หย่าแล้วไง? ในเมื่อความรวยมันค้ำคอ•ตอนที่ 13

ลินินปรากฏตัว

ผลงานโดย ต้นไม้ริมระเบียง
“แฟ้มเอกสารชุดนี้ต้องสรุปยอดให้เสร็จก่อนห้าโมงเย็น ถ้าทำไม่ได้ก็ไม่ต้องกลับบ้าน!” เสียงแหลมสูงของผู้จัดการแผนกดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของออฟฟิศ ลินินก้มหน้ามองกองเอกสารสูงท่วมหัวที่ถูกวางกระแทกลงบนโต๊ะทำงานเก่าๆ ของเธอ กลิ่นกาแฟจางๆ ผสมกับกลิ่นอับของห้องเก็บของที่ถูกดัดแปลงเป็นที่ทำงานชั่วคราวมันช่างบีบคั้น ลินินไม่ได้ตอบโต้อะไร เธอเพียงแค่สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ปลายนิ้วที่ด้านจากการทำงานหนักมาตลอดหลายปีเริ่มสั่นเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เพราะความเหนื่อยล้าที่สะสมจนแทบจะขาดใจ เธอจำไม่ได้แล้วว่าครั้งสุดท้ายที่ได้ทานข้าวตรงเวลานั้นเมื่อไหร่ ลินินก้มลงเช็ดคราบหมึกบนปลายนิ้ว ก่อนจะหยิบปากกาขึ้นมาเตรียมสะสางตัวเลขมหาศาลที่คนอื่นผลักภาระมาให้ เธอรู้ดีว่านี่คือบททดสอบของการเป็น 'ภรรยาที่ไร้ค่า' ในสายตาของคนตระกูลนั้นที่ยังคงตามหลอกหลอนไม่จบสิ้น แม้สถานะทางนิตินัยจะหย่าขาดไปแล้ว แต่พันธนาการแห่งความดูแคลนยังคงตามจองเวรเธอทุกฝีก้าว “ลินิน... พักสักนิดเถอะค่ะ ร่างกายเธอไม่ใช่หุ่นยนต์นะ” เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งกระซิบด้วยความเห็นใจ แต่มือของลินินกลับไม่หยุดทำงาน “ขอบคุณนะคะ แต่ฉันทำเสร็จวันนี้ ชีวิตฉันถึงจะมีความหมายขึ้นอีกนิด” เธอตอบด้วยรอยยิ้มจางๆ ที่ซ่อนความขมขื่นไว้ลึกสุดใจ ทันใดนั้น เสียงรองเท้าหนังราคาแพงกระทบพื้นกระเบื้องดังเป็นจังหวะหนักแน่นและมั่นคง เสียงนั้นหยุดลงหน้าโต๊ะทำงานของเธอ บรรยากาศในออฟฟิศที่เคยอึกทึกกลับเงียบสนิทลงราวกับถูกกดปุ่มหยุดเวลา ทุกสายตาจับจ้องไปที่ชายหนุ่มในชุดสูทสั่งตัดเนี้ยบกริบที่ยืนตระหง่านอยู่ตรงนั้น ธันวา... เขาดูแตกต่างจากอดีตลูกเขยที่เธอเคยรู้จักอย่างสิ้นเชิง ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวคู่นั้นไม่ได้มีความอ่อนแอเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย เขากวาดสายตามองกองเอกสารบนโต๊ะเธอ ก่อนจะเลื่อนสายตามาที่ใบหน้าซีดเผือดของลินิน แววตาของเขาไหววูบไปชั่วขณะหนึ่ง ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาที่พุ่งเป้าไปทางผู้จัดการแผนกที่ยืนตัวสั่นอยู่ข้างๆ “ใครเป็นคนสั่งให้เธอทำงานล่วงเวลาที่ไม่ได้อยู่ในสัญญาจ้าง?” เสียงของธันวาราบเรียบ หากแต่ทรงพลังจนน่าขนลุก “คุณ... คุณเป็นใครคะ? นี่มันเรื่องภายในของบริษัท!” ผู้จัดการแผนกพยายามรวบรวมความกล้า ธันวาไม่แม้แต่จะปรายตามองคู่สนทนา เขาเดินตรงเข้าไปหาลินิน ก่อนจะหยิบปากกาในมือเธอออกอย่างถือวิสาสะ แล้ววางลงบนโต๊ะเบาๆ กลิ่นน้ำหอมราคาแพงจางๆ ของเขาทำเอาลินินใจเต้นไม่เป็นจังหวะ “ธันวา... คุณมาที่นี่ทำไมคะ? เราจบกันแล้วนะ” เสียงของเธอสั่นเครือ “จบงั้นเหรอ?” เขาแค่นหัวเราะในลำคอ ก่อนจะโน้มตัวลงมาใกล้จนเธอได้กลิ่นไอของความอันตราย “สำหรับผม... เกมเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นต่างหาก ลินิน... คุณเหนื่อยมามากพอแล้ว ต่อจากนี้ไป คนที่จะสั่งคุณได้ มีแค่ผมคนเดียวเท่านั้น” ธันวาหันไปมองกลุ่มคนรอบข้างที่เริ่มซุบซิบ เขาสะบัดมือเพียงครั้งเดียว บอดี้การ์ดในชุดสูทสีดำสี่คนก็เดินก้าวเข้ามาในออฟฟิศ แต่ละคนถือกระเป๋าเอกสารสีดำสนิทเอาไว้ในมือ “ในเมื่อบริษัทนี้ชอบการทำงานหนักนัก ผมก็ตัดสินใจจะซื้อกิจการนี้ทั้งหมดภายในสิบนาทีนี้เลย” ธันวาพูดประโยคที่ทำเอาคนทั้งชั้นตกตะลึง “ส่วนคุณผู้จัดการ... เก็บของของคุณไปได้แล้ว เพราะตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ที่นี่จะไม่มีตำแหน่งของคุณอีก” ความเงียบงันเข้าปกคลุมอีกครั้ง ลินินเบิกตากว้างมองชายหนุ่มที่เธอมองว่าอ่อนแอมาตลอดหลายปีด้วยความไม่เข้าใจ แต่ในแววตาของธันวาตอนที่เขามองเธอนั้น มันเต็มไปด้วยความทะนุถนอมอย่างที่สุด เขายื่นมือออกมาหาเธอ รอมือที่สั่นเทาของเธอให้วางลงบนฝ่ามือที่อบอุ่นและแข็งแกร่งนั้น “ไปกันเถอะค่ะ” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนที่สุด “ไปดูอาณาจักรใหม่ที่เราจะสร้างขึ้นมาด้วยกัน” ในขณะที่ลินินกำลังจะก้าวเท้าตามเขาออกไป ประตูลิฟต์วีไอพีก็เปิดออกพร้อมกับการปรากฏตัวของร่างสง่างามในชุดเดรสสีแดงเพลิง คุณหญิงศิริพรเดินนวยนาดเข้ามาด้วยท่าทางเย่อหยิ่ง ดวงตาของนางกวาดมองธันวาด้วยความเหยียดหยามเช่นเคย ก่อนจะหยุดชะงักเมื่อเห็นความเปลี่ยนแปลงรอบตัว “แกคิดว่าแค่ใส่สูทแพงๆ จะหลอกคนได้หรือไง ธันวา?” คุณหญิงศิริพรกระตุกยิ้มมุมปาก “ฉันมีเรื่องจะแจ้งให้ทราบ... หุ้นของบริษัทนี้ทั้งหมด ตกเป็นของตระกูลฉันแล้ว ส่วนผู้หญิงคนนี้... ต้องชดใช้หนี้ที่พ่อเธอทิ้งไว้ให้หมด!” ธันวาไม่สะทกสะท้าน เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วกดวางลงบนโต๊ะเบาๆ จอภาพบนโปรเจกเตอร์ขนาดใหญ่ในออฟฟิศพลันสว่างวาบ เผยให้เห็นกราฟการพุ่งดิ่งของหุ้นในบริษัทของคุณหญิงศิริพรจนเหลือศูนย์ในชั่วพริบตา “คุณหญิงครับ...” ธันวาเอ่ยเสียงเย็น “เช็คดูข่าวล่าสุดหรือยัง? เพราะตอนนี้... คนที่กำลังจะไม่มีที่ซุกหัวนอน ไม่ใช่ลินิน แต่เป็นพวกคุณต่างหาก” สิ้นเสียงของเขา เสียงโทรศัพท์ของคุณหญิงศิริพรก็ดังระงมขึ้นพร้อมกันหลายสาย นางหน้าถอดสี มือไม้สั่นเทาขณะรับสายด้วยความตระหนก ธันวาหันกลับมามองลินินแล้วส่งยิ้มให้ ก่อนจะกระซิบที่ข้างหูเธอ “ลินิน... วันนี้คุณจะได้เห็นว่า การที่ผมมีเงินมากพอจะซื้อโลกทั้งใบ มันรู้สึกสะใจแค่ไหน” ทว่า ทันใดนั้น เสียงสัญญาณเตือนภัยของอาคารก็ดังสนั่นขึ้นพร้อมกับกลุ่มชายฉกรรจ์ในชุดเครื่องแบบทหารที่บุกเข้ามาล้อมรอบบริษัทไว้ในพริบตา พร้อมกับชายวัยกลางคนที่เดินฝ่าวงล้อมเข้ามาหาธันวาด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจที่เหนือกว่า “ธันวา... นายลืมไปแล้วหรือไงว่าในเมืองนี้ ใครคือเจ้าของที่แท้จริง?” ลินินมองไปรอบๆ ด้วยความตื่นตระหนก เมื่อเห็นว่าสถานการณ์ที่เธอคิดว่าจะจบลงอย่างง่ายดาย กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามครั้งใหม่ที่ใหญ่หลวงกว่าเดิมหลายเท่าตัว ธันวากระชับมือเธอแน่นขึ้น แววตาของเขาฉายแวววาวโรจน์ด้วยความท้าทาย “เอาเลยสิครับ...” ธันวาตอบโต้ด้วยเสียงที่เยือกเย็น “ผมรอวันนี้มานานพอที่จะทำลายทุกอย่างให้สิ้นซากอยู่แล้ว” ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามเส้นทางแห่งอำนาจของธันวาและลินินนะคะ ต้นไม้ริมระเบียงหวังว่าบทนี้จะทำให้หัวใจทุกท่านเต้นแรงไปพร้อมกับตัวละครค่ะ
สารจากนักเขียน (ต้นไม้ริมระเบียง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าแล้วไง? ในเมื่อความรวยมันค้ำคอ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%