่แต่ราบเรียบจนเดาอารมณ์ไม่ออก "แล้วก็เลิกทำหน้าเหมือนโดนบังคับมาสักที วันนี้เราต้องไปงานในฐานะสามีภรรยา จำบทบาทตัวเองไว้ด้วย คุณรันนารี"
"ฉันจำได้แม่นยิ่งกว่าสูตรโครงสร้างตึกอีกค่ะคุณคิมหันต์ ไม่ต้องย้ำหรอก!" รันนารีสะบัดหน้าหนีเล็กน้อยเพื่อเว้นระยะห่าง ปลดปล่อยลมหายใจอุ่นร้อนออกจากริมฝีปากที่เม้มเข้าหากันอย่างขัดใจ "แค่ปั้นหน้ายิ้มสวมหน้ากากเข้าสังคม ฉันถนัดอยู่แล้วล่ะค่ะ"
คิมหันต์หรี่ตามองคนอวดเก่งด้วยรอยยิ้มมุมปากที่ยากจะคาดเดา "ดี... หวังว่าจะทำได้ดีอย่างที่ปากพูดก็แล้วกัน"
สิบหนาทีต่อมา รถยนต์หรูสีดำสนิทเคลื่อนตัวเข้ามาจอดเทียบหน้าโรงแรมระดับห้าดาว แสงแฟลชจากบรรดาสื่อมวลชนและปาปารัสซี่สาดส่องเข้ามาทางกระจกรถจนรันนารีต้องหรี่ตาลงเล็กน้อย หัวใจเต้นรัวขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ ไม่ใช่เพราะความกลัวกล้อง แต่เป็นเพราะฝ่ามือหนาที่จู่ๆ ก็เอื้อมมาคว้ามือเรียวของเธอไปกุมไว้แน่นก่อนที่ประตูรถจะถูกเปิดออก
รันนารีหันขวับไปมองหน้าเขา "คุณคิมหันต์...?"
"เอามือมานี่" คิมหันต์เอ่ยเสียงเรียบ ทว่าแฝงด้วยความเด็ดขาดที่ไม่ยอมให้ปฏิเสธ "ลงไปกับผม... และจำไว้ว่าคืนนี้คุณคือภรรยาของผม ห้ามเดินห่างจากผมเด็ดขาด"
ก่อนที่รันนารีจะได้อ้าปากเถียง ประตูรถฝั่งเธอก็ถูกพนักงานเปิดออก แสงแฟลชสว่างวาบราวกับดวงอาทิตย์ยามเที่ยงคืน เสียงชัตเตอร์รัวราวกระสุนปืนดังระงมไปทั่วบริเวณ ทันทีที่เรียวขาวย่างก้าวลงจากรถ คิมหันต์ก็ไม่รอช้า เขาขยับกายเข้าไปประชิดตัวอย่างรวดเร็ว พร้อมกับวงแขนแข็งแกร่งที่โอบกระชับรอบเอวคอดกิ่วของเธอไว้แน่นแนบชิด แรงโอบนั้นทั้งมั่นคงและแสดงความเป็นเจ้าของอย่างชัดเจนจนรันนารีเผลอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ
สัมผัสแนบแน่นผ่านเนื้อผ้าซาตินบางเบาทำให้รับรู้ถึงไออุ่นจากตัวเขา รันนารีตัวเกร็งไปชั่วขณะ เธอเงยหน้ามองเสี้ยวหน้าคมสันที่กำลังแย้มยิ้มสุภาพรับมุมกล้องของนักข่าวอย่างมืออาชีพ แต่เอวของเธอกลับถูกมือหนากดกระชับเข้ามาแนบชิดยิ่งขึ้นไปอีก ราวกับกลัวว่าเธอจะหลุดลอยหายไปไหน
"ยิ้มหน่อยสิครับคุณภรรยา... คนอื่นเขากำลังมองมาที่เรากันหมดแล้ว" เสียงกระซิบกระชับรอดไรฟันดังขึ้นชิดใบหู น้ำเสียงทุ้มต่ำนั้นเจือความขบขันระคนเจ้าเล่ห์เล็กน้อย
รันนารีส่งยิ้มหวานหยดให้กล้องตัวหนึ่งพร้อมกับเอียงหน้ากระซิบตอบลอดไรฟันเช่นกัน "คุณกำลังถือโอกาสฉวยโอกาสกับฉันอยู่หรือเปล่าคะคุณคิมหันต์"
"ผมแค่แสดงละครให้สมบทบาทต่างหาก" คิมหันต์ยิ้มรับนักข่าวซ้ายขวาอย่างแนบเนียน แต่สายตาคมกริบที่ก้มมองเธอนั้นกลับลุกโชนด้วยประกายไฟบางอย่างที่ร้อนแรงเกินกว่าจะเรียกว่าการแสดง "แต่ถ้าคุณคิดว่ามันคือการฉวยโอกาส... ผมก็ไม่ปฏิเสธหรอกนะ"
รันนารีหมั่นไส้จนอยากจะหยิกสีข้างเขาให้เนื้อเขียวเสียตรงนั้น แต่ติดที่รอยยิ้มการค้าและแฟลชกล้องนับร้อยตัวที่รายล้อม เธอทำได้เพียงแค่จิกเล็บลงบนฝ่ามือตัวเองเบาๆ แล้วก้าวเดินเคียงคู่สามีจอมเผด็จการเข้าไปในงานท่ามกลางเสียงซุบซิบชื่นชมของคนในสังคมไฮโซ
งานเลี้ยงภายในห้องจัดเลี้ยงหรูหราอลังการตระการตา เสียงเพลงบรรเลงคลอเบาๆ เคล้ากับเสียงพูดคุยของนักธุรกิจและเซเลบชื่อดัง รันนารีพยายามรักษาอาการสงبเสงี่ยมและรอยยิ้มพิมพ์ใจไว้บนใบหน้า ขณะที่คิมหันต์ยังคงโอบเอวเธอไม่ห่างราวกับกลัวว่าภรรยาคนสวยจะหายตัวไปไหน แม้จะมีแขกเหรื่อผู้ใหญ่เข้ามารุมล้อมทักทายและชื่นชมในความเหมาะสมของทั้งคู่ไม่ขาดสาย
"คุณคิมหันต์นี่ตาถึงจริงๆ นะครับ ได้ภรรยาทั้งสวยทั้งเก่งระดับสถาปนิกแถวหน้ามาร่วมชีวิต งานนี้เรียกว่ากิ่งทองใบหยกตัวจริงเลยล่ะครับ" นักธุรกิจรุ่นใหญ่คนหนึ่งเอ่ยปากชมพร้อมกับยกแก้วขึ้นชน
คิมหันต์ยกยิ้มมุมปากอย่างภาคภูมิใจ ฝ่ามือที่โอบเอวรันนารีกระชับแน่นขึ้นอีกนิดจนเธอต้องแอบหยิกเอวเขาเบาๆ เป็นการประท้วงใต้โต๊ะ "ขอบคุณครับ... สำหรับผมแล้ว รันนารีคือคนที่ผมเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ตัวเองเสมอ"
คำพูดเรียบง่ายแต่ทรงพลังนั้นทำเอารันนารีใจสั่นวูบ เผลอเงยหน้าขึ้นมองสามีในนามด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดในอก ดวงตาคมคายคู่นั้นก้มมองเธอกลับด้วยแววתี่ลึกซึ้งจนคนมองแทบละลาย
"ขอตัวสักครู่นะครับ" คิมหันต์เอ่ยขอตัวกับแขกผู้ใหญ่เมื่อเห็นว่ามีจังหวะเหมาะสม ก่อนจะพาเธอย้ายมายังมุมเงียบสงบใกล้ระเบียงกระจก
รันนารีถอนหายใจยาว พลางยกมือขึ้นลูบแขนตัวเอง "ให้ตายเถอะ... เล่นใหญ่ซะจนฉันเกือบเชื่อว่าคุณรักฉันจริงๆ เลยนะเนี่ย"
คิมหันต์เลิกคิ้วสูง รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นที่มุมปาก "ใครบอกคุณว่าผมเล่นละครล่ะครับ...?"
ยังไม่ทันที่รันนารีจะได้เอ่ยปากถามคำถามใดกลับไป เสียงทุ้มคุ้นหูของบุคคลที่สามก็ดังแทรกขึ้นมาจากด้านหลัง ขัดจังหวะบทสนทนาระหว่างพวกเขาทั้งคู่เสียก่อน
"สวัสดีครับคุณคิมหันต์... แล้วก็... สวัสดีครับคุณรันนารี ไม่คิดว่าจะได้เจอคุณในงานนี้ด้วยนะเนี่ย ดูสวยสะดุดตาจนผมเกือบจำไม่ได้เลยครับ"
รันนารีชะงักกึก คิมหันต์หุบยิ้มฉับพลัน ดวงตาคมกริบเปลี่ยนเป็นเย็นชาดุจน้ำแข็งขั้วโลกทันทีเมื่อหันไปสบตากับผู้มาใหม่—ภาคิน หนุ่มหล่อโปรไฟล์ดีคู่แข่งทางธุรกิจคนสำคัญที่กำลังส่งยิ้มพราวเสน่ห์มาให้รันนารีโดยไม่เกรงใจสายตาดุดันของสามีเจ้าของงานเลยแม้แต่น้อย!
— แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ! - **กลิ่นลิลลี่สีขาว**
ดีลลับฉบับยัยตัวแสบ•ตอนที่ 5
ออกงานสังคมปั้นหน้ายิ้ม
ผลงานโดย กลิ่นลิลลี่สีขาว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กลิ่นลิลลี่สีขาว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีลลับฉบับยัยตัวแสบ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!