เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นปูนซีเมนต์ด้านหลังร้านดัง "ก๊อก... ก๊อก..." เป็นจังหวะหนักหน่วงที่สะท้อนถึงความร้อนรุ่มของผู้มาเยือน เรย์ชะựngมือที่กำลังถือผ้ากันเปื้อนค้างไว้ ดวงตาคมกริบกวาดมองร่างสูงใหญ่ในเครื่องแบบตำรวจยศสารวัตรที่เพิ่งก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด บรรยากาศในห้องครัวที่เมื่อครู่ยังเต็มไปด้วยความเงียบงันอันเปราะบางระหว่างเขากับคินน์ พลเปลี่ยนเป็นอึมครึมและชวนอึดอัดขึ้นมาทันที
"หมวด... เอ๊ย สารวัตรคราม?" เรย์เอ่ยชื่อนั้นด้วยน้ำเสียงติดจะแปลกใจเล็กน้อย
แต่คนที่ออกอาการมากกว่าใครคือคินน์ วิศวกรหนุ่มผู้มีรอยสักจางๆ ที่ต้นคอ ใบหน้าคมเข้มบึ้งตึงขึ้นในเสี้ยววินาที ร่างหนาผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูงจนเก้าอี้เหล็กขูดกับพื้นส่งเสียงแสบแก้วหู ดวงตาสีเข้มจ้องมองผู้มาใหม่ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความต่อต้านอย่างเปิดเผย ราวกับลูกเสือที่พร้อมจะพุ่งเข้าใส่ศัตรู
"มาทำไมที่นี่" คินน์ถามเสียงห้วนจัด สันจามกระตุกเกร็งจนเห็นเป็นสันนูน
สารวัตรคราม หรือสารวัตรคราม พี่ชายแท้ๆ ของคินน์ ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ปลดหมวกแก๊ปสีส้มกรมท่าออกแล้วใช้มือเสยผมสั้นเกรียนที่เปียกชื้นเหงื่อ ดวงตาคมกล้าถอดแบบมาจากน้องชายไม่มีผิดเพี้ยนกวาดมองสำรวจทั่วห้องครัว ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่เรย์ที่ยืนนิ่งอยู่ข้างเตา
"ผมไม่ได้มาหาเรื่องคุณ... คินน์ แม่โทรเข้าโรงพัก บอกว่าติดต่อแกไม่ได้มาสามวันแล้ว และถ้าแกยังไม่กลับบ้านไปเคลียร์เรื่องเอกสารโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินผืนนั้น แกเตรียมตัวเห็นแม่ล้มพับไปต่อหน้าได้เลย" คำพูดของครามพ่นออกมาอย่างรวดเร็วและจริงจัง ไม่มีทีท่าล้อเล่น
คินน์แค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความสุข ทว่าเต็มไปด้วยความเย้ยหยันและร-้าวรานในคราเดียวกัน
"หึ! เอกสารบ้าบออะไรอีก ลุงกับป้าจัดการกันเองไม่เป็นรึไง ถึงต้องมารบกวนผม หรือเพราะที่ดินตรงนั้นมันราคาดี จนพวกเขารอเอาเงินไปโปะหนี้การพนันของลูกชายสุดที่รักไม่ไหวแล้วล่ะ!" คินน์สวนกลับเสียงดังลั่น เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนจนน่ากลัว มือหนากำหมัดแน่นข้างลำตัวจนข้อต่อขึ้นสีขาวซีด
เรย์ยืนมองสถานการณ์ตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่บีบเค้นในอก แม้เขาจะเป็นคนปากจัดและชอบเอาชนะในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่เมื่อเห็นคินน์ในโหมดที่เต็มไปด้วยบาดแผลทางใจเช่นนี้ เรย์กลับรู้สึกเหมือนมีก้อนสะอื้นมาจุกอยู่ที่คอ ความกร้าวร้าวและท่าทีขวานผ่าซากของคินน์ในทุกๆ วัน แท้จริงแล้วมันคือเกราะป้องกันอันเปราะบางที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อซ่อนความอ่อนแอจากครอบครัวที่ไม่เคยเข้าใจเขาเลย
"คินน์... ใจเย็นก่อนสิครับ" เรย์ก้าวเท้าเข้าไปใกล้ร่างสูงที่กำลังสั่นเทาด้วยความโกรธ มือเรียวเอื้อมไปแตะที่ข้อศอกของอีกฝ่ายเบาๆ สัมผัสที่อบอุ่นและนุ่มนวลนั้นทำให้คินน์ชะงักไปเล็กน้อย ร่างหนาหันมามองหน้าเรย์ ดวงตาที่เคยแข็งกร้าวไหววูบลงอย่างเห็นได้ชัด
"ฉันจะใจเย็นได้ยังไงเรย์..." คินน์หันมาพูดกับเขา น้ำเสียงที่เคยแข็งกร้าวตอนนี้กลับเจือความสั่นเครือเล็กน้อยอย่างปิดไม่มิด "พวกเขาก็เป็นแบบนี้... ไม่เคยเห็นฉันเป็นลูก ไม่เคยสนใจว่าฉันเหนื่อยแค่ไหนกับการสร้างชีวิตตัวเองขึ้นมาจากศูนย์ สิ่งเดียวที่พวกเขาต้องการจากฉัน คือการเป็นหุ่นยนต์คอยเซ็นชื่อโอนสมบัติเพื่อเอาไปล้างผลาญ!"
ครามมองน้องชายด้วยสายตาที่ซับซ้อน มีทั้งความเห็นใจและความเหนื่อยหน่ายระคนกัน "แกคิดว่าฉันอยากมาตามเหรอคินน์? แม่ร้องไห้จนความดันขึ้น แกก็รู้ว่าสุขภาพแม่ไม่เหมือนเดิม ถ้าแกยังดื้อดึงทำตัวเป็นเด็กมีปัญหาแบบนี้ สักวันแกจะไม่ได้แม้แต่จะบอกลาท่านด้วยซ้ำ"
คำพูดของพี่ชายราวกับคมมีดที่กรีดซ้ำลงบนแผลเดิม คินน์นิ่งงิ่งไป ดวงตาคู่คมเบือนหนีไปมองทางอื่น ขากรรไกรขบเข้าหากันแน่นจนเป็นสันนูน ความเงียบโรยตัวปกคลุมห้องครัวอยู่นานหลายวินาที มีเพียงเสียงเครื่องทำความเย็นของตู้แช่ที่ส่งเสียงฮัมเบาๆ เป็นแบ็กกราวด์
เรย์สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ความรู้สึกบางอย่างในใจมันผลักดันให้เขาไม่อาจยืนดูอยู่เฉยๆ ได้อีกต่อไป เชฟหนุ่มผู้รักความสมบูรณ์แบบหันไปเผชิญหน้ากับสารวัตรครามเต็มตา
"คุณกลับไปก่อนเถอะครับสารวัตร" เรย์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแต่ทรงพลังพอที่จะทำให้ตำรวจหนุ่มชะงัก "การใช้คำพูดกดดันหรือเอาสุขภาพของแม่มาเป็นเครื่องมือต่อรอง มันไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น มีแต่จะผลักคินน์ให้ถอยห่างออกไปเรื่อยๆ ถ้าคินน์เขาพร้อม... เขาจะกลับไปเคลียร์ด้วยตัวเอง แต่ไม่ใช่ตอนนี้ ในสภาพจิตใจแบบนี้"
ครามเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มองสำรวจเรย์ตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความประหลาดใจ ไม่คิดว่าเชฟเจ้าของร้านอาหารหรูชื่อดังคนนี้จะกล้าต่อปากต่อคำกับนายตำรวจอย่างเขา แถมยังยืนบังหน้าปกป้องน้องชายของเขาไว้อย่างมิดชิดอีกต่างหาก
"แล้วคุณเป็นใคร..." ครามเอ่ยเสียงเรียบ "ถึงมีสิทธิ์มาออกคำสั่งกับผม"
"ผมไม่ใช่ใครครับ..." เรย์เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างท้าทาย "แต่ผมเป็นคนเดียวในตอนนี้ ที่ทนดูคนอวดเก่งแถวนี้แบกภาระทางความรู้สึกไว้คนเดียวไม่ไหว ถ้าคุณยังอยากให้เรื่องมันบานปลาย ก็เชิญพูดจาทำร้ายจิตใจเขาต่อได้เลยครับ ผมไม่ห้าม"
คินน์หันขวับมามองเรย์ทันที ดวงตาสีเข้มเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความคาดไม่ถึง หัวใจที่ด้านชาและเย็นเยียบมาตลอดหลายปี คล้ายกับมีกระแสความอบอุ่นบางเบาแผ่ซ่านเข้ามาจนรู้สึกแปลกประหลาด ผู้ชายคนนี้... ปากจัด เอาแต่ใจ และชอบสั่งเขานักหนา แต่ทำไมเวลาที่เขาพังทลายลง เรย์ถึงกลายเป็นคนเดียวที่ยืนหยัดอยู่ข้างเขาเสมอแบบนี้
ครามมองหน้าเรย์สลับกับน้องชาย ถอนหายใจออกมาอีกเฮือกใหญ่ราวกับยอมจำนนต่อสถานการณ์ "โอเค... ผมให้เวลาแกถึงพรุ่งนี้เช้าคินน์ ถ้าแกยังไม่โผล่หน้ากลับบ้าน แม่คงบุกมาที่ร้านนี้แน่ๆ ผมเตือนด้วยความหวังดี"
พูดจบ สารวัตรหนุ่มก็หมุนตัวเดินกลับออกไปทางประตูด้านหลัง ทิ้งให้ความเงียบสงบกลับมาเยือนห้องครัวอีกครั้ง เสียงผลักประตูปิดลงเบาๆ พร้อมกับเสียงรถกระบะที่ขับเคลื่อนออกไปจากลานจอดรถ
ภายในห้องครัวตอนนี้เหลือเพียงแค่เขaตแดนของคนสองคน เรย์ผ่อนลมหายใจยาวด้วยความโล่งอก ก่อนจะหันกลับมามองคินน์ที่ยังคงยืนนิ่งเงียบ
"มองอะไรครับ หน้าฉันมีอะไรติดอยู่รึไง" เรย์เอ่ยทำลายความเงียบด้วยน้ำเสียงที่พยายามปรับให้เป็นปกติ แม้หัวใจจะยังเต้นโคมคราม
คินน์ไม่ตอบ ร่างหนาก้าวเข้าไปหาเรย์ทีละก้าวอย่างเชื่องช้า จนกระทั่งระยะห่างระหว่างเขาทั้งคู่เหลือเพียงแค่คืบเดียว กลิ่นอายบุรุษเพศผสมผสานกับกลิ่นอุ่นๆ ของเตาอบลอยเข้ามารjบจมูก คินน์ก้มลงมองหน้าเรย์ ดวงตาคู่คมลึกล้ำเกินกว่าที่เชฟหนุ่มจะคาดเดาความรู้สึกได้
"ทำไม..." เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นแผ่วเบาจนแทบกระซิบ "ถึงต้องมาปกป้องฉันด้วย... ทั้งที่เธอเกลียดฉันจะตายไม่ใช่เหรอ"
เรย์ชะงัก หัวใจกระตุกวูบอย่างแรงเมื่อสบเข้ากับดวงตาคู่นั้น มันไม่ใช่แววตาอวดดีหรือกวนประสาทแบบที่เขาเคยเห็นทุกวัน แต่มันคือแววตาของคนที่กำลังโหยหาความอบอุ่น และพร้อมจะพังทลายลงได้ทุกเมื่อหากมีใครสักคนสะกิดเบาๆ
"ใครบอกว่าผมเกลียดคุณ..." เรย์พึมพำตอบเสียงเบาโดยไม่รู้ตัว ดวงตากลมโตหลบสายตาคมกริบคู่นั้นวุ่นวาย "ผมแค่รำคาญที่คุณชอบทำตัวมีปัญหาต่างหาก... ห้ามทำหน้าแบบนั้นนะ คินน์"
คินน์ไม่ได้พูดอะไรต่อ มือหนายื่นออกไปช้าๆ ปลายนิ้วหยาบกร้านสัมผัสเบาๆ ที่พวงแก้มเนียนใสของเรย์อย่างทะนุถนอม สัมผัสที่อบอุ่นและนุ่มนวลนั้นทำให้เรย์แข็งค้างไปโดยปริยาย ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดรดรินอยู่ใกล้แค่เอื้อม ระยะห่างที่ลดลงเรื่อยๆ ทำให้เสียงหัวใจของทั้งสองคนเต้นเป็นจังหวะเดียวกันอย่างน่าประหลาด
"เรย์..." คินน์เรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ใบหน้าคมคายโน้มลงมาใกล้เรื่อยๆ จนริมฝีปากแทบจะสัมผัสกัน
ทว่า... ในวินาทีที่หัวใจของเรย์กำลังเต้นระส่ำและเตรียมจะหลับตาลงรับสัมผัสอันตึงเครียดนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อกั๊กของคินน์ก็แผดเสียงดังลั่นขึ้นทำลายบรรยากาศโรแมนติกจนย่อยยับ!
คินน์ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความหงุดหงิดอย่างถึงที่สุด เขากัดฟันกรอด ควักโทรศัพท์มือถือออกมาหมายจะกดตัดสาย แต่จังหวะที่หน้าจอสว่างวาบและแสดงชื่อผู้โทรเข้า... ร่างหนากลับชะงักกึก สีหน้าที่เพิ่งจะเริ่มผ่อนคลายลง กลับเปลี่ยนเป็นซีดเผือดลงในทันที
เรย์เหลือบมองหน้าจอตามสัญชาตญาณ และข้อความแจ้งเตือนที่ปรากฏขึ้นบนหน้าจอนั้นเอง ทำให้ลมหายใจของเชฟหนุ่มสะดุดกึกในลำคอ—
*[ข้อความจากโรงพยาบาล: คนไข้ภาวะความดันโลหิตสูงวิกฤต ถูกนำตัวส่งห้องฉุกเฉินด่วน]*
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางและสนับสนุน "นาโนบอทมาสเตอร์" เสมอมานะครับ
เซฟโซนของคนหัวรั้นกับมาสเตอร์เชฟจอมเนี้ยบ•ตอนที่ 16
กำแพงที่ค่อยๆ พังทลาย
ผลงานโดย นาโนบอทมาสเตอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นาโนบอทมาสเตอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของคนหัวรั้นกับมาสเตอร์เชฟจอมเนี้ยบ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!