"ผมลืมของ"
คำพูดนั้นราบเรียบ ทว่าสร้างแรงกระแทกมหาศาลให้กับบรรยากาศภายในห้องครัวที่เคยคุกรุ่นไปด้วยความตึงเครียด คินน์ไม่ได้ขยับตัวไปไหน ร่างสูงโปร่งในชุดช่างสีเข้มยืนปักหลักอยู่ตรงกรอบประตู บ่ากว้างขวางและท่าทีนิ่งขรึมทำให้ชายแปลกหน้าในสูทสากลที่ยืนประชิดตัวเรย์อยู่เมื่อครู่ดูเล็กลงไปถนัดตา
เรย์ขยับถอยหลังครึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณ ดวงตากลมโตตวัดมองคนมาใหม่ด้วยความไม่สบอารมณ์ ปากบางเม้มเข้าหากันแน่นก่อนจะเอ่ยสวนกลับด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดตามนิสัย
"ลืมของอะไรของคุณ คินน์? นี่มันโซนครัวส่วนตัว ไม่ใช่ห้องเครื่องโรงงานที่คุณจะเดินเข้าออกตามใจชอบ!"
"ผมไม่ได้หมายถึงประแจหรือไขควง" คินน์ปรายตามองชายแปลกหน้าที่เริ่มทำหน้าไม่ถูก ก่อนจะก้าวเท้ายาวๆ เข้ามาหยุดยืนห่างจากเรย์เพียงแค่เอื้อมมือ สัญชาตญาณการป้องกันตัวของเชฟหนุ่มจอมเนี้ยบทำงานทันที กลิ่นอายแดดและเหงื่อจางๆ ผสมกับกลิ่นน้ำมันเครื่องเฉพาะตัวของวิศวกรหนุ่มลอยเข้าแตะจมูก ปลุกเร้าความปั่นป่วนในช่องท้องอย่างประหลาด
"แล้วคุณลืมอะไร?" เรย์เชิดหน้าขึ้นสู้ สายตาดุๆ พยายามกลบเกลื่อนความวูบไหวในอกที่เกิดขึ้นอย่างไร้สาเหตุ
"ลืมเตือนสติคุณ... ว่าอย่ารับของจากคนแปลกหน้า" คินน์ตอบหน้าตาย ดวงตาคมกริบกวาดมองการ์ดเชิญสีทองหรูหราในมือของเรย์ ก่อนจะฉวยมันมาถือไว้เสียเองแบบหน้าตาเฉย
"เฮ้! นั่นมันของผมนะ!" เรย์ร้องเสียงหลง เอื้อมมือจะแย่งคืนแต่คินน์กลับชูขึ้นสูงเหนือหัว ด้วยความที่ส่วนต่างของส่วนสูงทำให้เรย์ทำได้เพียงคว้าลม
ชายแปลกหน้ากระแอมเบาๆ ออกมาอย่างอึดอัด ก่อนจะโค้งศีรษะให้เรย์แล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้มเจื่อน "ถ้าอย่างนั้น... ผมขอตัวก่อนดีกว่าครับ เชฟเรย์ ไว้เราค่อยคุยเรื่องข้อเสนอโปรเจกต์กันใหม่วันหลัง"
เมื่อร่างของแขกไม่เชิญถอนตัวออกไปจนพ้นประตูกระจก แรงกดดันในห้องไม่ได้ลดลงเลยแม้แต่น้อย กลับยิ่งทวีความอึดอัดหนาแน่นขึ้นเมื่อเหลือกันอยู่แค่สองคน
คินน์หันกลับมามองหน้าเรย์ ดวงตาที่เคยนิ่งสงบตอนนี้ฉายแววความดุดันบางอย่างที่ทำให้คนมองต้องกลืนน้ำลาย
"คุณทำบ้าอะไรเนี่ยคินน์!" เรย์ระเบิดอารมณ์ใส่ทันทีที่ประตูห้องปิดลง นิ้วเรียวชี้หน้าอีกฝ่ายอย่างเอาเรื่อง "นั่นมันโอกาสสำคัญทางธุรกิจของผมนะ! คุณมีสิทธิ์อะไรมาไล่แขกของผมแบบนั้น!"
"ผมช่วยคุณต่างหาก" คินน์สวนกลับทันควัน น้ำเสียงทุ้มต่ำจริงจังจนเรย์ชะงัก "ไอ้หมอนั่นไม่ใช่แค่ตัวแทนอีเวนต์ธรรมดา สายตาที่มันมองคุณ... มันไม่ได้มองในฐานะเชฟ แต่มันมองเหมือนนักล่าที่กำลังจ้องเหยื่อ"
"แล้วมันธุระอะไรของคุณล่ะ!" เรย์เสียงสั่นด้วยความโกรธปนความประหม่าที่พุ่งพล่าน "เราเป็นอะไรกัน? ถึงได้มายุ่มย่ามเรื่องส่วนตัว สั่งห้ามโน่นห้ามี่ ทำตัวเป็นเจ้าเข้าเจ้าของอยู่ได้!"
คำถามนั้นทำให้คินน์นิ่งไป อึดใจนั้นบรรยากาศรอบตัวราวกับหยุดนิ่ง ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยของเชฟหนุ่ม คินน์ไม่ตอบคำถามด้วยวาจา แต่ร่างสูงกลับขยับก้าวเข้าไปหาทีละก้าวอย่างคุกคาม เรย์ถอยร่นจนแผ่นหลังชนเข้ากับเคาน์เตอร์หินอ่อนด้านหลัง ไร้ทางหนี
"อยากรู้เหรอว่าเราเป็นอะไรกัน?" คินน์โน้มตัวลงมา ใบหน้าหล่อเหลาอยู่ห่างกันแค่คืบ ลลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับแก้วเนียนจนเรย์รู้สึกร้อนผ่าวไปหมด
"คะ... คินน์ ถอยไปนะ คุณเริ่มล้ำเส้นเกินไปแล้ว..." เรย์พยายามดันอกแกร่งเอาไว้ แต่มันกลับแข็งราวกับกำแพงคอนกรีต ขยับเขยื้อนไม่ได้เลยแม้แต่น้อย หัวใจเจ้ากรรมเต้นรัวระรัวราวกับกลองเพลจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยิน
"ล้ำเส้นเหรอ?" คินน์กระตุกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่เรย์เกลียดนักหนาเพราะมันทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองกำลังสูญเสียการควบคุม "ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่คุณคิดว่าเรามีเส้นแบ่งระหว่างกันล่ะเรย์... ตั้งแต่วันที่คุณยอมให้ผมซ่อมก๊อกน้ำ? หรือวันที่คุณนั่งกินข้าวต้มฝีมือผมในห้องแคบๆ นั้น?"
"วันนั้นมัน... มันช่วยไม่ได้ต่างหาก!" เรย์เถียงเสียงแข็ง ทั้งที่ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นสีแดงจัดอย่างห้ามไม่อยู่ ความใกล้ชิดนี้มันอันตรายเกินไป อันตรายต่อหัวใจที่เขาพยายามสร้างกำแพงเหล็กหนาเตอะปกป้องมาตลอดชีวิต
"ปากแข็งชะมัด" คินน์พึมพำเบาๆ สายตาทอดมองริมฝีปากที่ขยับเถียงไม่หยุดด้วยความรู้สึกที่ยากจะคาดเดา ความอดทนที่สะสมมานานเริ่มกร่อนลงทีละน้อย ความหึงหวงที่ซ่อนไว้ภายใต้ท่าทางขwานผ่าซากกำลังจะพังทลายขีดจำกัด
"ถ้าผมปากแข็ง แล้วคุณจะทำไม..." เรย์ยังไม่ยอมแพ้ เชิดหน้าขึ้นท้าทายทั้งที่ขาสั่นพับ แต่ก่อนที่เขาจะได้ต่อว่าอะไรออกไปอีก คินน์ก็ขยับเข้ามาประชิดจนไม่มีช่องว่าง
มือหนาข้างหนึ่งยกขึ้นวางทาบลงบนเคาน์เตอร์ด้านข้างตัวเรย์ เป็นการกักขังเขาไว้อย่างสมบูรณ์แบบ ขณะที่มืออีกข้างเอื้อมมาแตะที่ปลายคางมนเบาๆ นิ้วหยาบกร้านแต่สัมผัสนุ่มนวลอย่างไม่น่าเชื่อเกลี่ยไล้เบาๆ บนผิวแก้วเนียน ทำให้เรย์สะดุ้งเฮือก ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ วิ่งผ่าน
"คินน์..." เสียงเรียกชื่อนั้นแผ่วเบาและสั่นพร่าโดยไม่ตั้งใจ
"ผมบอกแล้วไง..." คินน์กระซิบชิดริมฝีปาก เสียงทุ้มต่ำพร่าลึกจนแทบเป็นเสียงกระซิบข้างใบหู "ว่าอย่าทำตัวน่ารักเวลาโมโห... มันอันตราย"
เรย์เบิกตากว้าง สมองขาวโพลน คำพูดทุกคำติดอยู่ที่ลำคอ หัวใจเต้นแรงจนแทบทะลุออกมานอกอก ความใกล้ชิดนี้มันเกินกว่าคำว่าคู่กัด เกินกว่าคำว่าเพื่อนบ้าน แต่มันกำลังล้ำเส้นเข้าสู่เขตหวงห้ามที่ทั้งคู่ต่างพยายามหลบเลี่ยงมาตลอด
ทว่า ในจังหวะที่หัวใจของทั้งสองดวงกำลังเต้นตรงกันในจังหวะเดียวกันนั้นเอง...
*ก๊อกๆๆ!*
เสียงเคาะประตูกระจกด้านนอกดังขึ้นสามครั้งติดๆ กัน ตามด้วยเสียงเปิดประตูพรวดเข้ามาพร้อมกับเสียงใสๆ ของมินท์ที่ตะโกนเข้ามาเสียงดัง
"เรย์! กาแฟล็อตใหม่มาส่งแล้วนะ—อุ๊ย!"
มินท์ชะงักกึก กล่องกระดาษในมือแทบหล่นลงพื้น เมื่อภาพที่ปรากฏตรงหน้าคือวิศวกรหนุ่มตัวโตกำลังกักขังเชฟจอมเนี้ยบไว้ชิดเคาน์เตอร์ครัว โดยที่ใบหน้าของทั้งคู่ห่างกันแค่ไม่ถึงเซนติเมตร!
เรย์สะดุ้งสุดตัว ผลักคินน์ออกสุดแรงด้วยใบหน้าที่แดงก่ำลามไปถึงใบหู รีบจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ทันทีด้วยความเลิกลง
คินน์ถอยหลังกลับไปยืนตรงด้วยสีหน้าเรียบเฉยราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น มีเพียงดวงตาคมกริบเท่านั้นที่ยังคงฉายแววเสียดายอย่างเห็นได้ชัด
มินท์กะพริบตาปริบๆ สลับมองหน้าเพื่อนรักกับวิศวกรหนุ่ม ก่อนจะยกมือขึ้นปิดตาแล้วพูดเสียงลากยาว
"เอ่อ... ขอโทษครับ ดูเหมือนผมจะมา... ขัดจังหวะสำคัญสินะครับเนี่ย?"
*ขอบคุณที่ติดตามและเป็นกำลังใจให้นักเขียนเสมอนะครับ*
เซฟโซนของคนหัวรั้นกับมาสเตอร์เชฟจอมเนี้ยบ•ตอนที่ 11
สัญญาณเตือนภัย
ผลงานโดย นาโนบอทมาสเตอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นาโนบอทมาสเตอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของคนหัวรั้นกับมาสเตอร์เชฟจอมเนี้ยบ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!