เซฟโซนของคนหัวรั้นกับมาสเตอร์เชฟจอมเนี้ยบ•ตอนที่ 6

อย่าคิดว่าผมจะใจอ่อน

ผลงานโดย นาโนบอทมาสเตอร์
"เอกสารสต็อกล็อตใหม่วางไว้ตรงนั้น... และกรุณาถอยห่างจากพื้นที่เตรียมอาหารของผมออกไปอย่างน้อยสองเมตรด้วยครับ คุณคินน์" เสียงทุ้มต่ำที่เคยเจือความสั่นพร่าเมื่อไม่กี่วินาทีก่อน บัดนี้ถูกเคลือบด้วยน้ำเสียงเย็นชาและราบเรียบราวกับผิวน้ำในบึงลึก เรย์ยืนกอดอกแน่น แผ่นหลังบางแนบชิดกับเคาน์เตอร์สเตนเลสสตีลจนแทบไม่เหลือช่องว่าง ดวงตาคู่คมที่มักจะส่องประกายดุดันยามตรวจความเรียบร้อยของห้องครัว บัดนี้หันไปจ้องมองวิศวกรหนุ่มด้วยแววตานิ่งสนิท ปราศจากร่องรอยของความเขินอายเมื่อครู่ราวกับคนละคน คินน์ชะงักมือที่ค้างอยู่กลางอากาศ ดวงตาคมกริบของวิศวกรหนุ่มกะพริบปริบๆ ความงุนงันระคนหงุดหงิดพุ่งพล่านขึ้นมาในอกเมื่อจู่ๆ กำแพงน้ำแข็งมหาสมุทรถูกยกขึ้นมากั้นกลางระหว่างพวกเขาทั้งคู่อย่างไร้เหตุผล ทั้งๆ ที่เมื่อครู่... ให้ตายสิ หัวใจของเขายังเต้นโครมครามจนแทบจะทะลุอกอยู่เลยด้วยซ้ำจากเหตุการณ์ที่มินท์ดันเปิดประตูเข้ามาเห็นในระยะประชิด "เดี๋ยวก่อนสิเรย์..." คินน์ขยับตัวเข้าหาอีกฝ่ายโดยสัญชาตญาณ มือหนาหมายจะเอื้อมไปคว้าข้อศอกเรียวเพื่อรั้งให้อีกฝ่ายหันมาคุยกันดีๆ แต่ยังไม่ทันที่ปลายนิ้วจะสัมผัสโดนเนื้อผ้า เรย์ก็ก้าวถอยหลังหลบอย่างว่องไว ราวกับเขารังเกียจที่จะให้สัมผัสแม้แต่นิดเดียว "ผมบอกให้ถอยไงครับ คินน์" เรย์เน้นเสียงทีละคำ ดวงตาดุจกวางป่าจ้องเขม็ง "เรากำลังอยู่ในเวลาทำงาน และที่นี่คือห้องครัวของผม ไม่ใช่สนามเด็กเล่นที่คุณจะนึกอยากเข้ามาทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ" "สนามเด็กเล่นบ้าอะไรเล่า!" คินน์เผลอขึ้นเสียงอย่างขัดใจ ใบหน้าคมคายบึ้งตึงลงถนัดตา ความเป็นคนขวานผ่าซากและไม่ยอมก้มหัวให้ใครเริ่มทำงานเมื่อเจอท่าทางเย่อหยิ่งแบบนั้น "ฉันแค่วิ่งเอาเอกสารมาให้ตามหน้าที่ แล้วไอ้ท่าทางเมื่อกี้... ใครกันแน่ที่เป็นคนเกือบจะทำให้ฉันเสียศูนย์ก่อน?" "ผมเหรอ?" เรย์เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง มุมปากหยักยกยิ้มเยาะหยันที่ชวนให้คนมองอยากจะเข้าไปขยี้ให้หายหมั่นไส้ "คุณกำลังจะบอกว่าผมเป็นคนดึงคุณเข้ามาใกล้เองอย่างนั้นสินะครับ? ฝันไปหรือเปล่า คุณคินน์ ความจำเสื่อมกะทันหันหรือไงถึงจำไม่ได้ว่าใครกันแน่ที่เป็นฝ่ายรุกเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวของผมก่อน" คำพูดเจ็บแสบและรอยยิ้มเย้ยหยันนั้นทำเอาคินน์เม้มปากแน่นจนเป็นเส้นตรง สันจرامนูนขึ้นตามแรงอารมณ์ที่พุ่งพล่าน เขารู้ดีว่าตัวเองเป็นฝ่ายเริ่ม และเขาก็ไม่ใช่คนที่จะมาแก้ตัวน้ำขุ่นๆ แต่ไอ้ท่าทีตีตัวออกห่างแบบฉับพลันราวกับรังเกียจกันมันน่าหงุดหงิดเกินกว่าจะทนไหว ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง บรรยากาศรอบตัวก็ตึงเครียดขึ้นจนแทบจะมีประกายไฟแลบออกมาจากสายตาของคนทั้งคู่ มินท์ที่ยืนถือแฟ้มเอกสารอ้าปากค้างอยู่ตรงประตู มองสลับไปมาระหว่างเพื่อนสนิทหน้ายักษ์กับเชฟหนุ่มจอมเนี้ยบที่แผ่รังสีอำมหิตใส่กัน เจ้าของคาเฟ่หนุ่มกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก รู้สึกว่าตัวเองเข้ามาผิดเวลาแบบร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม และถ้าไม่อยากโดนลูกหลงจนตัวตาย เขาก็ควรจะหาทางเผ่นออกไปจากตรงนี้ให้เร็วที่สุด "เอ่อ... ฉัน... ฉันวางเอกสารไว้ตรงนี้นะ" มินท์ค่อยๆ วางแฟ้มลงบนโต๊ะเตรียมอาหารอย่างเบามือที่สุด ส่งยิ้มแห้งๆ ให้ทั้งคู่แบบเจื่อนสนิท "คือ... พอดีนึกขึ้นได้ว่าเตาอบที่ร้านยังไม่ได้ปิด ขอตัวก่อนนะพวกนาย เชิญ... เชิญเคลียร์กันตามสบายเลย!" พูดจบ มินท์ก็หมุนตัวสปีดออนซ์หายออกไปจากห้องครัวอย่างรวดเร็วราวกับติดสปริง ทิ้งให้คินน์และเรย์ยืนเผชิญหน้ากันตามลำพังท่ามกลางความเงียบที่กดดันยิ่งกว่าเดิม เสียงประตูปิดลงเบาๆ แต่กลับดังสะท้อนก้องอยู่ในความรู้สึกของคนทั้งคู่ เรย์ไม่แม้แต่จะชายตามองไปที่แฟ้มเอกสารบนโต๊ะ ดวงตากลมโตคู่สวยยังคงจ้องตรงมาที่คินน์ด้วยความว่างเปล่า เป็นความเย็นชาที่ตั้งใจสร้างขึ้นเพื่อปกป้องบางสิ่งบางอย่างที่กำลังสั่นคลอนอยู่ข้างใน "ถ้าไม่มีอะไรแล้ว เชิญออกไปจากห้องครัวของผมด้วยครับ ผมต้องเตรียมวัตถุดิบสำหรับมื้อเย็นต่อ" เรย์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย หันหลังให้วิศวกรหนุ่มแล้วก้มหน้าก้มตาหยิบมีดเชฟขึ้นมาหั่นผักตรงหน้าต่อราวกับเขาเป็นเพียงธาตุอากาศ ท่าทีเมินเฉยและไร้เยื่อใยนั้นกลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ความอดทนของคินน์ขาดผึง หมับ! มือหนาพุ่งเข้าไปคว้าข้อมือเรียวของเรย์ไว้แน่นทันที แรงบีบไม่ได้รุนแรงจนถึงขั้นเจ็บ แต่หนักแน่นพอที่จะบังคับให้อีกฝ่ายต้องหยุดการกระทำทุกอย่าง เรย์สะดุ้งเล็กน้อยด้วยความตกใจก่อนจะตวัดสายตากลับมามองด้วยความโกรธ "ปล่อยนะ!" "ไม่ปล่อย!" คินน์สวนกลับทันควัน น้ำเสียงทุ้มต่ำเจือความดุดันและเอาแต่ใจอย่างถึงที่สุด "นายคิดจะทำบ้าอะไรของเรย์? เมื่อกี้นี้เรายัง... เรายังคุยกันดีๆ อยู่เลย ทำไมจู่ๆ ถึงแปลงร่างเป็นเม่นคายใส่ฉันแบบนี้วะ?" "คุยดีๆ งั้นเหรอ?" เรย์แค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคู่คมจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีเข้มของอีกฝ่าย "คุณต่างหากที่คิดไปเองฝ่ายเดียว คุณคินน์ ผมบอกคุณกี่ครั้งแล้วว่าเราเป็นแค่... เจ้านายกับช่างซ่อมบำรุง ไม่มีอะไรเกินเลยไปกว่านั้น และเหตุการณ์เมื่อกี้... ถือซว่าเป็นอุบัติเหตุที่ผมจะลืมมัน" "อุบัติเหตุ?" คินน์ทวนคำ เสียงหัวเราะในลำคอของเขาน่ากลัวยิ่งกว่าเสียงตะโกน "อุบัติเหตุบ้าอะไรที่หัวใจเต้นแรงจนฉันได้ยินเสียงมันชัดเจนขนาดนั้น? อุบัติเหตุอะไรที่ทำให้นายหน้าแดงซ่านจนลามไปถึงใบหู?" คำพูดจี้จุดดำใต้ F ความจริงที่เรย์พยายามปกปิดไว้ด้วยหน้ากากความเย็นชาถูกกระชากออกมาต่อหน้าต่อตาอย่างไม่ไว้หน้า เลือดในกายของเชฟหนุ่มสูบฉีดขึ้นมาด้วยความอับอายและโมโห เรย์เม้มปากแน่นจนซีดเผือด มืออีกข้างกำด้ามมีดในมือแน่นจนข้อต่องอขาวโพลน "คุณมันคนไร้มารยาท!" เรย์เค้นเสียงลอดไรฟัน ดวงตากลมโตวาวโรจน์ "คิดว่าตัวเองเป็นใคร ถึงกล้ามาพูดจาต้อนผมแบบนี้? ออกไปจากครัวของผมเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นผมจะแจ้งรักษาความปลอดภัยมาลากตัวคุณออกไป" "เชิญเลย!" คินน์ก้าวเข้ามาประชิดตัวเรย์มากขึ้นอีกก้าว จนแผ่นอกกว้างแทบจะแนบชิดกับแผ่นหลังที่ถอยร่นจนติดเคาน์เตอร์ ดวงตาคมกริบจ้องมองริมฝีปากที่กำลังขยับเถียงเขาไม่หยุดด้วยความรู้สึกที่ผสมปนเประหว่างความหมั่นไส้และความคลั่งรักที่ล้นทะลัก "อยากจะตะโกนเรียกใครก็เชิญ แต่บอกไว้ก่อนนะว่าต่อให้นายจะสร้างกำแพงสูงลิบลิ่วแค่ไหน ฉันก็จะพังมันเข้ามาอยู่ดี" เรย์ชะงัก ลมหายใจสะดุดไปชั่วขณะเมื่อเงยหน้าขึ้นแล้วพบว่าระยะห่างระหว่างพวกเขานั้นใกล้กันเสียจนปลายจมูกแทบจะชนกัน ไออุ่นจากร่างกายของวิศวกรหนุ่มแผ่ซ่านเข้ามาในความหนาวเย็นที่เขาจงใจสร้างขึ้น และนั่นคือสิ่งที่เรย์กลัวที่สุด... กลัวว่าเกราะป้องกันที่สร้างด้วยความหยิ่งทะนงจะพังทลายลงด้วยสัมผัสและแววตาที่จริงจังเกินไปคู่นั้น "อย่ามาทำเป็นพูดจา...” เรย์พยายามขยับปากเถียงต่อ แม้เสียงจะเริ่มขาดห้วง "ฉันไม่ได้พูดเล่น เรย์" คินน์ตัดบทด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงนิดหน่อย แต่หนักแน่นและจริงจังจนน่ากลัว ดวงตาสีเข้มฉายแววความดื้อรั้นที่ไม่แพ้กัน "และอย่าคิดว่าการทำตัวเย็นชาใส่แบบนี้จะทำให้ฉันถอย... ไม่มีทาง" บรรยากาศในห้องครัวเงียบงันลงทันที มีเพียงเสียงลมหายใจอุ่นร้อนที่ปะทะกันอยู่ใกล้ๆ เรย์จ้องมองใบหน้าคมคายที่อยู่ห่างแค่คืบ หัวใจเจ้ากรรมทรยศเต้นโครมครามจนดังสะท้อนก้องในหูอีกครั้ง ความโกรธเกรี้ยวเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความสับสนและหวั่นไหวที่ยากจะควบคุม คินน์ค่อยๆ 動きมือข้างที่จับข้อมืออีกฝ่ายเปลี่ยนเป็นการกุมมือบางไว้อย่างมั่นคง ปลายนิ้วอุ่นเกลี่ยเบาๆ ที่หลังมือเรียวอย่างลืมตัว แววตาที่มองมาเต็มไปด้วยความหมายลึกซึ้งที่เรย์ไมกล้าแม้แต่จะแปลความหมายมัน "อย่าคิดว่าผมจะใจอ่อนกับคุณง่ายๆ นะครับ คินน์" เรย์กระซิบแผ่วเบา น้ำเสียงที่เคยแข็งกร้าวในตอนแรกบัดนี้เจือความสั่นพร่าเล็กน้อยอย่างปิดไม่มิด "งั้นก็ลองดูสิ..." คินน์กระตุกยิ้มมุมปาก นัยน์ตาส่องประกายท้าทายแก่อมยิ้มคลั่งรัก "มาดูกันว่าระหว่างกำแพงความหัวรั้นของนาย กับความด้านของฉัน... อะไรมันจะพังก่อนกัน" วิศวกรหนุ่มโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้เรย์มากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งริมฝีปากหยักแทบจะแตะเข้ากับขอบแก้มเนียนที่ขึ้นสีแดงเรื่อโดยไม่รู้ตัว เรย์หลบตาลงต่ำ หัวใจเต้นรัวราวกองศึกที่กำลังจะระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ และในวินาทีที่ลมหายใจของทั้งคู่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันนั้นเอง... กริ๊งงงง! เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อกั๊กของคินน์ก็แผדเสียงแหลมสูงขึ้นทำลายบรรยากาศสีชมพูละมุนละไมลงอย่างไม่รู้กาลเทศะ วิศวกรหนุ่มสบถออกมาเบาๆ อย่างหัวเสีย ส่วนเรย์สะดุ้งสุดตัว รีบใช้แรงทั้งหมดผลักอกอีกฝ่ายให้ออกห่างทันที คินน์ถอยหลังไปสองก้าวด้วยความหงุดหงิด ควักโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋าด้วยสีหน้าบึ้งตึงหมายจะกดตัดสายทิ้งให้พ้นๆ แต่พอบังเอิญเหลือบไปเห็นชื่อที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอ... ดวงตาคมกริบก็เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ความหงุดหงิดเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความตึงเครียดขึ้นมาทันที เรย์ยืนหอบหายใจเบาๆ จัดเสื้อผ้าตัวเองให้เข้าที่ พยายามปรับสีหน้าให้กลับมาเย็นชาดังเดิม แม้ว่าใบหน้าจะยังคงแดงซ่านอยู่ก็ตาม ก่อนจะเอ่ยปากถามด้วยน้ำเสียงห้วนๆ "ใครโทรมา... หน้าตาถึงได้เครียดขนาดนั้น?" คินน์เงยหน้าขึ้นช้าๆ สายตาคมกริบมองตรงมาที่เรย์ด้วยความรู้สึกที่ยากจะคาดเดา ก่อนที่เขาจะเอ่ยชื่อคนปลายสายออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบตึง "แม่... แม่ของฉันเอง และท่านบอกว่าตอนนี้กำลังยืนอยู่หน้าร้านนายแล้ว" ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปกับความซึนและเคมีที่ชวนลุ้นของคินน์และเรย์ในตอนนี้ด้วยนะครับ!
สารจากนักเขียน (นาโนบอทมาสเตอร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของคนหัวรั้นกับมาสเตอร์เชฟจอมเนี้ยบ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%