เซฟโซนของคนหัวรั้นกับมาสเตอร์เชฟจอมเนี้ยบ•ตอนที่ 23

สายตาของคนข้างๆ

ผลงานโดย นาโนบอทมาสเตอร์
"เรย์! เปิดประตูให้ผมหน่อยสิ ผมซื้อของโปรดมาฝาก!" เสียงทุบประตูดังปังๆ พร้อมกับเสียงตะโกนโวยวายของมินท์ที่ดังลั่นโถงทางเดินของคอนโดมิเนียมหรู ทำให้คินน์ที่กำลังยืนกอดอกพิงเคาน์เตอร์ครัวด้วยสีหน้าเรียบเฉยถึงกับต้องถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ วิศวกรหนุ่มขวานผ่าซากขยับตัวเล็กน้อย ร่างสูงโปรดปรานในชุดเสื้อยืดสีดำสนิทและกางเกงสแล็คสบายๆ เดินเลี่ยงผ่านกองกล่องวัตถุดิบที่ยังไม่ได้จัดเข้าที่ มุ่งตรงไปยังบานประตูหน้าเพื่อตัดปัญหาความน่ารำคาญใจของเพื่อนสนิทตัวดี แอด... ประตูห้องเปิดอ้าออก เผยให้เห็นร่างอวบอิ่มของมินท์ที่ถือถุงกระดาษแบรนด์ดังรุงรังเต็มสองมือ ใบหน้าหวานแต่งแต้มรอยยิ้มกว้างจนตาหยี แต่รอยยิ้มนั้นกลับค้างเติ่งไปในเสี้ยววินาที เมื่อดวงตากลมโตสบเข้ากับใบหน้าบึ้งตึงที่คุ้นเคย "อ้าว... ไอ้นี่เอง" มินท์ทำหน้าเหวอ ปลดปล่อยเสียงถอนหายใจยาวเหยียด "นึกว่าเรย์จะมาเปิดให้ซะอีก ทำไมหน้าแกมันบึ้งเป็นตูดหม้อแบบนั้นวะคินน์ ใครไปเหยียบหางแกมาอีกรึไง หรือว่า... ทะเลาะกับเจ้าของห้องเขาอีกแล้ว?" คินน์ไม่ตอบ เขายื่นมือไปรับถุงกระดาษน้ำหนักมากมาจากเพื่อนสนิทด้วยความรำคาญระคนจำยอม ก่อนจะเดินดุ่มๆ กลับเข้าไปด้านในโดยไม่สนใจจะเอ่ยปากต้อนรับ ปล่อยให้มินท์ต้องถอดรองเท้าสลิปเปอร์แล้วเดินตามหลังต้อยๆ เหมือนลูกเป็ด "เจ้าของห้องเขาไม่ได้อยู่ตรงนี้หรอก" คินน์โยนถุงขนมลงบนโต๊ะอาหารกระจกใสเสียงดังปึ้ง ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาหนังตัวยาว ยกมือขึ้นเสยผมสีเข้มที่รกปรกลงมาปรกหน้าผากด้วยท่าทางหงุดหงิด "เรย์อยู่ในครัว ตั้งแต่กลับมาจากร้านก็ขลุกอยู่แต่ในนั้น ไม่ยอมปริปากคุยกับใครเลยสักคำ" มินท์หรี่ตามองเพื่อนรักอย่างจับผิด เจ้าของคาเฟ่หนุ่มผู้กุมบังเหียนความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่มาตลอด ย่อมรู้ดีว่าอาการเงียบผิดปกติของวิศวกรปากร้ายคนนี้มันแปลกประหลาดแค่ไหน ปกติแล้วคินน์ต่อให้หงุดหงิดเรื่องงานซ่อมบำรุงหรือหัวเสียกับเครื่องจักรพังๆ แค่ไหน ก็ไม่เคยมีแววตาหม่นหมองและอาการกระวนกระวายใจแบบนี้ให้เห็นเลยสักครั้ง "เดี๋ยวนะ..." มินท์เดินเข้าไปใกล้ หยิบกระป๋องโซดาในตู้เย็นมาเปิดดื่มอึกหนึ่ง แล้วทรุดตัวลงนั่งฝั่งตรงข้าม "แกบอกว่าเรย์ขลุกอยู่ในครัวเหรอ? ตั้งแต่กลับมาจากร้านเนี่ยนะ? ปกติเวลาเคลียร์ออร์เดอร์เสร็จ เรย์มันต้องมาตรวจสต็อกวัตถุดิบข้างนอกไม่ใช่รึไง ทำไมวันนี้แปลกๆ..." "ฉันจะไปรู้เรย์รึไงเล่า" คินน์สวนกลับทันควัน น้ำเสียงห้วนจัดแต่แฝงความร้อนรนบางอย่างที่เจ้าตัวพยายามกลบเกลื่อน "ก็บอกว่าหมอนั่นขังตัวเองอยู่ข้างใน เปิดเพลงคลอเบาๆ แล้วก็ก้มหน้าก้มตาหั่นผักซ้ำซากอยู่ตั้งนานสองนาน สั่งข้าวสั่งปลาอะไรก็ไม่ยอมกิน ถามคำตอบคำ หน้าซีดเป็นไก่ต้ม..." ประโยคหลังสุดของคินน์เบาลงจนแทบกลายเป็นเสียงพึมพำ แต่มินท์ได้ยินชัดเจนทุกถ้อยคำ ดวงตาคมกริบของเพื่อนสนิทหรี่แคบลง รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นที่มุมปากทันที "โอho... พ่อหนุ่มขวานผ่าซาก สังเกตรายละเอียดของเชฟเขาละเอียดยิบเลยนะเนี่ย" มินท์แซวพลางหัวเราะคิกคัก "บอกว่าไม่สนใจ แต่สายตานี่คอยมองเขาตลอดเวลาเลยสินะ แกเป็นห่วงเขาก็บอกมาตรงๆ เถอะคินน์ ไม่ต้องมาฟอร์มจัดหรอก หน้าตาแกตอนนี้มันฟ้องยิ่งกว่าอ่านหนังสือพิมพ์หน้าหนึ่งซะอีก" "ใครเป็นห่วง!" คินน์สวนกลับทันควัน ใบหน้าคมคายขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างรวดเร็ว แม้จะพยายามปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบเฉย แต่มือหนาที่กำหมัดแน่นวางอยู่บนตักกลับสั่นเทาเล็กน้อย "ฉันแค่... รำคาญ! ห้องมันแคบ เดินไปเดินมาแล้วเกะกะสายตาต่างหากเล่า อีกอย่าง ถ้าเรย์เป็นอะไรไปแล้วใครจะทำข้าวเช้าให้ฉันกินล่ะ จริงไหม?" "อ๋อเหรอ... ข้าวเช้าสินะ" มินท์ลากเสียงยาวอย่างหมั่นไส้ "งั้นไอ้ที่ยืนชะโงกหน้ามองผ่านกระจกใสตอนเขาเช็ดเคาน์เตอร์เมื่อกี้ คงเพราะกลัวโต๊ะมันไม่สะอาดสินะพ่อคุณวิศวกรมือหนึ่ง" คินน์นิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ดวงตาคมเข้มไหววูบอย่างปิดไม่มิด เขาเถียงไม่ออก เพราะสิ่งที่มินท์พูดมันคือความจริงทุกประการ ตลอดช่วงบ่ายที่ผ่านมา คินน์ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสายตาของเขาถูกดึงดูดให้มองไปยังแผ่นหลังบางของเชฟหนุ่มจอมเนี้ยบคนนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เรย์ในวันนี้ดูแปลกไปจากทุกวัน ร่างเพรียวที่เคยเคลื่อนไหวด้วยความมั่นใจและสง่างาม กลับดูเชื่องช้าและไร้เรี่ยวแรง ไหล่ลาดลู่ลงเล็กน้อยราวกับแบกรับความเหนื่อยล้าเอาไว้ทั้งโลก และที่สำคัญที่สุด... รอยยิ้มหยันที่มักจะถูกนำมาใช้ประชดประชันเขา หายลับไปอย่างไร้ร่องรอย เหลือเพียงความเงียบงันที่น่าอึดอัดใจ ความเงียบแบบนั้นแหละที่มันบาดลึกเข้าไปในความรู้สึกของคินน์อย่างประหลาด คนอย่างคินน์ไม่เคยสนใจความรู้สึกของใครหน้าไหนในโลกนี้ ชีวิตของเขาถูกขับเคลื่อนด้วยตรรกะ ตัวเลข และเครื่องจักรกลที่พังแล้วซ่อมได้ แต่กับเรย์... ทุกครั้งที่เชฟหนุ่มคนนั้นถอนหายใจ หรือทำหน้าเหนื่อยอ่อน หัวใจของวิศวกรผู้แข็งกร้าวกลับกระตุกวูบอย่างไม่มีสาเหตุ "แกเห็นหน้าเขาชัดแค่ไหนวะมินท์..." คินน์เอ่ยถามขึ้นมาเบาๆ น้ำเสียงที่เคยแข็งกร้าวเจือไปด้วยความลังเลและความกังวลที่เจ้าตัวไม่คุ้นเคย "ตอนที่อยู่ที่ร้าน... มีใครพูดอะไรให้เรย์ฟังรึเปล่า?" มินท์หุบยิ้มลงทันทีเมื่อเห็นท่าทีจริงจังของเพื่อนรัก เจ้าของคาเฟ่หนุ่มวางกระป๋องโซดาลงบนโต๊ะ สีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมขึ้นมาทันที "ฉันเพิ่งมาจากร้านเมื่อชั่วโมงก่อน..." มินท์ถอนหายใจเบาๆ "ตอนแรกทุกอย่างก็ปกติดี เรย์กำลังเช็คสต็อกวัตถุดิบกับพวกซัพพลายเออร์ จนกระทั่ง... มีผู้ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาในร้าน" คินน์ขมวดคิ้วแน่น สันจاوปูดนูนขึ้นมาทันที "ผู้ชายคนไหน?" "ฉันก็ไม่แน่ใจว่าเป็นใคร..." มินท์ส่ายหน้าช้าๆ "แต่ท่าทางดูภูมิฐาน แต่งตัวดีระดับนักธุรกิจใหญ่ ท่าทางคุ้นเคยกับเรย์พอสมควร เพราะเขาเดินตรงเข้าไปหาเรย์ที่เคาน์เตอร์วีไอพีเลยทันทีที่เข้าร้าน แล้วก็... คุยกันอยู่สักพักใหญ่" "คุยอะไรกัน?" เสียงของคินน์กดต่ำลงจนน่ากลัว บรรยากาศรอบตัวของวิศวกรหนุ่มลดอุณหภูมิลงอย่างรวดเร็วจົນมินท์ยังต้องแอบกลืนน้ำลาย "ฉันไม่ได้ยินรายละเอียดทั้งหมดหหรอกนะ เพราะเปิดเพลงในร้านค่อนข้างดัง..." มินท์ขมวดคิ้วนึกย้อนเหตุการณ์ "แต่ทันทีที่ผู้ชายคนนั้นเดินออกไป เรย์ก็มีอาการแบบนี้เลย มือไม้สั่น หน้าซีดเผือด แล้วก็สั่งให้ลูกน้องปิดร้านเร็วกว่ากำหนดเป็นชั่วโมง... คินน์ แกก็รู้ว่าเรย์บ้างานแค่ไหน การปิดร้านก่อนเวลาแปลว่ามันต้องมีเรื่องหนักหนาสสาหัสมากจริงๆ ในความรู้สึกของเขา" ความเงียบเข้าปกคลุมห้องรับแขกทันที คินน์นั่งนิ่งสนิท ดวงตาสสีเข้มจ้องมองไปยังผนังกระจกใสที่สะท้อนเงาของประตูห้องครัวปิดทึบ ความรู้สึกร้อนรุ่มตีตื้นขึ้นมาในอก ไม่ใช่ความหึงหวงไร้สาระ แต่มันคือความรู้สึกเจ็บแปลบแปลกๆ ที่เหมือนกับเห็นคนสำคัญกำลังจะแตกสลายคามือ โดยที่ตัวเองทำได้แค่มองดูอยู่ห่างๆ ก๊อกๆ... เสียงเคาะประตูเบาๆ ดังขึ้นจากด้านในห้องครัว ทำให้ทั้งคินน์และมินท์สะดุ้งหลุดจากภวังค์ คินน์หันขวับไปมองต้นเสียงทันที หัวใจเต้นแรงขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้ "เสียงมาจากในครัว..." มินท์กระซิบ ตาโต "หรือว่าเรย์จะเป็นลมวะคินน์?!" ยังไม่ทันที่มินท์จะพูดจบ คินน์ก็ลุกพรวดขึ้นจากโซฟาด้วยความเร็วสูง ร่างสูงใหญ่พุ่งตรงไปยังประตูกระจกบานเลื่อนกั้นระหว่างห้องครัวกับห้องรับแขกโดยไม่รอให้เพื่อนสนิทได้เอ่ยปากห้าม ปัง! มือหนาผลักบานประตูกระจกเปิดออกอย่างแรงจนกระแทกวงกบเสียงดังสนั่น กลิ่นหอมจางๆ ของเครื่องเทศผสมกับกลิ่นอายความเย็นของห้องครัวลอยปะทะเข้าจมูก แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาทั้งหมดของคินน์ในเสี้ยววินาทีนั้น คือร่างเพรียวของเรย์ที่กำลังทรุดฮวบลงนั่งกับพื้นกระเบื้องเย็นเฉียบ มือเรียวข้างหนึ่งกุมขมับแน่น ดวงตาสองข้างปิดสนิท ลมหายใจหอบถี่จนน่ากลัว "เรย์!" คินน์พุ่งเข้าไปประคองร่างนั้นไว้ได้ทันก่อนที่ศีรษะทุยจะฟาดเข้ากับขอบเคาน์เตอร์ อ้อมแขนแกร่งโอบกอดร่างสั่นเทาเข้ามาแนบอกอย่างลืมตัว ความเย็นเฉียบจากตัวของเรย์ทำให้คินน์ใจหายวาบ "ปล่อย..." เสียงแหบพร่าของเรย์ดังเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากที่ซีดเซียว มือเรียวพยายามผลักอกแกร่งออกเบาๆ "นาย... เข้ามาทำไม ออกไปนะคินน์" "ปากเก่งไหวเหรอสภาพนี้!" คินน์ตวาดกลับเสียงดังลั่นด้วยความโมโหปนห่วง ทว่าน้ำเสียงนั้นกลับสั่นเครือเล็กน้อยอย่างปิดไม่มิด มือหนาประคองใบหน้าหวานที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็นขึ้นมาบังคับให้สบตา "เกิดอะไรขึ้นวะเรย์ ใครทำอะไรแก บอกฉันมาสิเว้ย!" เรย์ลืมตาขึ้นช้าๆ ดวงตากลมโตที่เคยฉายแววดุดันและมั่นใจ ตอนนี้กลับแดงก่ำและเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำใสๆ ภาพสะท้อนในดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและความอ่อนแอที่คินน์ไม่เคยได้เห็นมาก่อนเลยในชีวิต "ฉัน... เหนื่อย..." เรย์กระซิบเสียงสั่น แขนเรียวเอื้อมขึ้นมาคว้าชายเสื้อสีดำของคินน์ไว้แน่น ราวกับกลัวว่าถ้าปล่อยมือแล้วร่างตรงหน้าจะหายวับไปกับตา "พ่อ... ส่งคนมาตามฉันอีกแล้วคินน์..." สิ้นคำพูดนั้น เรย์ก็หมดสติคาอ้อมแขนของคินน์ทันที ทิ้งน้ำหนักทั้งหมดลงบนแผงอกกว้าง ขณะที่ดวงตาคมเข้มของวิศวกรหนุ่มเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจสุดขีด และในจังหวะเดียวกับที่คินน์กำลังจะตะโกนเรียกให้มินท์เข้ามาช่วย เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อกาวน์ของเรย์ที่วางอยู่บนเคาน์เตอร์ก็แผדเสียงแหลมสูงขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน หน้าจอเรืองแสงวาบ ปรากฏชื่อสายเรียกเข้าที่ทำเอาคินน์ต้องขบกรามแน่นจนเป็นสันนูน -- *[บิดา]* -- ขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงตอนที่ 23 ครับ
สารจากนักเขียน (นาโนบอทมาสเตอร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของคนหัวรั้นกับมาสเตอร์เชฟจอมเนี้ยบ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%