"ถ้าคุณยังยืนทำหน้าเหมือนคนสมองกลับขวางประตูอยู่แบบนี้ ฉันเกรงว่าใบหย่าคงไม่ใช่สิ่งเดียวที่คุณจะได้เห็นในวันนี้นะคะ... คุณภาคิน"
น้ำเสียงของรันนารีไม่ได้ตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม เธอกลับเชิดคางขึ้นเล็กน้อย ส่งสายตานิ่งสนิทไร้ความเกรงกลัวไปให้ชายหนุ่มที่ยืนถือแฟ้มเอกสารขวางทางอยู่ ความนิ่งสงบของเธอในยามที่บ้านหลังนี้กำลังระอุไปด้วยแรงหึงหวงของสามีในนาม ยิ่งทำให้บรรยากาศน่าอึดอัดเป็นทวีคูณ
คิมหันต์ยืนกอดอกแน่น เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนจนเห็นได้ชัด นัยน์ตาคมกริบกวาดมองระหว่างภาคินกับรันนารีสลับไปมาด้วยเพลิงโทสะที่พร้อมจะแผดเผาทุกอย่างให้เป็นจุล
"ออกไปจากบ้านฉัน" คิมหันต์เค้นเสียงลอดไรฟัน ต่ำทุบและเต็มไปด้วยความกรุ่นโกรธ "และอย่ามาเหยียบที่นี่อีก... จำใส่สมองเอาไว้ด้วย"
ภาคินหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ยังคงประดับอยู่บนใบหน้าคมคาย เขาไม่ได้สะทกสะท้านกับรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากร่างสูงใหญ่ของเจ้าของบ้านเลยแม้แต่น้อย
"ใจร้อนเสียจริงนะฃคุณคิมหันต์ ทั้งที่ความจริงยังไม่ทันกระจ่างแท้ๆ..." ภาคินจงใจลากเสียงยาว ก่อนจะเหลือบมองรันนารีด้วยแววตาพราวระยับ "ผมแค่เอาเอกสารโปรเจกต์ที่คุยค้างไว้มาส่งให้คุณรันตามกำหนดเท่านั้นเอง ไม่คิดว่าตื่นเช้ามาจะเจอฉากระทึกขวัญระดับภาพยนตร์ฮอลลีวูดแบบนี้... น่าสนุกเป็นบ้า"
"ไสหัวไป!" คิมหันต์คำรามลั่น ขยับตัวหมายจะพุ่งเข้าไปกระชากคอเสื้อของอีกฝ่ายให้หลุดออกไปจากอาณาเขตของตน แต่ทว่า...
ติ๊ด! เสียงสัญญาณปลดล็อกประตูหน้าบ้านดังขึ้นขัดจังหวะความเดือดดาลนั้นเสียก่อน
ประตูกระจกบานใหญ่ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับร่างของหญิงสาวผมลอนยาวในชุดสูทสีเบจที่ก้าวฉับๆ เข้ามาด้วยท่าทางเอาเรื่อง มีนตรากวาดสายตาคมกริบมองสถานการณ์ตรงหน้าอย่างรวดเร็ว ก่อนที่มุมปากยิ้มยากของเธอจะกระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้มเยาะ
"โอ้โห บรรยากาศมาคุยิ่งกว่าสนามรบซะอีกนะคะเนี่ย" มีนตราเอ่ยเสียงดังฟังชัด เธอสะบัดกระเป๋าแบรนด์เนมคล้องแขนแล้วเดินตรงดิ่งเข้าไปแทางกลางระหว่างคิมหันต์และภาคินทันทีโดยไม่เกรงกลัวรังสีฆ่าฟันของใครหน้าไหนทั้งสิ้น "ดีเลยค่ะ อยู่กันครบพอดี ฉันจะได้ไม่ต้องเสียเวลาวิ่งไปโรงพักหรือสถานีโทรทัศน์เพื่อเปิดโปงความโง่เขลาเบาปัญญาของใครบางคนแถวนี้"
คิมหันต์ขมวดคิ้วมุ่น หันมามองผู้มาใหม่ด้วยความไม่พอใจ "คุณเป็นใคร กล้าดียังไง..."
"มีนตราค่ะ... เพื่อนสนิทคนที่คุณคิมหันต์เคยด่ากราดผ่านโทรศัพท์ว่าเป็น 'ตัวปัญหา' ไงคะ จำไม่ได้เหรอ หรือว่าสมองระดับซีอีโอพันล้านจะมีความจำสั้นกว่าปลาทอง?" มีนตราสวนกลับทันควัน น้ำเสียงจิกกัดแสบสันต์จนคิมหันต์หน้าชาวาบ "เลิกทำหน้าเป็นยักษ์เป็นมารใส่เพื่อนฉันสักที แล้วหุบปากแล้วกางหูฟังให้ดีๆ เพราะสิ่งที่คุณกำลังจะดูต่อไปนี้ มันจะทำให้คุณรู้ว่าตัวเองงี่เง่าขนาดไหน!"
พูดจบ มีนตราก็ควักแท็บเล็ตเครื่องหรูออกจากกระเป๋า สไลด์หน้าจออย่างรวดเร็วไม่ถึงสามวินาที ก่อนจะกดเชื่อมต่อเข้ากับสมาร์ตทีวีจอใหญ่กลางห้องรับแขกทันที
พรึบ!
ภาพจากกล้องวงจรปิดมุมสูงที่ติดตั้งไว้บริเวณหน้าห้องทำงานส่วนตัวของคิมหันต์และรอบๆ ตัวบ้านปรากฏขึ้นบนจอภาพอย่างชัดเจน ความคมชัดระดับ 4K เผยให้เห็นทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนวานนี้แบบไม่มีตกหล่น
รันนารีถอนหายใจเบาๆ เธอยืนกอดอกมองหน้าจอโดยไม่พูดอะไร ปล่อยให้หลักฐานชิ้นเอกทำหน้าที่ตบหน้าคนปากร้ายให้สสำนึกผิดบ้าง
ในจอภาพปรากฏภาพของรันนารีที่กำลังยืนถือแฟ้มเอกสารสำคัญของโปรเจกต์ใหญ่ เธอกำลังพยายามจะวางมันไว้บนโต๊ะทำงานของคิมหันต์ตามคำสั่งเร่งด่วน แต่จังหวะนั้นเอง... ภาคินที่เดินตามเข้ามา (ด้วยข้ออ้างเรื่องเอกสารที่ลืมไว้) ได้จงใจเดินเข้ามาประชิดตัวเธออย่างกระชั้นชิดเกินความจำเป็น รันนารีแสดงท่าทีรังเกียจและถอยหนีอย่างเห็นได้ชัด เธอพยายามผลักอีกฝ่ายออก แต่ด้วยความที่ข้อเท้าพลิกจากส้นสูงเมื่อช่วงบ่าย ทำให้เธอยืนทรงตัวไม่อยู่และเซถลาล้มลงไปบนโซฟา โดยมีร่างของภาคินที่พยายามโน้มตัวลงมาประคอง (หรือพูดให้ถูกคือฉวยโอกาส) พอดีเป๊ะในมุมกล้องที่บิดเบี้ยวพอเหมาะพอเจาะ ทำให้ภาพที่คนภายนอกมองเข้ามา—หรือภาพที่คิมหันต์เห็นจากมุมอับเมื่อคืน—กลายเป็นภาพชวนเข้าใจผิดว่าพวกเขากลลังกอดกันแนบชิดอย่างสนิทสนม
และเสียงสนทนาในคลิปก็ดังขึ้นชัดเจนทุกถ้อยคำ...
*(เสียงในคลิป)*
*ภาคิน: "อุ๊ย ระวังหน่อยสิครับคุณรัน สวยๆ แบบนี้ถ้าเจ็บตัวขึ้นมา ผมคงใจหายแย่"*
*รันนารี: "ถอยออกไปค่ะคุณภาคิน! ฉันเดินเองได้... แล้วก็กรุณารักษาระยะห่างด้วย ถ้าไม่อยากให้ฉันแจ้งข้อหาอนาจาร"*
*ภาคิน: "โห ใจร้ายจังนะ คนหวังดีแท้ๆ..."*
คลิปดำเนินต่อไปจนถึงวินาทีที่รันนารีสะบัดตัวลุกขึ้นยืนด้วยความโกรธ เธอยื่นแฟ้มเอกสารกระแทកใส่อกของภาคินอย่างแรงแล้วสั่งให้เขาไสหัวออกไปจากห้องทันที ก่อนที่เธอจะเดินหนีออกไปด้วยความหงุดหงิด โดยทิ้งให้ภาคินยืนยิ้มเยาะอยู่ลำพังในห้องนั้น
ความเงียบกริบเข้าปกคลุมห้องรับแขกทันทีที่คลิปวิดีโอบนจอจบลง ไม่มีใครปริปากพูดอะไรออกมาสักคำ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบาๆ แต่กลับให้ความรู้สึกหนาวเหน็บไปถึงขั้วหัวใจ
คิมหันต์ยืนแข็งทื่อเป็นหิน ร่างสูงใหญ่ชาวาบตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า นัยน์ตาคมกริบที่เคยเต็มไปด้วยเพลิงโทสะและความเกรี้ยวกราด บัดนี้เบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึง ปนเปไปกับความรู้สึกผิดมหาศาลที่ตีตื้นขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอ ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนที่เขาใช้คำพูดร้ายกาจ ถ้อยคำดูถูกเหยียดหยาม และแววตารังเกียจเดียดฉันท์ที่เขามอบให้รันนารี ย้อนกลับมาตบหน้าเขาฉาดใหญ่ราวกับจะประจานความโง่เง่าและอคติบอดๆ ของตัวเอง
ให้ตายเถอะ... เขาทำอะไรลงไปวะ?
คิมหันต์หันขวับกลับมามองรันนารี ร่างบางยังคงยืนนิ่งเชิดหน้าขึ้นสูง ใบหน้าหวานเรียบเฉยไร้รอยยิ้ม แต่นัยน์ตากลับฉายแววเย้ยหยันและผิดหวังอย่างปิดไม่มิด รังสีความเย็นชาที่แผ่ออกมาจากตัวเธอบด
"เป็นไงคะ?" มีนตราเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันชัดเจน "ตาสว่างขึ้นมาบ้างหรือยังคะคุณสามีผู้แสนดี? หรือต้องให้ฉันฉายสלೋว์โมชันซ้ำอีกสักสามรอบ ถึงจะเข้าใจภาษาคนว่าเพื่อนฉันมันบริสุทธิ์ใจขนาดไหน?"
คิมหันต์อ้าปากพะงาบๆ คล้ายคนพูดไม่ออก ลิ้นของเขาเหมือนจะติดเพดานปาก ความรู้สึกละอายใจพุ่งทะยานขึ้นจนเขาไม่กล้าแม้แต่จะสบตากับภรรยาของตนเอง มือหนาที่เคยกำแน่นด้วยความโกรธเกรี้ยว บัดนี้สั่นเทาเล็กน้อย
"รัน..." คิมหันต์เปล่งเสียงออกมาได้เพียงคำเดียว แหบพร่าและไร้ซึ่งความมั่นใจใดๆ ทั้งสิ้น
"หุบปากไปเลยค่ะ" รันนารีสวนกลับทันควัน น้ำเสียงของเธอนิ่งสนิทแต่เฉียบคมราวกริบมีด "คุณไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเรียกชื่อฉันด้วยซ้ำ หลังจากที่คุณสาดคำพูดแย่ๆ ใส่ฉัน ดูถูกศักดิ์ศรีของฉัน โดยที่คุณไม่คิดจะถามความจริงสักคำ... คิมหันต์ คุณมันโคตรน่าสมเพชเลยรู้ตัวไหม?"
ถ้อยคำนั้นเจ็บปวดเสียยิ่งกว่าโดนตบด้วยซ้ำ คิมหันต์รู้สึกเหมือนถูกควักหัวใจออกมาขยี้บนพื้นดิน เขาก้าวเท้าเข้าไปหารันนารีช้าๆ สองมือยกขึ้นทำท่าจะคว้าแขนเธอไว้เพื่ออธิบาย แต่รันนารีกลับถอยหลังหลบหนี ราวกับรังเกียจที่จะให้เขาสัมผัสแม้แต่ปลายนิ้ว
"อย่ามาแตะต้องตัวฉัน!" เธอประกาศกร้าว นัยน์ตาวาวโรจน์ด้วยหยาดน้ำใสที่คลอหน่วยแต่ไม่ยอมร่วงหล่นลงมาให้ใครเห็นความอ่อนแอ "เราตกลงกันไว้ตั้งแต่แรกแล้วไม่ใช่เหรอคะว่าต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างเคารพสิทธิ์ซึ่งกันและกัน แต่ในเมื่อคุณทำไม่ได้... งั้นเราก็ไม่มีความจำเป็นต้องทนอยู่ร่วมกันอีกต่อไป"
รันนารีหันไปหยิบกระเป๋าถือของตัวเองที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาคล้องแขนอย่างเด็ดเดี่ยว เธอมองหน้าสามีในนามเป็นครั้งสุดท้ายด้วยแววตาที่ว่างเปล่า ก่อนจะหันหลังเดินผ่านหน้าเขาไปอย่างไร้เยื่อใย
"รัน! เดี๋ยวสิ... ฟังผมก่อน!" คิมหันต์ลนลานจนเสียอาการ เขาพยายามจะวิ่งตามร่างบางที่กำลังก้าวเดินออกไปที่ประตู แต่ภาคินที่ยืนกอดอกดูเหตุการณ์อยู่เงียบๆ กลับก้าวเท้ามาขวางทางไว้อีกครั้งด้วยรอยยิ้มกวนประสาท
"ใจเย็นๆ สิครับคุณคิมหันต์ ดูเหมือนภรรยาคุณเขาจะไม่ต้องการคำแก้ตัวตอนนี้ซะแล้วล่ะ..." ภาคินกระซิบเสียงเบาข้างหูคนตัวสูงด้วยท่าทีเยาะเย้ย "คนโง่ที่ปล่อยเพชรหลุดมือไปเนี่ย... สมควรโดนลงโทษแล้วไม่ใช่เหรอครับ?"
คิมหันต์หันกลับมาถลึงตาใส่ภาคินอย่างเหลืออด เขาผลักอกอีกฝ่ายเต็มแรงจนภาคินเซถอยหลังไปหลายก้าว แต่ก่อนที่เขาจะทันได้พุ่งตามรันนารีออกไป เสียงแจ้งเตือนข้อความจากโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อสูทของเขาก็แผדเสียงดังขึ้นขัดจังหวะ
เขากดหยิบขึ้นมาดูด้วยความหงุดหงิด ทว่าทันทีที่กวาดสายตาอ่านข้อความสั้นๆ บนหน้าจอ ร่างทั้งร่างของคิมหันต์ก็แข็งค้าง ราวกับถูกสายฟ้าฟาดลงกลางกระหม่อมในวันที่ไม่มีแม้แต่ก้อนเมฆ!
*ข้อความจาก: เลขานุการส่วนตัว*
*"ท่านประธานครับ! ด่วนที่สุด! หุ้นบริษัทพาร์ตเนอร์รายใหญ่ที่สุดกำลังดิ่งเหว และตอนนี้... คุณรันนารีเพิ่งส่งอีเมลยื่นใบลาออกจากตำแหน่งสถาปนิกหลัก พร้อมกับประกาศยกเลิกสัญญาโปรเจกต์หมื่นล้านทั้งหมดแบบสายฟ้าแลบแล้วครับ!"*
คิมหันต์หน้าซีดเผือด เลือดในกายเย็นเฉียบจนจับขั้วหัวใจ เขากำโทรศัพท์ในมือแน่นจนนิ้วมือข้อขาวซีด ดวงตาคมกริบเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีดเมื่อตระหนักได้ว่า... ครั้งนี้เขากำลังจะสูญเสียผู้หญิงคนนี้ไปจริงๆ ตลอดกาล!
---
**ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาฟินและอินไปกับความโบ้ของอีตาคิมหันต์นะคะ เลิฟยูว์ค่ะ!**
ดีลลับฉบับยัยตัวแสบ•ตอนที่ 21
ความจริงปรากฏ
ผลงานโดย กลิ่นลิลลี่สีขาว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กลิ่นลิลลี่สีขาว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีลลับฉบับยัยตัวแสบ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!