เสียงกริ๊กเบาๆ ของกลอนประตูที่ถูกปลดล็อก ดังบาดลึกเข้ามาในความเงียบงันราวกับเสียงระฆังเตือนภัย รันนารีสะดุ้งสุดตัว สัญชาตญาณการเอาตัวรอดบอกให้เธอผละถอยออกจากอ้อมแขนของคนที่ยืนประชิดอยู่ตรงหน้าทันที แต่ทว่า... ไวกว่าความคิด แผ่นหลังของเธอกลับชนเข้ากับบานกระจกหน้าต่างห้องพักอย่างจัง
และยิ่งไวกว่านั้นคือมือหนาของคิมหันต์ ที่พุ่งเข้ามายันกรอบกระจกไว้ทั้งสองข้าง กักขังร่างบางของเธอไว้ในพื้นที่ส่วนตัวที่มีเพียงลมหายใจร้อนผ่าวของเขารดรินอยู่ชิดผิวแก้ม
"คิดจะหนีไปไหนล่ะคุณภรรยา"
เสียงทุ้มต่ำกระซิบชิดริมใบหู น้ำเสียงนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยความไม่พอใจอย่างปิดไม่มิด ดวงตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวคู่นั้นไม่ได้มองไปที่ประตูห้องที่กำลังเปิดอ้าออกแม้แต่น้อย แต่กลับจ้องมองริมฝีปากอิ่มที่กำลังเม้มเข้าหากันแน่นด้วยความประหม่าของเธอราวกับจะกลืนกิน
"ปล่อยฉันนะคิมหันต์ ใครเข้ามา..." รันกระซิบเสียงลอดไรฟัน พยายามดันแผงอกกว้างของสามีในนามให้ออกห่าง แต่มีหรือที่แรงอันน้อยนิดของสถาปนิกสาวจะสู้แรงของ CEO หนุ่มบ้าพลังอย่างเขาได้ เขากลับยิ่งโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกันอยู่รอมร่อ
"ช่างหัวมันสิ" เขาตอบเสียงห้วน สันจมูกโด่งคมเฉี่ยวนั้นคลอเคลียอยู่แถวข้างแก้มเนียนอย่างถือวิสาสะ "ตอนนี้... เรื่องของเราสำคัญกว่าไอ้หน้าไหนทั้งนั้น"
คำพูดนั้น... น้ำเสียงที่เจือความน้อยใจและเอาแต่ใจตัวเองแบบนั้น ทำให้หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะปกติของรันกระตุกวูบ ไอร้อนผ่าวแผ่ซ่านขึ้นมาบนพวงแก้มอย่างห้ามไม่อยู่ บรรยากาศรอบตัวมันช่างชวนเคลิบเคลิ้มและบีบคั้นหัวใจในเวลาเดียวกัน กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางผสานกับกลิ่นกายสะอาดๆ ของคิมหันต์กำลังทำให้สติสัมปชัญญะของเธอหลุดลอย
นี่เขา... กำลังจะพูดอะไรออกมากันแน่นะ? สายตาคู่นั้นมันฟ้องชัดเจนว่าเขามีบางอย่างที่อัดอั้นตันใจ และเธอก็รอฟังคำนั้นมานานเหลือเกิน
คิมหันต์กวาดสายตามองริมฝีปากเธอก่อนจะเลื่อนขึ้นมาสบตา ประกายความลังเลไหววับอยู่ในดวงตาคู่นั้นเพียงเสี้ยววินาที ก่อนที่ริมฝีปากหยักจะได้รูปจะขยับเม้มเข้าหา Îกันอย่างชั่งใจ
"รัน... คือฉัน..."
เสียงทุ้มเอ่ยชื่อเธอด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงอย่างหาได้ยากยิ่ง มันไม่ใช่คำสั่ง ไม่ใช่การประชดประชัน และไม่ใช่การหาเรื่องทะเลาะ แต่มันคือเสียงที่เต็มไปด้วยความจริงจังจนน่าใจหาย ความเงียบสงบก่อตัวขึ้นระหว่างเขากับเธอ ท่ามกลางเสียงฝีเท้าและเสียงพูดคุยแว่วๆ จากด้านนอกที่กำลังก้าวเข้ามาใกล้เรื่อยๆ
รันกลั้นหายใจ หัวใจเต้นโครมครามจนแทบจะทะลุออกมานอกอก เปลือกตาบางกะพริบถี่เพื่อตั้งรับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น
*เขาจะบอกรักใช่ไหม? หรือเขาจะสารภาพว่าหึงเธอจนแทบคลั่งกับเรื่องของภาคิน?*
สารพัดคำถามตีรัน Wวนเวียนอยู่ในหัว สถาปนิกสาวผู้ไม่เคยยอมก้มหัวให้ใคร กลับต้องมานั่งลุ้นคำพูดของผู้ชายปากแข็งคนนี้จนตัวเกร็ง มือเรียวเล็กที่กำชายเสื้อสูทของเขาไว้แน่นโดยไม่รู้ตัว บ่งบอกความตื่นเต้นระคนคาดหวังได้อย่างดี
คิมหันต์สูดหายใจเข้าลึกราวกับรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มีในชีวิต ดวงตาคมกริบมองลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ สะท้อนภาพใบหน้าหวานที่กำลังแดงก่ำอย่างชัดเจน
"ฉัน... เอ่อ... คือว่า..."
เขากลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ ใบหน้าหล่อเหลาที่มักจะนิ่งสนิทกลับฉายแววความกระอักกระอ่วนอย่างน่าเอ็นดู มือหนาที่ยันกระจกอยู่ข้างหนึ่งขยับเกร็งเข้าหากัน
"คือ... นายจะบอกอะไรก็รีบพูดสิยะ!" รันหมดความอดทน เธอเป็นฝ่ายทนความอึดอัดไม่ไหวเสียเอง โพล่งตัดบทขึ้นมาด้วยความหมั่นไส้ระคนเขินอาย
บรรยากาศสีชมพูที่กำลังก่อตัวพังทลายลงในพริบตา เมื่อคิมหันต์ได้ยินน้ำเสียงเร่งเร้าของภรรยาตัวแสบ สวิตช์ความฟอร์มจัดและมาดคุณชายผู้หยิ่งทะนงก็ดีดกลับมาทำงานทันทีอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าติดจรวด!
ดวงตาคมที่เมื่อครู่ยังฉายแววอ่อนโยนและลังเล กลับแปรเปลี่ยนเป็นความเรียบเฉย เย็นชา และกวนประสาทขึ้นมาทันควัน
"ฉันจะบอกว่า... คุณช่วยยืนให้มันห่างๆ หน่อยได้ไหม เกะกะลูกตาเป็นบ้า" คิมหันต์เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย น้ำเสียงติดจะหงุดหงิดกลบเกลื่อนความเขินอายเมื่อครู่ได้อย่างแนบเนียน "อีกอย่าง... ยืนใกล้ขนาดนี้ ตัวคุณมันเตี้ยจนฉันปวดคอรู้ตัวบ้างไหม"
*เพล้ง!*
เสียงกระจกหัวใจแตกละเอียดดังลั่นอยู่ในอกของรันนารี หน้าสวยๆ ของเธอเหวอไปสามวินาทีเต็ม ก่อนที่ความโกรธ ความหมั่นไส้ และความเซ็งจะพุ่งทะยานขึ้นสู่ขีดสุดจนเส้นเลือดที่ขมับแทบเต้นตุบๆ
ไอ้... ไอ้คนปากเสีย! คนซึนบ้าบอ! เมื่อกี้ทำท่าเหมือนจะสารภาพรักซึ้งกินใจ แต่ดูสิ่งที่มันหลุดออกจากปากเขาตอนนี้สิ!
"คิรากร!" รันแหวลั่นด้วยความเหลืออด ผลักอกกว้างของเขาเต็มแรงจนร่างสูงผงะถอยหลังไปสองก้าว "นายมัน... ปากหมาไม่มีที่ติ! ใครอยากยืนใกล้เนายิทราบ ถอยไปเลยนะ!"
รันสะบัดหน้าหนีด้วยความหงุดหงิดสุดขีด มือเรียวกำหมัดแน่นด้วยความคับแค้นใจ อยากจะหยิกเนื้อหนาๆ ของคนตรงหน้าให้เนื้อเขียวเสียให้เข็ด หลอกให้เธอใจเต้นตึกลงไปนอนกองที่ตาตุ่ม แล้วก็มาทำฟอร์มกลบเกลื่อนด้วยคำพูดกวนประสาทแบบนี้เนี่ยนะ! เธอเกลียดความรู้สึกหวั่นไหวที่เผลอมีให้เขาเมื่อครู่เป็นบ้า!
คิมหันต์แอบลอบกลืนน้ำลาย ยืนกอดอกมองภรรยาตัวแสบที่กำลังฮึดฮัดหน้าดำหน้าแดงด้วยความสะใจลึกๆ ในอก แม้ใบหน้าจะยังคงตีสีหน้านิ่งเรียบราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ในใจนี่ซิ... กำลังปาดเหงื่อโล่งอกโล่งใจที่รอดตัวจากการสารภาพความรู้สึกจริงๆ ออกไปได้ทันเวลา เกือบไปแล้ว... เกือบเสียฟอร์มให้ยัยตัวแสบคนนี้ล้อไปตลอดชีวิตแล้วไหมล่ะ!
แต่ทว่า... ความโล่งใจของ CEO หนุ่มยังไม่ทันได้เดินทางไปถึงไหน เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสามครั้งติดๆ กันอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย พร้อมกับเสียงทุ้มคุ้นหูที่เอ่ยแทรกเข้ามาในความวุ่นวาย
"รันครับ... อยู่ข้างในหรือเปล่า ผมเห็นประตูไม่ได้ล็อก เลยถือวิสาสะเปิดเข้ามานะ"
น้ำเสียงนั้น... เสียงของภาคิน!
รันและคิมหันต์ชะงักกึกพร้อมกัน ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างด้วยความตกใจ หันขวับไปมองทางประตูห้องพักที่เปิดแง้มไว้ทันที
ในขณะที่คิมหันต์... ใบหน้าที่เคยเรียบเฉยและกวนประสาทเมื่อครู่ กลับมืดมนลงในพริบตา กรามคมขบเข้าหากันจนเป็นสันนูน ดวงตาคมกริบฉายแววความหึงหวงและกรุ่นโกรธขึ้นมาอย่างปิดไม่มิด สัญชาตญาณนักล่าตื่นตัวขึ้นทันทีเมื่อมีผู้ชายอื่นบุกรุกเข้ามาในอาณาเขตของตนเอง
รันหันกลับมามองหน้าสามีในนามที่ตอนนี้รังสีอำมหิตแผ่พุ่งออกมาจากตัวจนน่ากลัว ก่อนที่ประตูห้องพักจะถูกผลักเปิดกว้างออกโดยฝีมือของภาคิน พร้อมกับรอยยิ้มพราวเสน่ห์ที่ค้างอยู่บนใบหน้าหล่อเหลา—
...และในวินาทีที่สายตาของภาคินกวาดเข้ามาเห็นสภาพของรันที่ยืนหน้าแดงก่ำอยู่ใกล้ชิดกับคิมหันต์ที่กำลังยืนจ้องเขากลับด้วยสายตาฆาตกร รอยยิ้มบนใบหน้าของแขกไม่速เชิญก็แข็งค้างทันที!
----------------------------------------
(ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาฟินและอินไปกับความซึนของยัยน้องกับคุณสามีนะคะ ไว้พบกันตอนหน้าค่ะ!)
ดีลลับฉบับยัยตัวแสบ•ตอนที่ 17
คำสารภาพครึ่งๆ กลางๆ
ผลงานโดย กลิ่นลิลลี่สีขาว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กลิ่นลิลลี่สีขาว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีลลับฉบับยัยตัวแสบ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!